ในหลวง ร. 10–สมเด็จพระราชินี ทรงทำการบินเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางพายุฟ้าคะนอง

Published on 15 ก.ย. 2026

การบินฝ่าสภาพอากาศเลวร้ายและฝนตกหนัก ถือเป็นบททดสอบความสามารถของนักบิน ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะการบิน ความชำนาญในการอ่านเครื่องวัด และการตัดสินใจที่เฉียบขาดภายใต้สภาวะความกดดัน 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 10 ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านการบิน โดยเฉพาะการทรงบังคับอากาศยานพระที่นั่ง Boeing 737/800 ฝ่าสภาพอากาศแปรปรวนและพายุฟ้าคะนองรุนแรง ร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026  

พระปรีชาสามารถในการทำการบินฝ่าพายุฟ้าคะนอง
เนื่องจากทรงเป็นนักบินครูและทรงมีพระประสบการณ์ชั่วโมงบินสูง ทรงผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบินขั้นสูง ทั้งเครื่องบินขับไล่ (F-5 E/F) และเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ (Boeing 737) ทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก (ATPL) และทรงเป็น "นักบินครู" (Instructor Pilot / Check Pilot) ที่ทรงมีพระชำนาญการในการควบคุมอากาศยานในทุกสภาวะ

พระปรีชาสามารถในการบินด้วยเครื่องวัดโดยสมบูรณ์  เมื่อทรงทำการบินเข้าสู่กลุ่มเมฆพายุซึ่งมีทัศนวิสัยภายนอกเป็นศูนย์ ทรงสามารถบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบินได้อย่างแม่นยำ ทรงวิเคราะห์ข้อมูลจากหน้าจอเรดาร์ตรวจอากาศ เพื่อทรงเบี่ยงทิศทางบินหลบหลีกใจกลางกลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนองรุนแรง  

การคุมบังคับอากาศยานท่ามกลางกระแสอากาศปั่นป่วน ทรงมีพระสติสัมปชัญญะในการคุมบังคับคันเร่งและองศาการบิน เพื่อรักษาความเร็วของอากาศยานให้อยู่ในย่านปลอดภัย ท่ามกลางกระแสลมไหลขึ้น-ลงอย่างรุนแรง   ทรงทำการบินร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยทรงแบ่งภารกิจการควบคุมเครื่อง การสแกนเครื่องวัด และการติดต่อสื่อสารกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) อย่างเป็นระบบตามหลักการบินสากล

การนำเครื่องลงจอดในสภาพอากาศเลวร้าย ทรงบังคับอากาศยานลงแตะพื้นรันเวย์ในจุดแตะ (Touchdown Zone) ได้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด แม้ต้องเผชิญกับสภาวะลมกระโชก และพื้นรันเวย์เปียกชุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเหินน้ำ (Hydroplaning)

พระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถด้านการบิน  เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการทรงทำการบินเพื่อเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนมิตรประเทศตามคำกราบบังโคมทูนเชิญ เป็นไปอย่างปลอดภัย 

การบินด้วยเครื่องวัดโดยสมบูรณ์  
เมื่อบินเข้าสู่กลุ่มเมฆฝน ทัศนวิสัยภายนอกกระจกหน้าจะลดลงเหลือเกือบเป็นศูนย์ นักบินไม่สามารถใช้สายตามองเส้นขอบฟ้าหรือจุดอ้างอิงบนพื้นดินได้ การบินจึงต้องพึ่งพาการสแกนเครื่องวัดประกอบการบิน หรือ PFD - Primary Flight Display บนหน้าจอแผงคอนโซลตลอดเวลา เพื่อป้องกันอาการหลงสภาพการบิน  Spatial Disorientation  ซึ่งเกิดจากการรับรู้ของระบบประสาทในหูชั้นในคลาดเคลื่อนจากความจริง

การรับมือกับกระแสอากาศปั่นป่วน 
กลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนองมักมาพร้อมกับกระแสอากาศไหลขึ้นและลงอย่างรุนแรง (Updrafts/Downdraft) ส่งผลให้ตัวเครื่องเกิดการสั่นสะเทือน ความสูงและความเร็วของเครื่องบินผันผวนอย่างรวดเร็ว นักบินต้องคุมคันเร่งและวงเลี้ยวอย่างประณีต เพื่อรักษาความเร็วให้อยู่ในย่านที่ปลอดภัย (Turbulence Penetration Speed) ไม่ให้เร็วเกินไปจนกระทบโครงสร้าง หรือช้าเกินไปจนเกิดการร่วงหล่น   

การวิเคราะห์เรดาร์ตรวจอากาศและกำหนดเส้นทางหลบหลีก 
ดังที่เห็นบนหน้าจอแสดงผลการนำทาง (ND) ในห้องนักบิน ในหลวง ร. 10 ทรงต้องคอยทอดพระเนตรแผงเรดาร์ตรวจอากาศ (WXT) เพื่อประเมินความหนาแน่นของไอน้ำและละอองฝน แสดงผลตามระดับความรุนแรง สีเขียว-เหลือง-แดง-ชมพู และประสานงานกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) เพื่อขอเบี่ยงทิศทางบิน (Heading) หลบหลีกเซลล์ฝนหนักที่มีความเสี่ยงต่อลูกเห็บและฟ้าผ่า

ภาวะลมกระโชกเปลี่ยนทิศทางฉับพลัน  
ในช่วงการลดระดับเข้าสู่สนามบินท่ามกลางฝนตก ความท้าทายสูงสุดคือลมกระโชกเปลี่ยนทิศอย่างรุนแรงในระดับต่ำ ซึ่งอาจทำให้แรงยกของตัวเครื่องหายไปในทันที นักบินต้องประเมินสถานการณ์แบบวินาทีต่อวินาที พร้อมตัดสินใจทำการบินต่อรอบใหม่ (Go-Around) ทันที หากสภาพอากาศแย่เกินขีดจำกัดความปลอดภัย

การควบคุมเครื่องบนรันเวย์ที่เปียกชุ่ม  
เมื่อล้อแตะพื้นรันเวย์ที่มีน้ำขัง แรงเสียดทานของยางจะลดลงอย่างมาก เกิดความเสี่ยงต่อการเหินน้ำ (Hydroplaning) พระองค์ท่านต้องประคองเครื่อง 737/800 ลงแตะพื้นรัยเวยให้เด็ดขาด ในจุดแตะ หรือ Touchdown Zone โดยใช้ระบบช่วยชะลอความเร็วอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้ง Auto-Brakes, Speed Brakes และระบบย้อนแรงดันเครื่องยนต์ หรือ Thrust Reversers พร้อมแก้ทิศทางของเครื่องเมื่อเกิดกระแสลมขวาง หรือ Crosswind เพื่อรักษาแนวตรงของลำตัวเครื่อง

การบริหารจัดการทรัพยากรในห้องนักบิน 
สภาวะอากาศแย่ทำให้ปริมาณงาน (Workload) ในห้องนักบินเพิ่มขึ้นเท่าตัว การแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่างนักบินที่หนึ่ง (Pilot Flying) และนักบินผู้ช่วย (Pilot Monitoring) ในการคุมเครื่อง อ่านเช็กลิสต์ ติดต่อสื่อสารวิทยุ และเฝ้าระวังระบบการบิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการนำเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/