วิจัยเผยแล้ว 1 เครื่องดื่ม ช่วยป้องกันโรคตับแข็ง-มะเร็งตับได้!

Published on 27 ต.ค. 2026

วิจัยเกือบ 3.55 แสนคน พบดื่มกาแฟสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับลดลง 47% ตับแข็งลดลง 32%

งานวิจัยเกือบ 355,000 คน พบดื่มกาแฟสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับลดลง 47% ตับแข็งลดลง 32% พร้อมคำตอบว่าควรดื่มวันละกี่แก้วจึงเหมาะสม

ดื่มกาแฟดีต่อตับจริงหรือไม่? ข่าวดีสำหรับคนรักกาแฟ เมื่อผลการศึกษาขนาดใหญ่จากสหรัฐอเมริกาพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และการเสียชีวิตจากโรคตับที่ต่ำลง โดยนักวิจัยติดตามข้อมูลสุขภาพของประชาชนเกือบ 355,000 คน เป็นระยะเวลามัธยฐาน 13 ปี

งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Cedars-Sinai Health Sciences University สหรัฐอเมริกา และตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Gastroenterology and Hepatology เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไป มีความเสี่ยงมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟถึง 47%

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกต ซึ่งพบเพียงความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับสุขภาพตับ ไม่ได้พิสูจน์ว่ากาแฟสามารถป้องกันหรือรักษาโรคตับได้โดยตรง และไม่ใช่คำแนะนำให้ทุกคนเพิ่มปริมาณการดื่มกาแฟเป็นวันละ 5 แก้ว

งานวิจัยเกือบ 355,000 คน ศึกษากาแฟกับสุขภาพตับอย่างไร?

การศึกษานี้มีชื่อว่า Coffee Consumption and Improved Liver Outcomes: Clinical, Imaging, and Proteomic Evidence From the UK Biobank โดยนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าร่วมจำนวน 354,957 คน จากฐานข้อมูล UK Biobank ของสหราชอาณาจักร ซึ่งทุกคนไม่มีประวัติโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับในช่วงเริ่มต้นการศึกษา

นักวิจัยติดตามข้อมูลทางการแพทย์เป็นระยะเวลามัธยฐาน 13 ปี เพื่อประเมินการเกิดโรคตับแข็ง มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ โดยนำข้อมูลการดื่มกาแฟของผู้เข้าร่วมมาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ภาพถ่าย MRI ตับของผู้เข้าร่วมกลุ่มย่อยจำนวน 28,961 คน เพื่อตรวจดูปริมาณไขมัน ธาตุเหล็ก และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและพังผืดในตับ ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังตรวจวิเคราะห์โปรตีนในเลือดของผู้เข้าร่วมอีก 44,633 คน เพื่อศึกษากลไกทางชีวภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของกาแฟ

การใช้ข้อมูลทั้งด้านการเกิดโรค ภาพถ่าย MRI และโปรตีนในเลือด ทำให้งานวิจัยนี้สามารถศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับสุขภาพตับได้หลายมิติ แม้จะยังไม่สามารถยืนยันเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาดก็ตาม

ผลวิจัยพบดื่มกาแฟสัมพันธ์กับความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับที่ต่ำลง

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไปมีความเสี่ยงเกิดโรคตับบางประเภทต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ โดยตัวเลขที่รายงานผ่านการปรับปัจจัยร่วมหลายด้าน เช่น อายุ เพศ พฤติกรรมสุขภาพ และภาวะทางเมตาบอลิซึมแล้ว

ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าในกลุ่มดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวัน
โรคตับแข็ง 32%
มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ 47%
การเสียชีวิตจากโรคตับ 42%

ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงสัมพัทธ์ระหว่างกลุ่มในการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ดื่มกาแฟทุกคนจะลดความเสี่ยงโรคตับได้ตามเปอร์เซ็นต์ดังกล่าว หรือสามารถป้องกันมะเร็งตับได้อย่างแน่นอน

ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยพบความสัมพันธ์ในทิศทางที่ดีแม้ในกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพียงวันละ 1–2 แก้ว โดยผลด้านสุขภาพตับดูเด่นชัดในกลุ่มที่ดื่มประมาณ 3–4 แก้วต่อวันในหลายการเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้กำหนดปริมาณกาแฟที่เหมาะสมสำหรับทุกคน เพราะปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแต่ละแก้วอาจแตกต่างกันมาก และแต่ละคนมีความสามารถในการทนต่อคาเฟอีนไม่เท่ากัน

ดื่มกาแฟอาจสัมพันธ์กับไขมันในตับและการอักเสบที่ลดลง

นอกจากความเสี่ยงในการเกิดโรคแล้ว นักวิจัยยังพบข้อมูลที่น่าสนใจจากภาพถ่าย MRI ตับ โดยผู้ที่ดื่มกาแฟในปริมาณสูงกว่ามีแนวโน้มพบปริมาณไขมันและธาตุเหล็กสะสมในตับต่ำกว่า รวมถึงค่าบ่งชี้การอักเสบและพังผืดที่ต่ำลง

