มีที่ดินไม่ถึง 10 ไร่ ทำคาร์บอนเครดิตคุ้มไหมเปิดตัวเลข ‘ต้นทุนประเมิน’ ที่ต้องเข้าใจ - เทคโนโลยีชาวบ้าน

Published on 30 ก.ค. 2026

ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการปลูกป่า รายการ Climate Talk EP3 : “เรื่องจริง T-VER คาร์บอนเครดิต” โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ผู้จัดการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้มาให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจอย่างชัดเจนในทุกประเด็น ดังนี้

ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ได้เริ่มต้นอธิบายถึงหัวใจสำคัญว่า “คาร์บอนเครดิต คือ รางวัลจากการที่เราทำโครงการหรือกิจกรรมที่ช่วยลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก”

ซึ่งการจะนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้นั้น ผลการลดก๊าซเรือนกระจกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าของมาตรฐานเสียก่อน ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับประเทศเพียงมาตรฐานเดียว คือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER โดยมี อบก. (TGO) เป็นหน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของกลไกการขึ้นทะเบียนและรับรองเครดิตในประเทศไทย

แล้วหน่วยของคาร์บอนเครดิต คืออะไร

สำหรับหน่วยของคาร์บอนเครดิตในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานภายใต้ UNFCCC , มาตรฐานภาคสมัครใจระดับโลกอย่าง Verra (VCS), Gold Standard หรือแม้กระทั่งโครงการ T-VER ของไทย ต่างก็ใช้หน่วยเดียวกันทั้งหมด คือ 1 คาร์บอนเครดิต เท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq หรือ tCO₂e)

ดร.ปราณี เน้นย้ำว่า หากได้ยินการแอบอ้างหน่วยคาร์บอนเครดิตที่ผิดเพี้ยนไปจาก “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ให้พึงระวังไว้ทันทีว่าอาจไม่ใช่คาร์บอนเครดิตที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมาตรฐานสากล

คาร์บอนเครดิต T-VER  ขายต่างประเทศ
หรือนำไปชดเชยมาตรการ CBAM ได้ไหม?

ดร.ปราณีอธิบายว่า คาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER (ทั้งระดับ Standard T-VER และ Premium T-VER) สามารถนำไปซื้อขายในตลาดภาคสมัครใจได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้

1. ในกรณีซื้อขายเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป (CSR / Voluntarily Offset) หากผู้ซื้อต่างชาตินำไปใช้ชดเชยรอยเท้าคาร์บอนเพื่อความรับผิดชอบสังคม (CSR) สามารถซื้อขายได้ทันที

2. หากซื้อขายเพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศ (NDC Goal) หากผู้ซื้อจะนำเครดิตไปนับรวมในเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปลายทาง โครงการนั้นต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน เพราะประเทศไทยจะต้องนำตัวเลขปริมาณการลดก๊าซที่ขายไปนั้น ไปบวกกลับในบัญชีก๊าซเรือนกระจกของไทย (เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ หรือ Double Counting)

แล้วนำไปใช้ลดค่าธรรมเนียม CBAM ของสหภาพยุโรปได้หรือไม่?

ดร.ปราณี สรุปชัดเจนว่า “ปัจจุบันไม่สามารถนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชย (Offset) เพื่อลดค่าธรรมเนียม CBAM ได้” เนื่องจากกลไก CBAM ต้องการให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตจริง ไม่ใช่การซื้อเครดิตมาทดแทน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากประเทศไทยมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) หรือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ภาคบังคับเกิดขึ้น ประเทศไทยจะสามารถใช้ฐานการจ่ายเงินในส่วนนี้ไปเจรจาต่อรองกับสหภาพยุโรป เพื่อขอส่วนลดค่าธรรมเนียม CBAM ได้

ทำ CFO (คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร) อยู่แล้ว
ทำคาร์บอนเครดิตควบคู่กันได้ไหม?

สำหรับโรงงาน อาคาร หรือสำนักงานที่มีการประเมิน CFO อยู่แล้ว ดร.ปราณี ได้อธิบายหลักการไว้ว่า หากกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกนั้น อยู่ภายใต้ขอบเขต (Boundary) ของ CFO เช่น การติดโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคาร ซึ่งไฟจากโซลาร์เซลล์ได้ไปช่วยลดการใช้ไฟฟ้าใน Scope 2 ของ CFO อยู่แล้ว จะไม่สามารถนำกิจกรรมเดียวกันนี้มาขอเป็นคาร์บอนเครดิตได้อีก เพราะจะถือเป็นการนับซ้ำ (Double Counting)

สรุปหากองค์กรทำ CFO หรือมีเป้าหมาย Carbon Neutrality / Net Zero อยู่แล้ว กิจกรรมลดการปล่อยก๊าซที่ทำเพื่อลดค่า CFO ของตนเอง ไม่จำเป็นและไม่ควรพัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตซ้ำอีก

T-VER ภาคป่าไม้และเกษตรกรรม
มีต้นไม้แล้วได้เครดิตทันทีเลยไหม?

