??/10 ไม่มี ไม่เปิด ทำงานไม่ง่าย - รีวิว (ปัญหา) Open Data ของรัฐ จากนักสื่อสารข้อมูลผู้ใช้งานจริง

Published on 25 ส.ค. 2026

เปิดข้อมูลไปเพื่ออะไร? เปิดข้อมูลแล้วมีคนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงไหม?

แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราสามารถพูดถึงประโยชน์ของการมีข้อมูลเปิด (Open Data) จากทางภาครัฐได้มากมาย ทั้งการเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน เสริมพลังการตรวจสอบอำนาจรัฐของประชาชน เพื่อลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ช่วยวางรากฐานการทำงานกำหนดนโยบาย แก้ไขปัญหาในสังคมและพัฒนาประเทศได้อย่างตรงจุด ถูกทิศทาง

แต่ในความเป็นจริง คำถามข้างต้นอาจยังคงคั่งค้างในใจคนทำงานด้านเก็บรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลในหน่วยงานรัฐจำนวนไม่น้อย ไม่ใช่เพราะต้องการปกปิดข้อมูลเพียงอย่างเดียว (หรือถ้าจะมีคนบางส่วนต้องการเช่นนั้น ก็คงเป็นกลุ่มที่มีส่วนในการกระทำไม่ชอบพากล) แต่เพราะไม่แน่ใจว่างานที่พวกเขาทำมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม หรืออย่างน้อยที่สุด มีคนมองเห็นความพยายามเปิดเผยข้อมูลของพวกเขาหรือไม่

หากตอบเฉพาะคำถามดังกล่าว -โดยยังไม่นับรวมโครงสร้างระบบราชการ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ หรือช่องโหว่ทางกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ที่ถ่วงรั้งพัฒนาการการเปิดข้อมูล- คงตอบได้ว่า ‘มี’ ทั้งคนเห็น คนคาดหวัง และคนที่ได้นำไปใช้งานจริง

หนึ่งในภาคส่วนที่ต้องการใช้งานข้อมูลเปิดจากรัฐคือกลุ่มสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่ทำงานสื่อสารด้วยวิธีคิดแบบ Data Journalism ซึ่งต้องอาศัยข้อมูล ทั้งในรูปแบบตัวเลขและตัวอักษร มาเป็นแกนหลักในการตั้งประเด็นสื่อสาร ประมวลผล ตีความ ตลอดจนออกแบบการนำเสนอสู่สาธารณะ เหล่านี้คือกลุ่มคนที่พยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลเปิดของรัฐที่ดูยุ่งยากซับซ้อน กับประชาชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาในสังคมบนพื้นฐานความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ในเมื่อ Open Data ของรัฐยังต้องพัฒนาอีกมาก และคนทำงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเห็นข้อบกพร่อง ช่องว่างในระบบเปิดเผยข้อมูลที่เป็นอยู่ แนวทางขับเคลื่อนใหม่ๆ กระทั่งกลับไปขบคิดถึงต้นตอปัญหาการปกปิดข้อมูล คำแนะนำและการชี้ให้เห็นถึงรอยแผลของระบบจาก ‘ผู้ใช้งานจริง’ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

วันโอวัน จึงคุยกับ พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ จาก Data Hatch และ สันติชัย อาภรณ์ศรี จาก Rocket Media Lab สององค์กรที่คลุกคลีกับข้อมูลของรัฐและคลี่คลายมันเพื่อนำมาเล่าเรื่อง ทั้งสองพูดตรงกันว่าหนึ่งในหัวใจหลักของการพัฒนาข้อมูลเปิดของรัฐ คือทำให้เห็นคนในภาครัฐเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าของการมี open data ที่ดี และเห็นประโยชน์ของมันอย่างแท้จริง


Data Hatch – “เพราะความไม่รู้ สร้างต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมแก่สังคม”

พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ นักจัดการด้านข้อมูลและสื่อสารความรู้ ของ Data Hatch


หากการทำข่าวสืบสวนสอบสวนหรือ Investigative Journalism คือการขุดคุ้ยกลางกองข้อมูลเพื่อหาจิ๊กซอว์ที่สำคัญที่สุด ลึกลับ หรือโดดเด่นที่สุดมารายงานต่อสาธารณะ Data Journalism คงเป็นงานสื่ออีกหนึ่งแขนงที่ใช้เวลากลางกองข้อมูลมากมายเช่นกัน แต่เพื่อนำทั้งหมดมาประมวลผลให้เห็นภาพรวมของปัญหาต่างๆ รากเหง้าปัญหาที่แท้จริง ตลอดจนสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขสถิติทั้งหลาย

Data Hatch คือหนึ่งในองค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลและสื่อสารความรู้ของตนด้วยวิธีคิดแบบ Data Journalism ซึ่งไม่เพียงแต่ค้นหาและรวบรวมข้อมูลในรูปแบบต่างๆ มาตีความหานัยความหมาย นำเสนอผ่านกราฟิกที่เข้าใจง่าย ลึกลงไปกว่านั้น คือความตั้งใจเปลี่ยนข้อมูลที่อาจดูน่าเบื่อหน่าย เคร่งขรึมจริงจัง กระทั่งมีความเป็นวิชาการจนคนทั่วไปเข้าไม่ถึง ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่สนุกและเปี่ยมชีวิตชีวามากขึ้น

“โจทย์ที่ Data Hatch ทำ คือเราอยากทำเรื่องที่สนุก อยากเล่าเรื่องที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมที่คนสนใจ ชวนตั้งคำถามว่าปัญหาที่เห็นเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า” พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ นักจัดการด้านข้อมูลและสื่อสารความรู้ ของ Data Hatch กล่าว