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะการสะสมไขมันในตับและการอักเสบเรื้อรังอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดพังผืดและโรคตับแข็งในผู้ป่วยบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน ผลการวิเคราะห์โปรตีนในเลือดยังพบรูปแบบของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและกระบวนการอักเสบแตกต่างกันระหว่างผู้ดื่มกาแฟกับผู้ไม่ดื่ม โดยผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มพบตัวชี้วัดบางชนิดที่สัมพันธ์กับการทำงานของตับในระดับที่เหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม การพบความแตกต่างจาก MRI หรือการตรวจโปรตีนในเลือด ไม่ได้หมายความว่าการดื่มกาแฟจะสามารถทำให้ไขมันพอกตับหรือพังผืดที่เกิดขึ้นแล้วหายไปได้โดยตรง เพราะการรักษาโรคตับยังต้องพิจารณาสาเหตุและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

กาแฟดีแคฟก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพตับเช่นกัน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากงานวิจัยคือ นักวิทยาศาสตร์พบความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงกันทั้งในกลุ่มที่ดื่มกาแฟมีคาเฟอีนตามปกติ และกลุ่มที่ดื่มกาแฟดีแคฟ (Decaffeinated Coffee) หรือกาแฟที่ผ่านกระบวนการลดคาเฟอีน

ผลลัพธ์นี้ทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพตับไม่ได้เกี่ยวข้องกับคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีสารประกอบธรรมชาติอื่นในกาแฟเข้ามามีบทบาทด้วย

กาแฟมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น กรดคลอโรจีนิกและสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจในการศึกษาด้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ และกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าสารชนิดใดในกาแฟเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคตับที่ต่ำลง และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกเหล่านี้

นักวิจัยเตรียมศึกษาต่อว่า สารชนิดใดในกาแฟอาจเกี่ยวข้องกับการปกป้องตับ

ศาสตราจารย์ Shelly Lu ผู้อำนวยการ Karsh Division of Gastroenterology and Hepatology ของ Cedars-Sinai อธิบายว่า ขั้นตอนต่อไปของทีมนักวิจัยคือการค้นหาสารประกอบเฉพาะในกาแฟที่อาจเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ด้านการปกป้องสุขภาพตับ

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นเส้นทางทางชีวภาพหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นในตับ ซึ่งอาจช่วยให้นักวิจัยเข้าใจมากขึ้นว่ากาแฟส่งผลต่อกระบวนการเหล่านี้อย่างไร

ในอนาคต หากสามารถระบุกลไกและสารสำคัญได้ชัดเจนมากขึ้น ก็อาจช่วยให้เกิดการศึกษาเพื่อพัฒนาแนวทางป้องกันโรคตับได้ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากาแฟหรือสารสกัดจากกาแฟสามารถใช้เป็นยารักษาโรคตับได้

ดื่มกาแฟวันละกี่แก้วดีต่อตับ? ไม่จำเป็นต้องดื่มถึง 5 แก้ว

แม้กลุ่มที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไปจะมีความเสี่ยงโรคตับบางประเภทต่ำกว่าผู้ไม่ดื่ม แต่แพทย์ผู้ทำการศึกษาไม่ได้แนะนำให้ทุกคนเพิ่มการบริโภคกาแฟจนถึงระดับดังกล่าว

นพ. Ju Dong Yang ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของโครงการมะเร็งตับแห่ง Cedars-Sinai ระบุว่า ผลการศึกษาสนับสนุนการดื่มกาแฟในระดับปานกลางสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟอยู่แล้วและสามารถดื่มได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ แต่ไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟเริ่มดื่มเพียงเพื่อหวังผลป้องกันโรคตับ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ การได้รับคาเฟอีนประมาณไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลเสียที่เป็นอันตราย แต่ปริมาณดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนจำเป็นต้องบริโภค และบางคนอาจต้องจำกัดให้น้อยกว่านี้

เนื่องจากกาแฟแต่ละประเภทมีปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกัน การดื่มกาแฟ 5 แก้วอาจทำให้ได้รับคาเฟอีนมากเกินไป โดยเฉพาะกาแฟชงเข้มข้นหรือกาแฟแก้วใหญ่ จึงควรพิจารณาปริมาณคาเฟอีนรวมจากเครื่องดื่มและอาหารชนิดอื่นในแต่ละวันด้วย

ใครบ้างที่ควรระวังการดื่มกาแฟ?

