ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความรีบร้อน หน้าจอสมาร์ทโฟน และความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจกำลังมองหาวิธีรีเซ็ตตัวเอง
แต่รู้ไหมว่า สิ่งบำบัดความเหนื่อยล้าที่ดีที่สุด อาจไม่ได้อยู่ในกระปุกยา แต่อยู่ใน “ผืนป่า” และธรรมชาติรอบตัวเรานี่เอง
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ “Shinrin-yoku” (ชินรินโยกุ) หรือ “Forest Bathing (การอาบป่า)”
เทรนด์ฮีลใจต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ใช่แค่การไปเดินเล่นถ่ายรูป แต่คือการเอาตัวเองไปซึมซับพลังแห่งธรรมชาติ เพื่อเยียวยาปอด จิตใจ และร่างกายแบบครบวงจร
ป่าช่วยฮีลเราได้ยังไง?
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเดินเข้าป่าแล้วรู้สึกสดชื่นทันที นั่นเพราะธรรมชาติมีกลไกซ่อนอยู่ดังนี้
- กลิ่นหอมจากต้นไม้ (Tree Scent)
ต้นไม้จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า Phytoncides เพื่อปกป้องตัวเอง สารนี้ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ในร่างกายมนุษย์ และช่วยกระตุ้น Natural Killer Cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกายเรา
- สีเขียวชอุ่ม (Color Green)
สีเขียวเป็นคลื่นแสง ที่ตาไม่ต้องปรับกล้ามเนื้อเพื่อโฟกัส จึงช่วยให้สายตาได้พักผ่อน อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต
- ลวดลายแฟรกทัล (Fractal Patterns)
ลวดลายซ้ำๆ ทางธรรมชาติที่พบในใบไม้หรือกิ่งไม้ ช่วยให้สมองสงบลงและลดความล้าทางจิตใจ
- เสียงนกร้อง (Bird Songs)
งานวิจัยพบว่าเสียงนกร้องช่วยลดการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมความกลัวและความเครียด ทำให้เราคืนสมาธิและมีอารมณ์ที่ดีขึ้น
- อากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air)
ต้นไม้คือเครื่องกรองอากาศธรรมชาติที่ช่วยมอบออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดของเรา
จากงานวิจัยในอังกฤษพบว่า การฟังเสียงธรรมชาติเพียง 1 นาที ช่วยให้คนเรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น 30% ลดความเครียดได้ 25% และลดความวิตกกังวลได้ถึง 20%
มือใหม่ “อาบป่า” เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด
การอาบป่าไม่ใช่การเดินเพื่อออกกำลังกาย แต่คือ “การชะลอความช้า” และเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รับบรรยากาศรอบตัว โดยมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้
1. Digital Detox : ตัดขาดจากโลกโซเชียล ปิดโทรศัพท์หรือเปิดโหมดบิน เพื่อลดสิ่งรบกวน และช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้เต็มที่
2. เลือกช่วงเวลาที่เงียบสงบ : ไปช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นของวันธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากผู้คน
3. ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
– ตา : มองแสงแดดที่ลอดผ่านทิวไม้
– หู : ตั้งใจฟังเสียงนกร้อง เสียงลมพัด หรือเสียงใบไม้กรอบแกรบยามก้าวเดิน
– จมูก : สูดกลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นเปลือกไม้
– สัมผัส : ลองแตะสัมผัสเปลือกไม้ขรุขระ หรือสัมผัสความเย็นของผืนดิน
4. โฟกัสที่ลมหายใจ : ลองหลับตาลง หลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ 10 ครั้ง เพื่อดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
5. ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ใช้เวลา : เวลาที่แนะนำสำหรับการอาบป่าคือประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้ามีเวลาน้อย เพียงแค่ 10-15 นาทีในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ก็ช่วยเติมพลังชีวิตได้แล้ว
ปักหมุด… เริ่มต้นอาบป่าได้ที่ไหนบ้าง?