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นปี 2565 Data Hatch ได้นำเสนอเรื่องเล่าบนพื้นฐานของข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่แม้อาจฟังดูเหมือนเรื่องนอกความสนใจของสังคม ยุ่งยากและเต็มไปด้วยความรู้เชิงเทคนิค แต่พีระพงษ์เน้นย้ำว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันถึงคุณภาพชีวิตคนอย่างแนบแน่น และที่สำคัญ คือเขามองเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมผ่านเบื้องหลังประเด็นเหล่านี้

ตัวอย่างที่ใกล้ตัว ก็เช่นเรื่องของค่าไฟ เขาพบว่าปัจจุบัน คนที่ต้องจ่ายค่าไฟในราคาแพงมักเป็นกลุ่มคนรายได้น้อย ทั้งคนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่อาศัย ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่จำเป็นต่อการขอใช้บริการจากการไฟฟ้า จนต้องใช้ ‘มิเตอร์ชั่วคราว’ ซึ่งมีอัตราค่าไฟแพงกว่ามิเตอร์ของครัวเรือนทั่วไปเป็นการถาวร ทั้งคนที่ใช้ชีวิตในหอพักหรือห้องเช่า ที่ต้องจ่ายค่าไฟในอัตราสูงกว่ากลุ่มคนที่สามารถซื้อบ้านเป็นของตนเอง ยังไม่นับรวมว่ามีอีกหลายพื้นที่ชุมชนนอกเขตเมือง เช่น อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกาะโหลน จังหวัดภูเก็ต ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน

พีระพงษ์มองว่าการแก้ไขโครงสร้างความไม่เป็นธรรมที่ซุกซ่อนในสังคมจนถึงทุกวันนี้ จำเป็นต้องอาศัยพลังของข้อมูล สื่อสารเพื่อเปิดเผยความจริง อธิบายให้เห็นสถานการณ์ปัญหาจากอดีตถึงปัจจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแบบที่เรารู้และไม่รู้ตัว เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่สร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง 

“การทำ Data Journalism ที่ดี คือการต่อภาพรวมให้เห็นว่าเบื้องหลังของข้อมูล ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มีอำนาจ ความไม่เป็นธรรมอะไรอยู่บ้าง”


ด้านหนึ่ง การสื่อสารข้อมูลยากๆ มากด้วยรายละเอียดให้มีชีวิตชีวา สามารถดึงดูดคน ย่อมอาศัยศิลปะในการเล่าเรื่อง ดึงจุดเด่นของชุดข้อมูลออกมาพาดหัวนำเสนอ ตบแต่งหน้าตาผ่านการออกแบบภาพหรือ Data Visualization (ซึ่งพีระพงษ์เล่าว่าบางครั้งก็ต้องระดมสมองของคนในทีมมาร่วมกันสร้างสรรค์ความสนุกให้ได้) ตลอดจนการตั้งโจทย์จากกระแสความสนใจของสังคมและสอดคล้องกับจุดยืนการสื่อสารขององค์กร

ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็น Data Hatch ชวนสำรวจประเด็นแปลกใหม่ในต่างประเทศร่วมด้วยเช่นกัน เช่น ชีวิตโสดและการเติบโตของบริษัทหาคู่ในประเทศจีน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อนักเตะในเทศกาลบอลโลก ความหลากหลายของสัญชาติและเชื้อชาติของนักฟุตบอลในแต่ละทีมชาติ ที่บ้างไม่ได้เกิดในประเทศที่ตนเป็นตัวแทน บ้างถูกเหยียดเชื้อชาติจากแฟนบอลชาติเดียวกัน เป็นต้น

สำหรับสื่อที่ทำงานสื่อสารด้วยข้อมูลแล้ว การตั้งโจทย์สนุกๆ ให้คนสนใจอาจไม่ใช่เรื่องยาก การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากก็คงเป็นงานหนักที่คุ้นเคย การเล่าเรื่องโดยแปลงข้อมูลเป็นภาพหรือตั้งชื่อเรื่องให้น่าดึงดูดก็เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้

สิ่งที่น่าหนักใจและแก้ไขได้ยากที่สุด คงเป็นการขาดข้อมูลมาทำงานตั้งแต่ต้นทาง หรือมีข้อมูล แต่หยิบมาใช้งานได้ยากเย็น

พีระพงษ์ยอมรับว่าหากเปรียบเทียบการทำงานสื่อสารประเด็นในไทยและต่างประเทศ อย่างหลังมีข้อมูลเปิดให้ใช้หลากหลายเรื่องมากกว่า ขณะที่ในไทย แม้จะมีความก้าวหน้าด้านข้อมูลเปิด (open data) แต่ก็เป็นความก้าวหน้าในภาคส่วนอื่น เช่น ภาคเอกชนหรือวิชาการ ส่วนข้อมูลเปิดจากทางภาครัฐนั้นยังจำกัด เข้าถึงยาก และกะพร่องกะแพร่งในหลายๆ ด้าน โดยเขาชวนมองปัญหาผ่านสองหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลของภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency : DGA)

ในมุมสำนักงานสถิติแห่งชาติ พีระพงษ์ประเมินว่ามีการทำงานที่ดี เก็บสถิติหลายเรื่องค่อนข้างต่อเนื่อง ทั้งยังมีสรุปรายงานให้คนเข้าใจง่าย นำไปสื่อสารต่อได้ แต่สิ่งที่น่าขบคิดเพิ่มเติมคือหัวข้อการเก็บข้อมูลชุดเดิม หรือเกณฑ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ รวมถึงจะพัฒนาโจทย์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร

เขายกตัวอย่างการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพของคนไทย ซึ่งจำแนกออกเป็นภาคการเกษตร ภาคการบริการ ภาคอุตสาหกรรม ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่มักเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นนอกฤดูกาลเพาะปลูกด้วย ทำให้การเก็บข้อมูลเพียงมิติเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทุกวันนี้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นตามยุคสมัยและพฤติกรรมของคน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าสตรีมมิง ซึ่งการละเลยรายละเอียดข้อมูลบางประเภทอาจทำให้เราเห็นภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ชัดเจน

“การบันทึกข้อมูลหลายเรื่องยังเป็นการบันทึกข้อมูลที่ไม่ได้ขยับตามยุคสมัย” พีระพงษ์กล่าว “ในโลกที่สภาวะเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องการรายละเอียดที่มากขึ้นในทางสถิติ ในภาควิชาการหลายส่วนเริ่มขยับไปแล้ว แต่สำหรับสำนักงานสถิติฯ เราคิดว่ายังมีกรอบแบบเดิมครอบอยู่พอสมควร

“ถ้ามองโจทย์เรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ คำถามคือมีคนดึงข้อมูลเรื่องอะไรจากสำนักงานสถิติฯ ไปใช้บ้าง และสำนักงานสถิติฯ ตั้งโจทย์ใหม่ หรือเปิดรับโจทย์ใหม่จากสาธารณะบ้างหรือยัง”


ด้าน DGA ที่แม้จะมีการพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ คอยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ และเปิดเผยข้อมูลไปแล้วกว่า 33,552 ชุดนับตั้งแต่ก่อตั้งถึงปัจจุบัน คำถามสำคัญ -ที่ไม่ต่างจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเท่าไรนัก- คือข้อมูลเปิดเหล่านั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน มีคุณภาพและอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้งานได้ง่ายเพียงพอหรือไม่

“หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งส่งข้อมูลมาให้ DGA เผยแพร่แล้วถือว่าจบไหม เราคิดว่าไม่จบ ตัวชี้วัดที่ดีไม่ใช่แค่หน่วยงานส่งข้อมูลครบ แต่สังคมใช้ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้” พีระพงษ์แสดงความเห็น “พอได้ข้อมูลมาแล้ว ควรมีคนมาใช้งาน หยิบไปเล่าเรื่อง หน่วยวิจัยหรือภาควิชาการต่างๆ หยิบข้อมูลจากที่นี่ไปอธิบาย แก้ปัญหาให้สาธารณะ เรามองว่าเรื่องแบบนี้ยังเกิดน้อยไป”

อย่างไรก็ตาม พีระพงษ์มองว่าในช่วงแรกการเปิดตัวของ DGA และเว็บไซต์ฐานข้อมูลต่างๆ สร้างโมเมนตัมที่ดีแก่สังคม โดยเฉพาะในแง่การตรวจสอบรัฐบาลและสร้างความโปร่งใส (ตัวอย่างที่โดดเด่น ก็เช่นเว็บไซต์ ‘ภาษีไปไหน’ ฐานข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนแต่ละโครงการของรัฐใช้เงินมากน้อยเพียงใด) และเพื่อฟื้นคืนโมเมนตัมดังกล่าวกลับคืนมาอีกครั้ง “DGA อาจต้องตั้งโจทย์ให้ไกลกว่าการเปิดข้อมูลว่า ข้อมูลเหล่านี้จะสร้าง impact อย่างไร จะช่วยให้หน่วยงานรัฐเห็นปัญหา และนำไปแก้ความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนเผชิญอยู่ได้อย่างไร”

ข้อเสนอแนะเบื้องต้นของพีระพงษ์คือการมองให้เห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้ข้อมูลของ DGA หรือกลุ่มเป้าหมายที่ DGA ต้องการทำงานร่วมด้วยให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม ภาควิชาการ หรือสื่อมวลชน และจับมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่ดึงข้อมูลไปใช้จริง ทั้งในแง่การสื่อสาร ชี้ปัญหา ออกแบบนโยบายให้เกิดการแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกัน DGA ควร ‘เชิญชวน’ หน่วยงานรัฐต่างๆ เห็นความสำคัญของข้อมูลเปิดและร่วมกันเปิดข้อมูลให้มากขึ้น ผ่านการสร้างระบบกลไกที่จูงใจ หรือหยิบยกหน่วยงานที่ทำงานด้านข้อมูลเปิดได้ดี มีคุณภาพ และถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อเป็นต้นแบบแก่ที่อื่นๆ

เหตุเพราะในภาพรวม ต้องยอมรับว่าไม่ใช่หน่วยงานรัฐทุกแห่งที่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน ต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มากไปกว่านั้น คือยังไม่มีมาตรฐานกลางในการเก็บข้อมูลหรือแสดงผลข้อมูลเสียด้วยซ้ำ บางแห่งมีข้อมูลเชิงลึก รายละเอียดปลีกย่อยครบถ้วน แต่ไม่มีการสรุปรวบยอด ตีความจากตัวเลขสถิติให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ให้นำไปสื่อสารต่อได้ ขณะที่บางแห่งมีรายงานภาพรวม จัดทำ Dashboard ให้ดูเรียบร้อย แต่กลับขาดรายละเอียดส่วนสำคัญหลายส่วนไป

พีระพงษ์ยกตัวอย่างเรื่องค่าไฟอีกครั้ง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในข่าวที่ชวนเหวอมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการเปิดเผยว่าค่าไฟทางสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถูกนับรวมเข้ากับค่าไฟฟ้าฐานที่ผู้ใช้ทั่วประเทศต้องจ่าย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่เคยได้รับการชี้แจงแถลงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อน ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ (รวมถึงองค์กรที่ติดตามเรื่องพลังงานเอง) รับรู้แค่เพียงภาพรวมปริมาณการใช้ไฟฟ้า วิธีการคิดค่าบริการ แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าภายในค่าบริการประกอบด้วยอะไรบ้าง และตั้งอยู่บนฐานคิดอะไร