แม้กาแฟจะมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพตับที่ดีในงานวิจัยหลายฉบับ แต่การดื่มกาแฟไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนหรือมีโรคประจำตัวบางชนิด

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท อาการวิตกกังวลรุนแรง หรือมีปัญหานอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มปริมาณกาแฟ เพราะคาเฟอีนอาจทำให้อาการบางอย่างรุนแรงขึ้นได้

นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร และผู้ที่ใช้ยาบางชนิดควรสอบถามบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมกับตนเอง

สำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณคาเฟอีน กาแฟดีแคฟอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ควรทราบว่ากาแฟดีแคฟไม่ได้ปราศจากคาเฟอีนทั้งหมด และยังอาจมีคาเฟอีนเหลืออยู่ในปริมาณเล็กน้อย

ดื่มกาแฟแบบไหนจึงเหมาะกับการดูแลสุขภาพตับ?

หากต้องการดื่มกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ควรเลือกเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลหรือมีน้ำตาลต่ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือไขมันพอกตับ ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมปริมาณพลังงานและน้ำตาลในอาหารด้วย

แม้งานวิจัยจะพบความสัมพันธ์ด้านสุขภาพตับทั้งในกลุ่มที่ดื่มกาแฟเติมสารให้ความหวานและไม่เติม แต่การเติมน้ำตาลหรือครีมปริมาณมากเป็นประจำอาจทำให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย จึงไม่ควรนำผลวิจัยนี้มาใช้สนับสนุนการดื่มกาแฟหวานจัด

ทางเลือกที่เหมาะสมอาจเป็นกาแฟดำไม่หวาน หรือกาแฟที่เติมนมในปริมาณพอเหมาะโดยไม่เพิ่มน้ำตาลมากเกินไป ทั้งนี้ ควรเลือกชนิดและปริมาณให้สอดคล้องกับสุขภาพ ความชอบ และความสามารถในการรับคาเฟอีนของแต่ละคน

วิธีดูแลตับให้แข็งแรง สำคัญกว่าการดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว

นักวิจัยเน้นย้ำว่า การดื่มกาแฟไม่สามารถทดแทนวิธีป้องกันโรคตับที่มีหลักฐานรองรับได้ โดยเฉพาะการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม การออกกำลังกาย และการลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ

  • ควบคุมน้ำหนัก: ลดความเสี่ยงต่อภาวะไขมันสะสมในตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์: ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ตับเกิดความเสียหาย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ส่งเสริมการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพระบบเผาผลาญ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ดูแลความดันโลหิตและไขมันในเลือด: ลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเมตาบอลิซึม
  • ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง: โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือมะเร็งตับ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ โดยไม่ควรหยุดยา เลื่อนการรักษา หรือใช้การดื่มกาแฟทดแทนการรักษาทางการแพทย์

สรุป งานวิจัยเกือบ 355,000 คน พบกาแฟสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคตับจริงหรือ?

งานวิจัยจาก Cedars-Sinai ที่วิเคราะห์ข้อมูล 354,957 คน พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคตับแข็ง มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ และการเสียชีวิตจากโรคตับที่ต่ำลง โดยในกลุ่มที่ดื่มกาแฟตั้งแต่ 5 แก้วต่อวันขึ้นไป พบความเสี่ยงต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟ 32%, 47% และ 42% ตามลำดับ

ผลการศึกษายังพบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันสำหรับกาแฟที่มีคาเฟอีนและกาแฟดีแคฟ รวมถึงพบตัวชี้วัดด้านไขมัน ธาตุเหล็ก และการอักเสบของตับที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจช่วยให้นักวิจัยเข้าใจบทบาทของสารธรรมชาติในกาแฟต่อสุขภาพตับได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังไม่สามารถยืนยันว่ากาแฟป้องกันโรคตับได้โดยตรง และไม่จำเป็นต้องดื่มวันละ 5 แก้วเพื่อหวังผลดังกล่าว ผู้ที่ดื่มกาแฟอยู่แล้วสามารถเลือกดื่มในปริมาณพอเหมาะ โดยเน้นกาแฟไม่หวานและไม่รับคาเฟอีนมากเกินไป ควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยรวมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคตับในระยะยาว

  • 4 อุปกรณ์ "ดูดไฟเงียบ" ปิดสวิตช์แล้วแต่ "เงินยังรั่ว" ตลอด 24 ชั่วโมง
  • 4 ส่วนผสม ที่ควรเติมลงใน "น้ำดื่ม" เพื่อช่วยขับสารพิษ-เผาไขมันเลว ตื่นมาพุงยุบ!

แหล่งอ้างอิง

  1. Cedars-Sinai – Study: New Biological Clues Behind Coffee's Benefit to Liver Health (2026)
  2. Clinical Gastroenterology and Hepatology – Coffee Consumption and Improved Liver Outcomes: Clinical, Imaging, and Proteomic Evidence From the UK Biobank (2026)
  3. PubMed Central – งานวิจัยฉบับเต็มเกี่ยวกับกาแฟและสุขภาพตับ
  4. GI & Hepatology News – Coffee Linked to Fewer Cirrhosis, Liver Cancer Cases in Large Analysis
  5. U.S. Food and Drug Administration – Spilling the Beans: How Much Caffeine Is Too Much?