วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง
หนึ่งก็คือ กรณีคดีตกเป็นจำเลยในคดีความผิดมาตรา 112 ที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หลังก่อนหน้านี้ ศาลอาญายกฟ้องทักษิณ อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่าโอกาสที่ศาลอุทธรณ์อาจจะตัดสินยืนตามชั้นต้น มีความเป็นไปได้มากกว่าจะกลับคำตัดสินศาลชั้นต้น ทำให้รูปคดีนี้ฝ่ายทักษิณคงไม่ค่อยหนักใจมาก
แต่ที่หนักใจมากกว่าก็คือ ชนักติดหลังเรื่องที่ 2 กรณีเมื่อปีที่แล้วคือ 17 พ.ย.2568 ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ให้กับกรมสรรพากร
ที่หนักใจก็เพราะคดีสิ้นสุดแล้ว และทักษิณคงคาดไม่ถึงว่าศาลฎีกาฯ จะมีคำตัดสินออกมาแบบนี้ หลังก่อนหน้านี้ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินตรงกันคือ ทักษิณไม่ต้องชำระภาษีตามที่กรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีดังกล่าว แต่กรมสรรพากรก็ยังฎีกาสู้ จนสุดท้ายชนะคดี
ที่ผ่านมาหลังศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินออกมา บางฝ่ายมองว่ากรมสรรพากรดึงเรื่อง ไม่กล้าเร่งรัดเรียกเก็บภาษีจากทักษิณ แม้จะมีการออกข่าวจากกรมออกมาตลอดว่ากำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็มีการเปรียบเทียบกันว่า หากไม่ใช่นายทักษิณ แต่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้เป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้เป็นอดีตนายกฯ ป่านนี้ กรมสรรพากรคงไล่บี้ทวงเงินหนักกว่านี้หลายเท่า
ยิ่งช่วงที่ผ่านมา ‘สมศักดิ์ อนันทวัฒน์’ ที่ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนเกษียณ เพราะ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากรจู่ๆ ก็ยื่นใบลาออกเมื่อ 1 พ.ค.2569 ทำให้สมศักดิ์ขยับจากที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กรมสรรพากรมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรก่อนเกษียณสิ้นเดือนนี้ไม่กี่เดือน ตรงนี้ก็ทำให้มีการมองกันว่า กรมสรรพากรเลยไม่ค่อยเต็มที่เท่าใดนักกับการไล่บี้ตามทวงเงินจากทักษิณ แม้จะพยายามออกข่าวว่า มีหนังสือแจ้งเตือนทักษิณให้ไปชำระภาษีแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์เศษ ราวๆ 8 วันทำการของหน่วยงานราชการ สมศักดิ์ อธิบดีกรมสรรพากรก็จะเกษียณอายุราชการ ที่เจ้าตัวคงดีใจ ที่นอกจากจะได้เป็นอธิบดีแบบคาดไม่ถึง ก็ยังโล่งใจที่ไม่ต้องมาคอยไล่บี้เผือกร้อนเก็บภาษีทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองการทำงานของกรมสรรพากรอยู่ โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทักษิณ ที่จ้องฮึ่มๆ จะเช็กบิลเอาผิดหากดึงเรื่องเกียร์ว่าง
ทำให้เรื่องการไล่บี้ทวงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทจากทักษิณ เลยกลายเป็น "งานร้อน-เผือกร้อน" ของ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่”
ที่จนถึงขณะนี้ เหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เศษ ก็จะถึง 30 กันยายน ที่เป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 แต่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง ยังไม่มีการนำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงการคลังเข้าที่ประชุม ครม.