การขาดรายละเอียดที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด จึงก่อให้เกิด ‘ต้นทุน’ ที่คนทั้งสังคมต้องแบกรับร่วมกันโดยไม่รู้ตัวเสียอย่างนั้น 

“การไม่รู้ก็เป็นต้นทุนของสังคม” พีระพงษ์ย้ำ “ถามว่ามีข้อมูลแบบไหนที่เราไม่เคยมี ไม่เคยรู้เลยหรือเปล่า เราคิดว่ามันไม่ถึงกับไม่มีเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่ามันอยู่ในมือใคร และอยู่ในรูปแบบไหน”

“เราอยากเห็นหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานแข่งกันเปิดข้อมูล เพื่อสร้าง ecosystem ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าหน่วยงานรัฐส่วนกลาง รัฐบาล กระทรวง กรม กองต่างๆ รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเปิด เราก็จะตกอยู่ในเกมการแข่งขันที่บรรดาหน่วยงานรัฐแข่งกันมีอำนาจกำหนดสถานะของข้อมูล แข่งกันบอกว่าฉันเป็นเจ้าของข้อมูล และจะไม่เปิดให้เห็น เป็นการแข่งขันที่เรารู้สึกว่าไม่ healthy เลย”


พีระพงษ์วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าเหตุที่หลายหน่วยงานไม่มีแรงจูงใจในการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ อาจเป็นเพราะผู้มีอำนาจในรัฐบาลกลางไม่ได้กระตือรือร้นวางตัวเองเป็นต้นแบบที่ดี อีกทั้งบรรดาข้อมูลเปิดที่สำคัญ อย่างบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองก็เปิดเผยแก่ประชาชนแค่ชั่วคราว ไม่อยู่ในฐานข้อมูลให้ตรวจสอบได้ตลอด “มันส่งสัญญาณแก่หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ว่าไม่จำเป็นต้องมี accountability ต่อเรื่องข้อมูลเลย”

“กลับกัน ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ๆ เช่นบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ หน่วยงานรัฐอื่นๆ จะไม่ทำตามได้เหรอ” พีระพงษ์ชวนตั้งคำถาม

ถึงที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเพราะผู้มีอำนาจเหนือข้อมูลในภาครัฐไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดบังซ่อนเร้น หรือเพิกเฉยต่อการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ กระทั่งคิดว่า “ไม่เปิดแล้วก็ไม่มีใครเดือดร้อน หรือต่อให้มีคนเดือดร้อน ตัวเขาก็ไม่เดือดร้อนพอที่จะเปิดข้อมูล” ทำให้ความก้าวหน้าเรื่องข้อมูลเปิดของรัฐไทยพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า และส่งผลต่อความก้าวหน้าด้านอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นประชาธิปไตย การกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมการตรวจสอบอำนาจรัฐ ฯลฯ

“ถ้าทุกคนบอกว่าเราอยากอยู่ในประเทศที่ดีกว่านี้ อยากให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นธรรมมากขึ้น เราก็ควรจะรู้ว่าตอนนี้ประเทศเราอยู่ที่จุดไหน ควรจะมีข้อมูลที่เปิดเผยให้คนเข้าถึง และมาร่วมกันตัดสินใจกำหนดความเป็นไปของประเทศนี้ ทั้งสื่อมวลชน ทั้งประชาชน ควรผลักดันให้รัฐเก็บข้อมูลและเปิดเผยเพื่อให้เราได้รับรู้” พีระพงษ์ว่า

“เราต้องรู้สึกว่าเราจะเดือดร้อนถ้ารัฐไม่เปิดข้อมูล ขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำให้เขารู้สึกเดือดร้อน ถ้าไม่มีการเปิดข้อมูล”

ในสายตาของพีระพงษ์ การเปิดข้อมูลของภาครัฐ คือจุดเริ่มต้นของการทลายความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคม และจะก่อให้เกิดกระจายทรัพยากรไปสู่กลุ่มเปราะบาง ด้อยโอกาสที่แท้จริง เปรียบได้กับธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ – ทำให้ทรัพยากรกระจายถึงกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามและต้องการมันมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง หากมองผ่านเลนส์การทำงานของสื่อมวลชน ข้อมูลเปิดไม่เพียงทำให้สื่อสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ พีระพงษ์มองว่ายังทำให้ “นักข่าวตั้งคำถามได้คมขึ้น และช่วยเปลี่ยนวิธีการมองปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้” จากเดิมที่สื่อมวลชนอาจอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวตั้งสมมติฐาน ก่อนนำไปสู่การรายงานข่าว สื่อที่ได้เห็นข้อมูลหรือสถิติภาพรวมปัญหาต่างๆ มากพอ จะเห็นเรื่องราวเบื้องหลัง เห็นปัญหาได้ชัด ตั้งคำถามได้ตรงจุด ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน นำไปสู่การหาทางออกซึ่งตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงได้ดีขึ้น

พีระพงษ์ทิ้งท้ายว่าหากสังคมมีข้อมูลเปิดไม่มากพอ ก็คงยากที่จะรู้ว่าปัญหาและความไม่เป็นธรรมอยู่ตรงไหน ใครกำลังได้รับผลกระทบ และใครแบกรับต้นทุนของมัน

ดังนั้น การเปิดข้อมูลจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของทั้งความโปร่งใสและสิทธิที่จะรู้ของประชาชน

Rocket Media Lab –
“เราอาจจะต้องกลับมาคุยกันเรื่อง Open Data 101 กันใหม่”

สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Media Lab


นับจากปี 2563 ที่ สันติชัย อาภรณ์ศรี ร่วมก่อตั้ง Rocket Media Lab – องค์กรสื่อที่ทำงานเป็นทั้งผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมต่างๆ เพื่อให้สื่อมวลชนนำไปสื่อสารต่อยอดในงานข่าว และเป็นทั้งนักข่าวที่หยิบยกข้อมูลสำคัญมาเล่าเรื่องตามแบบฉบับ Data Journalism เขาได้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาในสองฟากฝั่ง

ฝั่งแรก -จากสายตาคนทำงานเก็บข้อมูลด้วยกัน- คือเห็นการทำงานเปิดข้อมูลของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น สื่อสารแก่สาธารณะในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากขึ้น รวมถึงนำไปใช้งานต่อยอดได้มากขึ้น เช่น BKK Risk Map หรือแผนที่เสี่ยงภัยกรุงเทพมหานคร ระบบที่แสดงผลข้อมูลจุดเสี่ยงภัยด้านต่างๆ อย่างอุทกภัย อัคคีภัย แบบเรียลไทม์ และร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ของ กทม. ซึ่งเผยแพร่ด้วยรูปแบบไฟล์ที่คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลต่อได้ (Machine readable format) -หรือว่าง่ายๆ คือไฟล์จำพวก spreadsheet นั่นเอง

แต่ถึงแม้จะเห็นความพยายามทำงานด้านข้อมูลเปิดของภาครัฐ สันติชัยกลับตั้งข้อสังเกตว่าความก้าวหน้ายังจำกัดอยู่ในวงแคบ โดยเจาะจงเป็นรายพื้นที่ รายหน่วยงานที่มีนโยบายดังกล่าว และข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้รับการเผยแพร่มักเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง อย่างเรื่องภัยพิบัติ และเรื่องที่ถูกกดดันจากกระแสสังคม พรรคการเมือง เช่นเรื่องงบประมาณของรัฐ ส่วนข้อมูลอื่นที่อยู่นอกความสนใจอาจไม่มีความคืบหน้ามากนัก

ฝั่งที่สอง -ในสายตาคนทำงานท่ามกลางแวดวงสื่อสารมวลชน- สันติชัยเห็นแนวโน้มว่าสื่อมวลชนมีการใช้ข้อมูล สถิติเรื่องต่างๆ ผสมผสานในการรายงาน เพื่อให้เนื้อหาข่าวประจำวันมีรายละเอียดมากกว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร คาดว่าเพราะทุกวันนี้ ปัญหาหรือปรากฏการณ์ในสังคมอาจมีลักษณะซับซ้อนขึ้น เรียกร้องการทำความเข้าใจบริบทจากผู้รับสารมากขึ้น (“อย่างเรื่องภาษีทรัมป์ นักข่าวคงไม่สามารถบอกได้แค่ว่าตัวแทนจากไทยเดินทางไปเจรจาแล้วล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ แต่ต้องทำให้เห็นว่าไทยนำเข้าอะไรจากสหรัฐฯ บ้าง ส่งออกอะไรบ้าง แล้วเราได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างไร”)

นอกจากนี้ การเติบโตของคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ในนิเวศสื่อ และการที่ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ สามารถออกมาให้ข้อมูลแก่ประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ยังผลักดันให้เกิดการแข่งขันในหมู่สื่อมวลชนมากขึ้น เกิดการพัฒนาเนื้อหา ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความกว้างและลึกแก่เนื้อข่าว

“แต่ข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ ก็ต้องเป็นข้อมูลที่สำเร็จรูปในระดับหนึ่ง” สันติชัยกล่าว “เป็นข้อมูลจาก open data ที่สามารถดึงมาใช้งาน สื่อสารได้เลย” ซึ่งอาจต่างจากการทำงานของ Data Journalism ที่มีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลดิบ คัดกรอง ประมวลผลก่อนนำเสนอเรื่องราว อย่างไรก็ตาม เขามองว่าข้อมูลสำเร็จรูปจากแหล่งข้อมูลเปิดก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อระบบนิเวศการสื่อสารข่าวที่เน้นความรวดเร็วอย่างข่าวรายวัน

เพียงแต่ระบบนิเวศข้อมูลเปิด โดยเฉพาะของภาครัฐ กลับไม่ได้อุดมด้วยข้อมูลสำเร็จรูปที่ใช้งานได้ทันที และบกพร่องทั้งข้อมูลดิบที่สามารถนำมาประมวลผล เพื่อต่อยอดประเด็นใหม่


การขาดแคลนข้อมูลในหลายหัวข้อ หลายประเด็น เป็นปัญหาแรกที่สันติชัยพบจากสิ่งที่เรียกว่า Open Data ของรัฐ และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ Rocket Media Lab ลงมือเก็บข้อมูลด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง ตามที่เขาเล่าถึงเบื้องหลังวิธีคิดการทำงานว่า ตนและทีมจะตั้งโจทย์ตามสถานการณ์รายปี โดยคาดการณ์ว่าแต่ละปีจะมีประเด็นสำคัญเรื่องอะไรบ้าง มีเหตุการณ์ใดที่เป็นหมุดหมายอย่างการเลือกตั้ง รวมถึงย้อนดูปัญหาที่คั่งค้างและอาจได้รับการสื่อสารต่อสาธารณะน้อยเกินไป เช่น กฎหมายบางส่วนที่รอการพิจารณาในรัฐสภา

“หลังจากเราวางเรื่องเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่เราทำต่อคือสำรวจว่าเรื่องเหล่านั้นที่เราอยากทำเคยมีข้อมูลมาก่อนหรือเปล่า” และในหลายๆ เรื่อง เขาก็พบว่าหน่วยงานรัฐแทบไม่มีข้อมูลที่เท่าทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ ก็ปรากฏข้อมูลในแหล่งที่เข้าถึงได้ยาก จนนำมาสู่การทำงานรวบรวมข้อมูลที่ต้องการเอง

