
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยในวันนี้ (12 ส.ค. 2569) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมปรับเพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อน ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มชะลอตัวลง และอาจช่วยลดความจำเป็นในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะใกล้
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.4% ขณะที่ Core CPI อยู่ที่ 2.5% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แม้ระดับเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% แต่การเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่รุนแรง ประกอบกับทิศทางที่ชะลอตัวลง สะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย
หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ตลาดการเงินตอบรับในเชิงบวก โดยดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง ขณะเดียวกัน นักลงทุนลดน้ำหนักการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดยข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group ระบุว่า โอกาสดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 42%
ด้านราคาพลังงานในเดือนกรกฎาคมปรับลดลง 1.5% หลังจากลดลง 5.7% ในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบรายปี ราคาพลังงานยังเพิ่มขึ้น 14.7% ขณะที่ราคาอาหารและค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 0.1% โดยหมวดที่อยู่อาศัยยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อ และคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของการเพิ่มขึ้นของดัชนี CPI ในเดือนดังกล่าว
สำหรับราคาสินค้าหมวดสำคัญ รถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น 0.1% รถยนต์มือสองและรถบรรทุกเพิ่มขึ้น 0.4% ค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น 2.2%
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีกำหนดประชุมอีกครั้งในเดือนกันยายน ทำให้เฟดยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนในการประเมินข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยกรรมการ 3 รายที่เห็นต่างสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมหรือธันวาคมแทน เครดิตฟรี
Back to top button