การอาบป่าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงญี่ปุ่น เพราะในประเทศไทยก็มีพิกัดสีเขียวมากมายที่พร้อมให้ไปปล่อยใจ ตั้งแต่ผืนป่าสมบูรณ์ในอุทยานแห่งชาติต่างๆ ป่าชุมชนใกล้บ้าน ไปจนถึงสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เพียงแค่เลือกสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย เงียบสงบ และมีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด ก็เริ่มอาบป่าได้ทันที
ชีวิตที่เร่งรีบอาจทำให้เราลืมดูแลจิตใจตัวเอง การอาบป่าจึงเป็นเหมือนปุ่ม Pause ที่ช่วยให้เราได้หยุดพัก สูดอากาศบริสุทธิ์ และเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง สัปดาห์นี้ ลองวางมือถือ แล้วออกไปให้ธรรมชาติช่วยกอดและฮีลใจกัน
อ้างอิง
Tags
Related Posts
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความรีบร้อน หน้าจอสมาร์ทโฟน และความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจกำลังมองหาวิธีรีเซ็ตตัวเอง แต่รู้ไหมว่า สิ่งบำบัดความเหนื่อยล้าที่ดีที่สุด อาจไม่ได้อยู่ในกระปุกยา แต่อยู่ใน “ผืนป่า” และธรรมชาติรอบตัวเรานี่เอง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ “Shinrin-yoku” (ชินรินโยกุ) หรือ “Forest Bathing (การอาบป่า)” เทรนด์ฮีลใจต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ใช่แค่การไปเดินเล่นถ่ายรูป แต่คือการเอาตัวเองไปซึมซับพลังแห่งธรรมชาติ เพื่อเยียวยาปอด จิตใจ และร่างกายแบบครบวงจร ป่าช่วยฮีลเราได้ยังไง? เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเดินเข้าป่าแล้วรู้สึกสดชื่นทันที นั่นเพราะธรรมชาติมีกลไกซ่อนอยู่ดังนี้ ต้นไม้จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า Phytoncides เพื่อปกป้องตัวเอง สารนี้ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ในร่างกายมนุษย์ และช่วยกระตุ้น Natural Killer Cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกายเรา สีเขียวเป็นคลื่นแสง ที่ตาไม่ต้องปรับกล้ามเนื้อเพื่อโฟกัส จึงช่วยให้สายตาได้พักผ่อน อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ลวดลายซ้ำๆ ทางธรรมชาติที่พบในใบไม้หรือ
30 สิงหาคม 2569
เรียกได้ว่ากระแสร้านชาในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลายแบรนด์ยังมีการปรับรสชาติให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อาทิ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมเจ้าดังจากจีน ที่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 6,000 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเข้ามาบุกตลาดไทยสาขาแรก ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ โดย บริษัท อีสบริดจ์ จำกัด และ บริษัท ที เนชั่น จำกัด จากอดีตเด็กกำพร้า-ลูกมือร้านชานมไข่มุก Zhang Junjie (จาง จุนเจี๋ย) มหาเศรษฐีผู้สร้างตัวด้วยตัวเอง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมระดับโลก ย้อนกลับไปตอนที่เขาอายุเพียง 10 ขวบ เขาต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่จนกลายเป็นเด็กกำพร้าหลังจากที่พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิต โดยเขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บนท้องถนนนานถึง 7 ปี โดยไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้รับการศึกษาในระบบ ต่อมา จาง จุนเจี๋ย เคยทำงานเป็นลูกมือในร้านชานมไข่มุกมาก่อน และทำให้เขาได้รับประสบการณ์ด้านการดูแลกิจการ ขณะทำงานที่บริษัทสตาร์ตอัปแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งแบรนด์ CHAGEE ขึ้น กำเ
30 สิงหาคม 2569
เมื่อพูดถึง “ขันอะลูมิเนียมลายไทย” หลายคนอาจนึกถึงของใช้ประจำบ้านในอดีต ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ หรืองานบุญต่างๆ แต่สำหรับสองพี่น้อง คุณเฟิร์น-ธนัชชา ตั้งสุขสว่างพร และ คุณหมิว-สาริศา ตั้งสุขสว่างพร สิ่งของชิ้นนี้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครอบครัวมาหลายสิบปี แต่ยังเป็นมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นอากง พวกเธอหยิบของใกล้ตัวที่หลายคนมองข้ามมาสร้างมูลค่าใหม่ ภายใต้แบรนด์ “Suchai Craft” พร้อมพิสูจน์ว่าขันอะลูมิเนียมลายไทยไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด ครอบครัวของคุณเฟิร์นและคุณหมิวทำธุรกิจอะลูมิเนียมมาตั้งแต่รุ่นอากง หลังอพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากเป็นลูกจ้างในโรงงานอะลูมิเนียม สั่งสมประสบการณ์และฝีมือก่อนหันมาสร้าง “โรงงานสุชัยโลหะการ” ธุรกิจของตัวเอง อากงทดลองทำสินค้าหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ เครื่องหนีบผมอะลูมิเนียม ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่างก่อนมาลงตัวที่ขันอะลูมิเนียมลายไทย สินค้ายอดนิยมที่คนไทยใช้ตามงานบุญ เทศกาลสงกรานต์ และในชีวิตประจำวัน “พวกเราคลุกคลีกับผลิตภัณฑ์นี้มานาน รู้กระบวนการทำ กว่าจะได้หนึ่งชิ้นใช้ทั้งฝีมือคนและอุตสาหกรรมช่วยผลิต มันมีความคราฟต์ และความสวยงามอย