ตัวอย่างเช่น การทำงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ เมื่อปี 2564 “ช่วงนั้นเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย และเราคิดว่าแนวโน้มในอนาคตจะมีการผลักดันเรื่องกฎหมายแรงงานแพลตฟอร์ม เราพูดถึงเรื่อง Gig Economy เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังไม่เคยมีการทำข้อมูลถึงสิ่งนี้ หรือส่วนใหญ่ข้อมูลก็อยู่ในภาคธุรกิจเอกชน” ซึ่งต่อมา ข้อมูลชุดดังกล่าวก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ทั้งในแง่การสื่อสารแก่สาธารณะ และในแวดวงของผู้กำหนดนโยบายแรงงาน

“มันจุดประกายให้เราเห็นว่าการทำงานของเราไม่ใช่แค่ฟีดข้อมูลเข้าสู่ระบบนิเวศของข่าว เพื่อให้ข่าวมีเรื่องไรเดอร์มากขึ้น แต่ยังสามารถเดินทางไปถึงการทำงานของ Policy maker ได้”

อีกหนึ่งตัวอย่าง ได้แก่การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ที่สันติชัยเผยว่าช่วงหนึ่งต้องทำงานเยอะมาก ทั้งประเด็นสุขภาพจิตของเด็กไทย พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนไทย เพราะภาครัฐเก็บข้อมูลดังกล่าวน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ทั้งที่เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์สังคมปัจจุบัน และต่อการวางนโยบายส่งเสริมเด็กและเยาวชน

“ถ้าเป็นข้อมูลประชากรหรือข้อมูลพื้นฐาน มันคือสิ่งที่มีหน่วยงานรัฐทำอยู่แล้ว แต่คำถามในมุมมองของเขาอาจเป็นว่า ‘ทำไมต้องทำข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจากข้อมูลเดิมที่เขาทำอยู่แล้ว’ ซึ่ง accountability ของรัฐในการทำสิ่งนี้อยู่ตรงไหน” สันติชัยชวนตั้งคำถาม


พ้นไปจากปัญหาคลาสสิกเรื่องการขาดข้อมูล ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา สันติชัยยังเผชิญปัญหาและอุปสรรคอีกหลายด้านเกี่ยวกับการเปิดข้อมูลของรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อหน่วยงานรัฐเพื่อขอเข้าถึงข้อมูลทั่วไปที่ไม่ได้รับการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต (ทั้งที่ควรจะเผยแพร่) และเจอกับเจอกับสารพัดด่านคำถามจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นใคร มาจากไหน จะนำข้อมูลไปทำอะไร

“เราก็ไม่เข้าใจว่าข้อมูลที่ควรเป็น Open Data ทำไมต้องบอกว่าเราจะทำอะไร เขามานั่งไล่ว่าเราเป็นสำนักข่าวเหรอ ถ้าไม่ใช่สำนักข่าวก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะเขาจะไม่มีภาพว่าคนที่ทำงานเรื่องข้อมูลแบบเราเป็นอย่างไร” 

ทั้งยังมีกรณีรายละเอียดข้อมูลปลีกย่อย ที่เคยเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง (“ซึ่งทำให้เราไปทำงานต่อได้เยอะมาก”) ถูกลบจากเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ หรือเปลี่ยนรูปไปเป็นข้อมูลภาพรวมมากขึ้น เช่น จากข้อมูลรายจังหวัด กลายมาเป็นตัวเลขรายภูมิภาค เพียงเพราะหน่วยงานที่เคยเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องถูกลดงบประมาณการทำงานลง หรือมองว่าข้อมูลย้อนหลังหลายปีไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์

“ปัจจุบันเราต้องดาวน์โหลดข้อมูลเรื่องต่างๆ ที่เราทำงานจากเว็บไซต์ของรัฐมาเก็บไว้ เพราะกลัวว่าปีหน้าจะหายไป ข้อมูลมันหายตลอดเวลา”

ขณะที่ปัญหาน่าเหนื่อยใจอย่างหน่วยงานรัฐส่วนหนึ่งมักเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDF แทน Machine readable format ก็ยังไม่หายไปไหน “บอกเลยว่าถึงจะมี AI ที่เราเชื่อว่าช่วยงานได้ในระดับหนึ่ง เจอเอกสารไทยเข้าไป Claude ก็ยังตาย Notebook LM ก็ไม่รอด ธุรกิจที่ต้องทำงานประเภทเปลี่ยนไฟล์ PDF เป็นไฟล์อื่น ไม่มีใครทำเอกสารไทยแล้วรอดทั้งนั้น” สันติชัยเล่า -เหมือนเรื่องน่าขำ แต่เอาเข้าจริง คนทำงานก็ไม่ขำ

“เราลองมาหมดแล้ว จนเราต้องเขียนโปรแกรมเอง เพื่อทำงานกับเอกสารไทยให้มันรอด”

ความแตกต่างของประเภทไฟล์ข้อมูลเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่บ่งบอกเป็นนัยถึงปัญหาใหญ่กว่านั้น คือการปราศจากมาตรฐานของข้อมูลเปิด ตั้งแต่นิยามของข้อมูลพื้นฐานที่ต้องเผยแพร่ รูปแบบในการเผยแพร่ ช่องทางและวิธีการเผยแพร่ ตลอดจนหน่วยงานเจ้าภาพที่มีอำนาจในการตรวจสอบดูแลข้อมูลเปิดให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ถูกต้อง