ดร.ปราณี ได้ไขข้อข้องใจที่คนมักเข้าใจผิดว่า “แค่มีต้นไม้ก็แปลว่าได้คาร์บอนเครดิต” ซึ่งไม่เป็นความจริง ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ต้นไม้เดิมที่มีอยู่ = คาร์บอนสต๊อก (Carbon Stock) ต้นไม้ที่เราปลูกไว้อยู่แล้วนับเป็น “ทุนเดิม” ไม่ใช่คาร์บอนเครดิต

2. ต้องพิสูจน์ “การดำเนินงานเพิ่มเติม” (Additionality) การจะได้คาร์บอนเครดิต ต้องพิสูจน์ว่าเราได้ทำกิจกรรมอะไรเพิ่มขึ้นจากปกติเพื่อช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น เช่น การดูแลตัดแต่งกิ่ง การใส่ใจกำจัดวัชพืช หรือการทำแนวกันไฟ

3. การคิดคาร์บอนเครดิต จะวัดเฉพาะ “ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น” จากผลของการดูแลรักษาเพิ่มเติมนั้นเท่านั้น

4. ต้องผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม (Third Party / VVB) การรับรองเครดิตจะต้องผ่านการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบอย่างเป็นทางการจากผู้ตรวจประเมินเอกเทศ (Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการแต่งตั้ง

แล้วไม้ผล พืชเกษตรยืนต้น (ทุเรียน, มะพร้าว, เงาะ ฯลฯ)
ทำคาร์บอนเครดิตได้ไหม?

ดร.ปราณีอธิบายเพิ่มเติมว่า ทำได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “เกษตรยืนต้น” แต่เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการปลูกคือการขายผลผลิต หากปลูกตามปกติธรรมดาจะไม่นับเป็นคาร์บอนเครดิต เกษตรกรต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ เช่น การลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามีการดำเนินงานเพิ่มเติมในการลดก๊าซเรือนกระจกจริง

พื้นที่น้อยกว่า 10 ไร่
ทำคาร์บอนเครดิตได้ไหม?
เรื่อง “ต้นทุน” ที่ต้องเข้าใจ

ในอดีต อบก. เคยกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 10 ไร่ แต่ ดร.ปราณี ระบุว่า ปัจจุบัน อบก. ได้ยกเลิกเงื่อนไขเรื่องขนาดพื้นที่ขั้นต่ำไปแล้ว ทำให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เท่าใดก็สามารถยื่นทำ T-VER ได้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ อบก. เคยตั้งเกณฑ์ไว้เดิม เป็นเรื่องของ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์” เนื่องจากโครงการ T-VER มีต้นทุนในการประเมินและทวนสอบโดย VVB

ขนาดพื้นที่โครงการ (ป่าไม้ ระยะเวลา 10 ปี) ต้นทุนการดำเนินงานโดยประมาณ

พื้นที่ประมาณ 10 ไร่             ต้นทุนสูงถึง  3,000 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)

พื้นที่ประมาณ 100 ไร่           ต้นทุนลดเหลือ 600 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)

พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่       ต้นทุนลดเหลือเพียง  150 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)

ซึ่งจากตัวอย่างการคำนวณต้นทุนเบื้องต้นแสดงให้เห็นชัดว่าทำไม อบก. ได้มีการจำกัดเงื่อนไขพื้นที่ขั้นต่ำไว้ในช่วงแรก เพราะเล็งเห็นถึงความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการไว้ด้วย

ดร.ปราณี แนะนำว่า เกษตรกรรายย่อยไม่จำเป็นต้องมีที่ดินผืนใหญ่ 1,000 ไร่ติดต่อกัน แต่สามารถ “รวมกลุ่มจับมือกัน” นำแปลงขนาดเล็กจากหลายๆ ตำบลมารวมกันเป็นโครงการเดียวได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นกิจกรรมประเภทเดียวกันและใช้วิธีการคำนวณแบบเดียวกัน (เช่น ปลูกป่าเหมือนกัน หรือทำโซลาร์เซลล์เหมือนกัน) เพื่อเฉลี่ยค่าธรรมเนียมการตรวจรับรอง และทำให้การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากที่สุด

