- หน้าหลัก
- ต่างประเทศ
- ข่าวต่างประเทศ
- เอเชีย
ไทยงานงอก!สหรัฐฯเล็งทวงคืนตลาดข้าวฟิลิปปินส์ เตรียมส่งออกให้มะนิลาปีละ1-2แสนตัน
เผยแพร่: 9 ต.ค. 2569 07:17 ปรับปรุง: 9 ต.ค. 2569 07:17 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ฟิลิปปินส์อาจได้แหล่งนำเข้าข้าวแห่งใหม่ เป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯภายใต้ข้อตกลงฉบับหนึ่ง ที่วางเป้าหมายนำเข้าข้าวที่ต้นทางจากอเมริกา 100,000 ตันต่อปีในปี 2027 และ 200,000 ตันต่อปีในปี 2028 ความเคลื่อนไหวซึ่งมีขึ้นตามหลังมีข่าวว่าสหรัฐฯเร่งผลักดันการปลูกข้าวหอมภายในประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งทั้ง 2 กรณีส่อแววส่งผลกระทบกับไทย ในแง่การส่งออกไปยังสหรัฐฯและฟิลิปปินส์
สมาพันธ์ข้าวแห่งสหรัฐอเมริกา (USA Rice) และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมข้าวของฟิลิปปินส์ (PRISM) ลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับหนึ่งในกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา สำหรับอำนวยความสะดวกการค้าขายข้าวดังกล่าว ซึ่งอาจเปิดทางให้สหรัฐฯกลับมาเป็นผู้จัดหาข้าวรายใหญ่ป้อนตลาดฟิลิปปินส์อีกครั้ง
ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดหาและการซื้อข้าวจากสหรัฐฯ ทั้งในรูปแบบบรรจุถุงและแบบเทกอง ทั้ง 2 กลุ่มมีหน้าที่ทำงานร่วมกับสมาชิกในภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการอำนวยความสะดวกแก่กระแสการค้า
ปริมาณข้าวเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ มีแหล่งจัดหาข้าวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศต้องรับมือกับความต้องการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น และมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วมันยังเป็นการกลับมาเปิดตลาดครั้งสำคัญแก่ผู้ส่งออกอเมริกา ที่กำลังมองหาตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ
"ข้าวมีบทบาททางประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับฟิลิปปินส์ ดังนั้นผมจึงรู้สึกยินดีที่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ ซึ่งเป็นการยอมรับในประวัติศาสตร์ของเราและช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของเราให้ก้าวไปข้างหน้า" ปีเตอร์ บัชมานน์ ประธานและซีอีโอสมาพันธ์ข้าวแห่งสหรัฐอเมริกากล่าว
ทั้งนี้บรรดาผู้ส่งออกข้าวสหรัฐฯเคยป้อนข้าวปริมาณมหาศาล เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของฟิลิปปินส์ ในช่วงทศวรรษ 1960, 1970 และ 1980
โรเวนา เดล โรซาริโอ-ซาดิคอม ผู้ก่อตั้งร่วมของ PRISM ระบุว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมข้าวของสหรรัฐฯ อาจก่อประโยชน์แก่ทั้ง 2 ตลาด เกินกว่าปริมาณการค้าที่เสนอไว้ "เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับอุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐฯ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้ากับฟิลิปปินส์ และแสวงหาแนวทางหลากหลายที่อุตสาหกรรมของเราจะสามารถร่วมมือกันได้"
ความพยายามยกระดับการส่งออกข้าวของสหรัฐฯในครั้งนี้ มีขึ้นไม่กี่วันหลังมีข่าวว่าอเมริกากำลังเร่งผลักดันการปลูกข้าวหอมภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยข้อมูลจากสมาพันธ์ข้าวแห่งสหรัฐอเมริกา พบว่าในปี 2026 พื้นที่ปลูกข้าวหอมและข้าวอะโรมาติกในประเทศ มีแนวโน้มแตะเกือบ 50,000 เอเคอร์ หรือราว 126,500 ไร่ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
จุดที่น่าจับตาคือ พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นข้าวกลุ่ม “jasmine type” หรือข้าวหอมแบบจัสมิน ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการเจาะตลาดผู้บริโภคที่นิยมข้าวหอม โดยเฉพาะกลุ่มชาวเอเชียในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของข้าวหอมมะลิไทยมาอย่างยาวนาน
USA Rice ยังเดินหน้าแคมเปญ “U.S.-grown Jasmine Rice” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชาสัมพันธ์และขยายตลาดในเมืองใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าข้าวหอมแบบจัสมินสามารถผลิตในสหรัฐฯ ได้เอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
เรื่องนี้สะเทือนต่อไทยโดยตรง เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย และข้อมูลจากหน่วยงานการค้าสหรัฐฯ เคยระบุว่า ไทยครองสัดส่วนการนำเข้าข้าวหอมมะลิในตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงมาก
ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์เองก็เป็นตลาดข้าวที่สำคัญของไทยเช่นกัน โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 295,939 ตัน เพิ่มขึ้น 110.47% โดยเป็นการส่งออกข้าวขาว 98.82% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 0.97% ข้าวเหนียว 0.18% และข้าวหอมไทย 0.03% และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัน
(ที่มา:มะนิลาสแตนดาร์ด/News1)