“ปัญหาใหญ่มากๆ ของ Open Data ในเมืองไทย คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลอะไรที่ควรต้องมี เอาแค่พื้นฐานก่อนนะ ยังไม่ต้องไปถึงเรื่องที่ว่ามันทันสมัยไหม ตามสถานการณ์ไหม แค่พื้นฐานเรายังทำไม่ได้ทั้งหมด แล้วตกลงว่าใครคือเจ้าภาพ เจ้าภาพมีสภาพบังคับให้หน่วยงานอื่นทำตามได้มากแค่ไหน มันมืดบอดมาก” สันติชัยว่า

“ยกตัวอย่าง อบจ. คุณจะเห็นว่ารูปแบบเว็บไซต์ไม่เหมือนกันเลย และถ้าคุณจะหาข้อมูลที่คิดว่าเป็นพื้นฐานที่สุดของแต่ละหน่วยงาน เช่น เรื่องงบประมาณ คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากหน้าแรก แต่บางเว็บไซต์ไปอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้  วิธีการดาวน์โหลดข้อมูล เก็บไฟล์ข้อมูลก็ไม่เหมือนกัน บางที่นำข้อมูลบางอย่างไปโพสต์ลง Facebook แทนที่จะเป็นเว็บไซต์ก็มี”


เขาตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ทำงานเรื่องข้อมูลเปิดโดยตรง ก็แทบไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเลย และแม้เราจะมีสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ทำหน้าที่พัฒนาฐานข้อมูลกลาง คอยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาเผยแพร่แก่สาธารณะ แต่ DGA เองก็ไม่มีอำนาจสั่งการหรือบังคับให้หน่วยงานรัฐระดับต่างๆ ต้องส่งข้อมูล และแต่ละหน่วยงานล้วนมีต้นสังกัดที่ต้องประสานงานด้วยแตกต่างกัน เช่น อบจ.อยู่ใต้ความดูแลของกระทรวงมหาดไทย กรมป่าไม้อยู่ในอำนาจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลเปิดในฐานข้อมูลของ DGA จึงมีลักษณะเผยแพร่เท่าที่มี บ้างก็ไม่ต่อเนื่องสมบูรณ์ และบ้างก็ยังพบความผิดพลาดของข้อมูลอีกด้วย

“เราอาจจะต้องกลับมาคุยกันเรื่อง Open Data 101 กันใหม่ คนอาจจะคิดว่าพูดเรื่อง Open Data กันมาหลายปีแล้ว แต่คำถามคือเราเข้าใจ Open Data แค่ไหน ยังไง ข้อมูลใดเป็นพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้า รูปแบบของข้อมูลเปิดควรเป็นแบบไหน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มอะไร ใครจะเป็นเจ้าภาพในการกำหนดนิยาม มันไม่เคยมีใครมานั่งคุยกันจริงๆ จนน่าตั้งคำถามว่าเราพูดถึง Open Data เป็นแค่ buzzword หรือเปล่า”

การกำหนดว่าข้อมูลพื้นฐานที่ต้องได้รับการเปิดเผย ไม่เพียงทำให้ฐานข้อมูลในอนาคตมีความครบถ้วนและต่อเนื่องมากขึ้น แต่ยังป้องกันไม่ให้หน่วยงานหรือผู้มีอำนาจบางกลุ่มอ้างว่าข้อมูลบางประเภทเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว (sensitive) หรือเป็นข้อมูลเกี่ยวพันกับความมั่นคง จนไม่อาจเปิดเผยได้ เพราะจากประสบการณ์ทำงานของสันติชัยก็พบเจอเรื่องทำนองนี้มาไม่น้อยว่า ข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือการทำงานวิจัยต่อยอด กระทั่งเป็นข้อมูลที่เคยเปิดเผยมาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งกลับถูกตั้งกำแพง ‘อ่อนไหว’ จนไม่ให้เข้าถึงหรือเผยแพร่อีกเสียอย่างนั้น

“สิ่งที่หน่วยงานราชการกังวลที่สุดคือการให้ข้อมูลแก่คนทั่วไปจะให้คุณให้โทษแก่เขาหรือเปล่า สมมติให้ข้อมูลไปแล้วสำนักข่าวนำไปออกข่าว เขาจะถูกตำหนิไหม ถูกสอบสวนไหม เวลาเราไปขอข้อมูล ต้องทำหนังสือหาหน่วยงานเยอะมาก แล้วไม่ได้รับประกันว่าขอข้อมูลเดียวกันจากทุกที่ แล้วทุกที่จะให้เหมือนกัน ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้” สันติชัยกล่าว

“มันสะท้อนวิธีคิดที่ระบบราชการมองตัวเองกับประชาชนแยกกัน เขาคิดว่าข้อมูลคือทรัพย์สินของราชการ ประชาชนคือผู้ที่มารับบริการอะไรบางอย่างจากราชการ ซึ่งตามจริงแล้ว ราชการควรมองว่าตัวเองทำงานเพื่อประชาชน แต่ตอนนี้คือเขามองว่าเรามายุ่งกับของของเขาทำไม และถ้ามีคนมายุ่งกับทรัพย์สินของราชการ ก็จะทำให้เกิดคุณและโทษต่อเขาแน่ๆ

“เราถึงบอกว่ามันต้องกลับไปที่การระบุแต่แรกว่าข้อมูลไหนเป็นข้อมูลเปิดบ้าง เพื่อทำให้คนในหน่วยงานราชการสบายใจด้วยว่านี่เป็นข้อมูลเปิดนะ คนมีสิทธิ์เข้าถึงนะ แล้วการเปิดเผยไม่ได้ให้โทษแก่เขา”