ที่มา : https://www.facebook.com/tgo.or.th/videos/1291461649117177/

Tags

Related Posts

หลายๆ คนหันมาปลูกผักไว้รับประทานเอง ช่วงนี้กระแสปลูกผักกำลังเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากผักที่สามารถปลูกในกระถางได้ ยังมีไม้ผลบางชนิดที่สามารถเติบโตได้ในพื้นที่จำกัด บางบ้านมีพื้นที่น้อยแต่อยากปลูกผลไม้ไว้รับประทานเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม 6 ไม้ผล ที่สามารถปลูกในกระถางได้ กระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตรขึ้นไป หรือจะปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เลือกตามความสะดวกและเหมาะสมกับไม้ผลที่ปลูก ไปดูกันเลย มีไม้ผลชนิดไหนกันบ้างนะ 🌿มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน 🔻 จัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลางมีอายุยืน สามารถเจริญได้ดีตั้งแต่เขตอบอุ่นถึงเขตร้อน มีลักษณะเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก เมื่อออกผลใหม่ๆ จะมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีม่วงแดงเข้ม เกือบดำ อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและแมลงหลายชนิด นิยมปลูกประดับริมรั้ว ถ้าหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอจะได้ทรงพุ่มสวยงาม ต้นหม่อนสามารถนำไปปลูกในกระถางได้ โดยสามารถนำกิ่งชำมาเพาะลงกระถาง ควรตัดกิ่งแขนงต้นหม่อนอยู่เสมอ เพื่อให้ออกกิ่งใหม่ในทุกปี โดยตัดปีละ 2 ครั้งพร้อมกับรูดเอาใบออกด้วย 🌿เลม่อน 🔻ปลูกในถังขอบซีเมนต์เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำท่วมขัง ต้นเลม่อนสูงได้หลายเมตร สามารถปูด้วยเศษหินห

2 สิงหาคม 2569

ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา ในยุคที่หลายคนมองหาอาชีพเสริมและช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ “พืชพื้นบ้าน” ที่เคยถูกมองข้าม อาจกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของ “คุณวิภารัตน์ พลเสนา (คุณแอ๋ว)” หญิงแกร่งเจ้าของธุรกิจรับซื้อและแปรรูป “เพกา” สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี จุดเริ่มต้นจาก “ศูนย์” ที่ไม่มีใครมองเห็นค่าของ “เพกา” ก่อนจะมาถึงจุดนี้ คุณแอ๋วไม่ได้เริ่มต้นจากเพกา แต่ทำธุรกิจสมุนไพรทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นมะกรูด ดอกอัญชัน กระเจี๊ยบ หรือ ตะไคร้ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว จนกระทั่งมีโอกาสได้รู้จัก “เพกา” จากการติดต่อของลูกค้ารายหนึ่ง ที่ต้องการสินค้าส่งออกไปยังประเทศจีน จุดนั้นเองที่ทำให้เธอเริ่มมองเห็น “โอกาส” ในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ และไม่แน่ใจในตลาด แต่ด้วยความกล้าลอง เธอเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ด้วยการหาซื้อเพกาจากชาวบ้าน และทดลองนำมาตากแห้ง จากเสียงดูถูก…สู่แรงผลักดัน การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่

2 สิงหาคม 2569

การปลูกหญ้าเลี้ยงวัวนั้น เป็นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรผู้รักการเลี้ยงวัวในปัจจุบันนิยมปลูกในพื้นที่ที่ไม่ต้องใช้ที่ดินมากก็ปลูกได้ หญ้ากินนีสีม่วง Megathyrus maximus cv.Tanzania (Purple guinea) แท้จริงแล้วหญ้าโดยทั่วไปนั้นมีสีเขียว เหตุใดหญ้าชนิดนี้จึงมีชื่อว่า “กินนีสีม่วง” และหญ้าชนิดนี้มีวิธีปลูกและหาเมล็ดพันธุ์มาปลูกอย่างไร การปลูกหญ้ากินนีสีม่วงที่ลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่ผลตอบรับนั้นน่าสนใจไม่น้อยเลย ด้วยลักษณะกอหญ้าตั้งตรง ใบใหญ่ดก และนุ่ม สีใบและลำต้นสีเขียวอมม่วง จึงเป็นที่มาของชื่อกินนีสีม่วง นั่นเอง คุณรม ลากุล อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ที่ 10 บ้านโพธิ์ตาก ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงหญ้าชนิดนี้ว่า หญ้าที่ปลูกเลี้ยงวัวคือหญ้ากินนีสีม่วง ตอนนี้เลี้ยงวัว 4 ตัว เป็นวัวตัวเมียทั้งหมด เมล็ดหญ้าซื้อกิโลกรัมละ 300 บาท ที่ร้านค้าในตลาดดอนโมง ปลูกหญ้ามา 4-5 ปีแล้ว ในเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ใช้เมล็ดหญ้า 3 กิโลกรัม วันหนึ่งเกี่ยวหญ้า 2 ครั้ง ครั้งละ 1 รถเข็นน้ำ ที่ปลูกหญ้าเพราะชอบเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงวัวมาเกือบ 10 ปีแล้ว เลี้ยงเพราะไม่มีงานประจำ เลี้ยงวัว