29 สิงหาคม 2569
JSP เปิดอินไซด์จากยอดขายสินค้าตู้กดยา พบถุงยางอนามัยเป็นสินค้ายอดฮิตจากวัยรุ่น Gen Z ทำเลย่านมหาลัยยอดขายสุดปัง มองคนรุ่นใหม่กล้าซื้อผ่านตู้กดเหตุเป็นส่วนตัวไม่เขินพนักงานตอนจ่ายเงิน นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านตู้กดยาอัตโนมัติจำนวน 185 ตู้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วง 1 ปีล่าสุด พบพฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศคิดเป็นสัดส่วนถึง 29% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด โดย 4 อันดับกลุ่มสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนยอดขายแยกตามหมวดหมู่สินค้า ผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศจะมียอดขายสูงเป็นพิเศษจากตู้กดยาที่ตั้งอยู่ย่านมหาวิทยาลัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามด้วยยาสามัญประจำบ้าน 16.2% ขณะที่อันดับ 3-5 ได้แก่ ลูกอม/ยาอม สัดส่วน 12.8%, ของใช้ส่วนตัว/สุขอนามัย สัดส่วน 12.6% และ ชุดตรวจสุขภาพ สัดส่วน 11.0% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าสุขภาพทางเพศ ซึ่งลักษณะของตู้
29 สิงหาคม 2569
เรื่องราวของ Eryn Andrews วัย 41 ปี เธอทำงานกับ NASA มาตั้งแต่ปี 2008 ในด้าน Human Performance Engineer ที่ศูนย์ทดสอบ Lunar Sandbox ใน Johnson Space Center เมืองฮิวสตัน ขณะเดียวกันก็ทำอาชีพเสริมเป็น “นักพากย์เสียง” โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงานช่วง 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มรับพากย์เสียง ที่เธอดัดแปลงพื้นที่เล็กๆ เป็นห้องอัดเสียงชั่วคราว ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม ปี 2022 Eryn Andrews หย่าร้างกับสามีและกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกสาววัย 6 ขวบ เธอจึงอยากหารายได้เพิ่มเดือนละ 200 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท เพื่อพาลูกไปกินไอศกรีมหรือเที่ยวพิพิธภัณฑ์โดยไม่ต้องรู้สึกผิดเรื่องค่าใช้จ่ายและมีอิสระทางการเงินมากขึ้น “จุดเปลี่ยน” นี้เองทำให้เธอเริ่มต้นทำอาชีพเสริม ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ตั้งใจจะทำหลายอาชีพควบคู่กันไป Eryn Andrews เสิร์ชกูเกิ้ล ด้วยคำว่า “งานเสริมสำหรับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” และพบอาชีพนักพากย์เสียง เธอใช้เงินประมาณ 200 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท ลงเรียนคอร์สพากย์เสียง ซื้อไมโครโฟน และแผ่นรองที่นอนหนา 1 นิ้วจาก Walmart เพื่อสร้างห้องอัดเสียงขนาดเล็ก จากนั้นก็สร้างโปรไฟล์ใน Fiverr แพลตฟอร์มรวมฟร
29 สิงหาคม 2569
“Tinder” ตอกย้ำความเป็นผู้นำแอปพลิเคชันเดตติ้งอันดับ 1 ของโลก ปฏิวัติมุมมองผู้ใช้งานที่เคยรู้สึกว่าต้องเฟคตัวตนเพื่อหาคู่ เปิดแคมเปญรีแบรนด์ใหม่ “The Real Finds The One เป็นตัวจริงเคมียิ่งตรงใจ” สนับสนุนทุกคน “เป็นตัวตนจริงเพื่อเจอคนที่ใช่” ขยับจุดยืนแอปฯ เน้นความสัมพันธ์ที่จริงจังมากขึ้น Tinder เปิดผลการวิจัยทัศนคติและมุมมองต่อการใช้งานแอปพลิเคชันหาคู่ของผู้ใช้งานในไทย พบว่า ผู้ใช้งานกลุ่ม Gen Z ชาวไทยรู้สึก “เหนื่อย” กับการหาคู่บนแอปฯ เพราะการปัดหาคู่เริ่มสนุกน้อยลง และเจอคนแบบที่ใช่ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจาะลึกลงไปว่าทำไมการเจอคนที่ใช่บนแอปฯ กลับยากขึ้น Tinder พบว่า เกิดจากพฤติกรรมการใช้แอปฯ เดตติ้งที่คนเรามักจะ “เฟค” พยายามสร้างตัวตนที่ดูดีในสายตาคนส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้วเหล่าคนโสดมักจะไม่ประสบความสำเร็จในความสัมพันธ์ นอกจากนี้ Tinder ยังพบข้อมูลสำคัญของคนโสดชาวไทยด้วยว่า แม้ว่าคนโสดส่วนใหญ่จะเปิดรับการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์แบบสบายๆ (casual) โดยมีจุดเริ่มต้นเป็น “คนคุย” ก่อนในช่วงแรก แต่ลึกลงไปแล้วในระยะยาว ผู้ใช้ชาวไทยต่างมองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่า โดยเป็นความสัม
28 สิงหาคม 2569