แน่นอนว่าการปราศจากข้อมูลเปิดส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจและการทุจริตต่างๆ มากไปกว่านั้น ผลกระทบที่สันติชัยมองเห็นคือ “การขาด Open Knowledge” หรือองค์ความรู้ที่คนในสังคมมีสิทธิได้รับ โดยมีตัวอย่างทั้งกรณีค่าไฟทางสาธารณะซึ่งแฝงในโครงสร้างค่าไฟที่ประชาชนทั่วไปต้องจ่าย ทั้งสูตรการคิดคำนวณค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา – ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนในสังคม แต่กลับมีน้อยคนนักที่รู้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อมองผ่านมุมสื่อมวลชนสาย Data Journalism สันติชัยชี้ว่าการขาดข้อมูลเปิดที่มีคุณภาพ ทำให้ Data Journalism ในไทยเติบโตไปอย่างเชื่องช้า

“ถ้าเราเปรียบเทียบกับประเทศที่มี Open Data สมบูรณ์ คนที่ทำงาน Data Journalism หรือใครก็ตามที่ทำงานสื่อสารจากข้อมูลคงทำประเด็นที่ว้าวและลึกซึ้งได้ตลอดเวลา ขณะที่เราก็ค่อยๆ โตไปแบบต้วมเตี้ยมตามข้อมูลที่แม้จะบกพร่อง แต่ก็พอทำได้” สันติชัยกล่าว – พร้อมยอมรับว่าในสนามธุรกิจสื่อไม่ได้เอื้ออำนวยให้นักข่าวทำงานเชิงลึกที่ใช้เวลานานในการผลิตชิ้นงานมากนัก เนื่องจากอาจไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ หรือการแข่งขันที่เน้นรายงานข่าวด้วยความรวดเร็ว สอดคล้องตามความสนใจของสังคม

อีกทั้งงานข่าวประเภท Data Journalism ยังเรียกร้องทักษะของคนทำงานสื่อด้านอื่นนอกจากการเขียนข่าว เช่น ความรู้ความเข้าใจในการจัดการข้อมูล ตีความข้อมูล การใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพื่อพิสูจน์สมมติฐานหรือสื่อสารตามประเด็นที่ตั้งไว้ ฯลฯ

“ทั้งหมดทำให้การทำงานแบบ Data Journalism ใช้แรงเยอะมาก จนคนที่คิดริเริ่มจะทำ หรือคนที่ได้ทำไปแล้วเหลือน้อยลงเรื่อยๆ”

สุดท้าย ถึงการพัฒนา Open Data ในไทยอาจจะติดขัดตั้งแต่ก้าวแรกอย่างนิยามของข้อมูลที่ควรได้รับการเปิดเผย ไปจนถึงก้าวต่อๆ มาอย่างการสร้างความรับผิดความชอบ (accountability) ของหน่วยงานรัฐในการเปิดข้อมูล และการหาเจ้าภาพที่มีอำนาจกำกับดูแลการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลเปิด แต่สันติชัยเองก็ให้ความสำคัญกับหนทางก้าวไปข้างหน้าที่เป็นไปได้ และน่าจะเห็นผลจริง (“เพราะคงไม่มีประโยชน์หากเราจะทะเลาะกันไปเรื่อยๆ”) คือการทำให้หน่วยงานรัฐต่างๆ ได้เห็นว่าข้อมูลเปิดของพวกเขามีคุณค่า ถูกนำไปใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพื่อกระตุ้นให้คนทำงานเห็นสำคัญของข้อมูลดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมให้สังคมเห็นเช่นกันว่าการมีข้อมูลเปิดส่งผลดีแค่ไหน นำไปสู่การแก้ไขปัญหา พัฒนาประเทศได้อย่างไร เพื่อรวมพลังจากภาคประชาชนเรียกร้องหรือกดดันกลับไปยังภาครัฐอีกแรง

อีกทางหนึ่งคือภาครัฐสามารถสร้างความร่วมมือ สนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเปิด ทั้งการเก็บข้อมูลและสื่อสารข้อมูล เพื่อทดแทนภาระงานของหน่วยงานราชการที่อาจปรับตัวช้ากว่า ขาดทักษะความรู้การทำงานด้านข้อมูลเปิด หรือกระทั่งการตั้งโจทย์ให้สอดคล้องเท่าทันยุคสมัย

“ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานแบบเรา (Rocket Media Lab) หรือบริษัทอื่นๆ ถ้าเขาได้ทำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ขึ้นมา จะสร้างความร่วมมือกับภาครัฐได้ไหม ซึ่งตรงนี้มันยังไม่เคยเกิดขึ้น” สันติชัยเสนอ “อาจจะมีหน่วยงานสักหน่วยมาดูว่าข้อมูลอะไรที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศบ้าง และสนับสนุนให้เกิดข้อมูลสาธารณะโดยไม่จำเป็นต้องมาจากรัฐเท่านั้น ดีไม่ดี รัฐสามารถลดงบประมาณทำข้อมูลด้วยตัวเอง ลดงบประมาณทำวิจัยเองได้ด้วย เพราะมีคนพร้อมจะใช้ข้อมูลสาธารณะไปทำวิจัย และนำวิจัยนั้นกลับมาพัฒนาประเทศได้อีกเยอะมาก”


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

Data Hatch Data Journalism Open Data Open Data Unlock Power Rocket Media Lab ข้อมูลภาครัฐ พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สันติชัย อาภรณ์ศรี สื่อมวลชน

เรื่อง: ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์

จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักอ่านและนักเขียนที่ชอบใช้เวลาว่างวาดรูป และค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ มาบอกเล่าแก่คนอื่นๆ

ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ

จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพบุคคล สนใจประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม เป็นคนตัวเล็ก เล่นบาสได้หน่อย จุดมุ่งหมายอยากมีรูปถ่ายซักใบที่เห็นแล้วรู้สึกว้าว

ภาพประกอบ: เมธิชัย เตียวนะ

เรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนใจวิถีชีวิตผู้คน ดนตรี สิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ ชอบเล่าเรื่องผ่านงานภาพถ่ายและวิดีโอ