1 สิงหาคม 2569

กำยาน (Frankincense) นับเป็นสุดยอดสมุนไพรป้องกัน รักษาอาการอักเสบ และฆ่าเชื้อ กำยานมีกลิ่นหวานหอมสะอาด อบอุ่น ช่วยคลายเครียด บรรเทาอาการหอบหืด ช่วยให้หายใจสะดวก ลดอาการไซนัส บรรเทาอาการภูมิแพ้ เจ็บคอ ไข้หวัด และหลอดลมอักเสบแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยฟอกอากาศ กำจัดกลิ่น  ไล่มดปลวกและแมลง กำยานเป็นไม้มงคลที่ทรงคุณค่าของชาวตะวันออกกลาง เพราะอยู่ในทุกช่วงของชีวิตตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย โดยจุดกำยานเป็นเครื่องหอม รมฆ่าเชื้อ และเป็นยารักษาโรค ในศาสนาคริสต์ นิยมจุดกำยานเป็นเครื่องหอมบูชาแทนการอธิษฐานแด่ พระคริสต์ ในวงการแพทย์ใช้กำยานเป็นส่วนผสมยาแก้อักเสบและมะเร็งในตำรับยาไทย และจีน ในต่างประเทศใช้กำยานแท้ เป็นส่วนผสมแต่งกลิ่นเหล้าและไวน์ชั้นดี ทำให้มีรสชาติกลมกล่อม และมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงตับ ลดพิษของแอลกอฮอลล์ที่ไปทำลายเซลล์ตับ ต้นกำยานแท้เกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น โอมาน เยเมน ที่มีอยู่ค่อนข้างน้อยมาก ผลผลิตของยางกำยานแท้ หรือบางคนเรียกว่า กำยานโอมานนั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก เพราะยังไม่มีการปลูกเป็นธุรกิจกันเลย ทำให้เกิดการขาด

1 สิงหาคม 2569

“โคก หนอง นา โมเดล” คือ รูปแบบหรือแบบแผนการพัฒนาจัดการพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ให้เป็นระบบมากขึ้น เน้นแนวทางการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และการสร้างชีวิตที่มีความยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประโยชน์ของโคก หนอง นา โมเดล มีส่วนช่วยเรื่องการประหยัด ช่วยในเรื่องการพึ่งพาตนเองจากกิจกรรมเกษตรที่มีความหลากหลายครอบคลุมทุกปัจจัย บรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ที่สำคัญยังลดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งภายในพื้นที่ในช่วงเกิดวิกฤตทางธรรมชาติ ขนาดพื้นที่ทำโครงการโคก หนอง นา มักเริ่มจาก 1 ไร่ เพื่อสร้างกรอบการเรียนรู้ตามลักษณะองค์ประกอบที่กำหนดเป็นพื้นฐานแต่ละอย่างให้เข้าใจและปฏิบัติถูกต้องตามวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนเสียก่อน จากนั้นผู้ดำเนินโครงการจะขยายพื้นที่ออกไปตามศักยภาพเป็นจำนวนเท่าไรก็ได้ ที่ท่าม่วง กาญจนบุรี มีอดีตสจ๊วตใช้พื้นที่ตัวเองจำนวน 1 ไร่ ทำโครงการโคก หนอง นา ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาเพียง 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิดนำไปใช้ในธุรกิจโฮมสเตย์ของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถือเป็นการพึ่งพาตัวเองช่วยลดต้นทุนได้อย่

1 สิงหาคม 2569

ทุกวันนี้การทำเกษตรไม่ได้วัดกันเพียงแค่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละฤดูกาล แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง สร้างรายได้ที่มั่นคง และส่งต่อทรัพยากรที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป เพราะเมื่อธรรมชาติได้รับการดูแล ธรรมชาติก็พร้อมตอบแทนกลับมาในรูปแบบของดินที่ดี ผลผลิตที่มีคุณภาพ และโอกาสใหม่ๆ ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน  หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด คือ “สวนป่าเล้งเหลา” ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีพื้นที่สีเขียวที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณค่ามากกว่าตัวเงิน คุณเล้ง-ณภัทร ธรรมาภิวัฒน์ Young Smart Farmer อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร คือเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ 3 เข้ามาสานต่อความตั้งใจของครอบครัว พร้อมพัฒนาพื้นที่เกษตรให้กลายเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหาร แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้วิถีเกษตร และเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 20 ปี แห่งการปลูกป่า  สร้างผืนดินแห่งอนาคต  คุณเล้ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 20 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากการมองหากำไรระยะสั้น แต่เกิดจากคว

31 กรกฎาคม 2569