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ออกมาจากริมคลองประปา ที่ตั้งกระทรวงการคลังว่า “โผคลังยังไม่นิ่ง” ทั้งที่เก้าอี้ซี 10 ปีนี้ ก็ไม่ได้มากอะไร แค่ตั้ง 4 ตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างคือ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และ รองปลัดกระทรวงการคลัง
โดยในส่วนของอธิบดีกรมสรรพากร มีการเก็งแคนดิเดต-คู่เทียบในระดับ 10 ของกระทรวงการคลัง ที่มีโอกาสได้ลุ้นเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ที่ถือเป็นกรมใหญ่สุด มีด้วยกัน 4 ชื่อคือ สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี-พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต-แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง และวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ส่วนจะเป็นชื่อไหน ที่เอกนิติเลือกมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ อีกไม่กี่อึดใจ ก็ได้รู้กัน
โดยคนมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ มีงานร้อนรออยู่คือ การทวงเงินภาษีจากทักษิณ 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อเก็บเข้าคลัง ที่หากไม่ดำเนินการ ก็คงมีการออกมากดดันให้ดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะถูกร้องเอาผิด 157 ประมวลกฎหมายอาญา ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ก็มีฉากคั่นออกมาก่อน ที่ทำให้กรมสรรพากรมีเหตุอ้างได้
เพราะทักษิณและทีมทนายความไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มีการโต้แย้งว่าที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าว เป็นการบังคับคดีซ้ำซ้อนกับทรัพย์สินจากการขายหุ้นที่ทักษิณเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2553 ทักษิณจึงให้ทนายความไปฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยื้อคดี โดยยกประเด็นข้อต่อสู้หลักว่า เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปที่กรมสรรพากรเรียกเก็บเป็นการเรียกเก็บภาษีซ้ำจากทรัพย์หรือเงินได้ชุดเดียวกันจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ที่ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว เงินที่เรียกให้ชำระรอบนี้จึงเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย พร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามกรมสรรพากรยึดหรืออายัดทรัพย์เพิ่มเติมระหว่างการพิจารณาคดี
พบว่า ศาลภาษีอากรกลางได้นัดให้วันที่ 7 ตุลาคม 2569ไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของทักษิณ และ 16 พฤศจิกายน 2569 ศาลนัดชี้ 2 สถานและนัดสืบพยาน ก่อนที่จะมีคำสั่งในทางคดีต่อไป
นั่นหมายถึงระหว่างนี้ อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ก็ยังมีเวลาในการตั้งหลัก เพื่อรอดูว่าศาลภาษีอากรกลางจะมีคำสั่งในคดีอย่างไร เช่น จะสั่งให้มีการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ รวมถึงรอดูว่าศาลจะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากศาลไม่รับฟ้อง มันก็เป็นหมากบังคับของอธิบดีกรมสรรพากรที่ต้องเร่งรัดติดตามให้ทักษิณชำระภาษีตามคำตัดสินของศาลฎีกาฯ
ยิ่งเรื่องภาษีของทักษิณและคนในครอบครัวชินวัตร เคยเป็นบทเรียนให้กับข้าราชการกระทรวงการคลังมาแล้ว ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเอาผิดนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.การคลัง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวก ในกรณีสมัยนางเบญจาเป็นรองอธิบดีกรมสรรพากร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันช่วยเหลือนายพานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เลี่ยงเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ในการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ เพื่อเลี่ยงภาษี 15,883,900,000 บาท ซึ่งต่อมาสมัยยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ก็ตั้งเบญจาให้เป็น รมช.การคลัง
คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนางเบญจา กับพวก จนคดีไปถึงศาลฎีกาฯ ที่มีคำตัดสินปี 2562 พิพากษายืนให้จำคุกนางเบญจา 2 ปี โดยคดีนี้ก็คือที่มาของคดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ทักษิณชำระภาษี 1.7 หมื่นล้านนั่นเอง
จากบทเรียน-การลงโทษทางคดี ซึ่งมีให้เห็นกันมาแล้ว ทำให้อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ คงไม่กล้าดึงเรื่อง ประวิงเวลาอะไรได้ เพราะเป็นคำตัดสินของศาลฎีกา ขืนไม่ดำเนินการเรียกเก็บภาษี คุกรออยู่ กระนั้น ต้องดูด้วยว่า คดีที่ทักษิณไปร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ผลจะเป็นอย่างไร จะทำให้รูปคดีพลิกหรือไม่.