กรมทะเล กำหนด 12 พื้นที่เสี่ยง เร่งจัดระเบียบเรือ–ปรับเครื่องมือประมง ลดการตายพะยูนจากกิจกรรมมนุษย์

Published on 17 ส.ค. 2026

กรมทะเล ยกระดับมาตรการ “SAVE OUR DUGONG“ กำหนด 12 พื้นที่เสี่ยง เร่งจัดระเบียบเรือ–ปรับเครื่องมือประมง มุ่งลดการตายจากกิจกรรมมนุษย์เป็นศูนย์

วันที่ 17 สิงหาคม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการ “SAVE OUR DUGONG” ยกระดับการป้องกันและลดภัยคุกคามต่อพะยูนในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนด 2 มาตรการเร่งด่วน ในพื้นที่เป้าหมาย 12 พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายของพะยูนจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ อุบัติเหตุจากเรือ และการติดเครื่องมือประมง ดังนี้

มาตรการที่ 1 จัดระเบียบเส้นทางเดินเรือและควบคุมความเร็ว ใน 6 พื้นที่เสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชน ได้แก่ ท่าเรือรัษฎา จ.ภูเก็ต ท่าเรือบางโรง จ.ภูเก็ต ร่องน้ำเกาะยาวน้อย–เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา–ท่าเรืออ่าวน้ำเมา จ.กระบี่ ท่าเรือปากเม็ง–เกาะมุก จ.ตรัง และท่าเรือเกาะลิบง–หาดยาว จ.ตรัง โดยจัดทำทุ่นหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตและเส้นทางเดินเรือ พร้อมกำหนดความเร็วเรือที่เหมาะสม แบ่งเป็น ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 5 นอต ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 2 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 10 นอต ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 3 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 20 นอต บริเวณแหล่งหญ้าทะเล ความเร็วไม่เกิน 5 นอต และบริเวณแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่เขตอุทยานฯ ความเร็วไม่เกิน 3 นอต

มาตรการที่ 2 ปรับปรุงเครื่องมือประมงให้เป็นมิตรกับพะยูน ใน 6 พื้นที่เสี่ยงจากการติดเครื่องมือประมง ได้แก่ เกาะช้าง–เกาะพยาม จ.ระนอง เกาะระ–เกาะพระทอง จ.พังงา ป่าคลอก–ตังเข็น จ.ภูเก็ต หาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ เกาะศรีบอยา จ.กระบี่ และเกาะมุก–เกาะลิบง จ.ตรัง โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมงที่อาจทำให้พะยูนติดหรือได้รับบาดเจ็บ แบ่งเป็น

– ลอบปู ลอบปูแบบเดี่ยว (1 ลอบ ต่อ 1 ทุ่น) กำหนดไม่ให้วางในแหล่งหญ้าทะเล ปรับเปลี่ยนเชือกสายทุ่นเป็นเชือกใยยักษ์ขนาด 5 มิลลิเมตร เพื่อลดการพันรัดและการบาดลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อพะยูน รวมถึงปรับ weak link บริเวณจุดเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้พะยูนหลุดออกจากเครื่องมือประมงได้หากเกิดการติดพัน และลดความยาวเชือกส่วนเกินให้เหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณผิวน้ำและแนวที่พะยูนว่ายผ่าน ส่วนลอบปูแบบพ่วง (15 – 20 ลอบ ต่อ 1 ทุ่น) จะใช้ก้อนหินหรือตะกั่วถ่วงเพื่อให้เชือกเป็นเส้นตรง
– อวนจมปู ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล กรณีวางในเขตที่อนุญาตให้เฝ้าระวังหลังจากวางอวนเพื่อลดความเสี่ยงพะยูนติดอวน
– อวนลอยปลาขนาดใหญ่ เช่น อวนลอยปลากะพง ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล และต้องวางห่างจากแนวแหล่งหญ้าทะเลไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร

“เป้าหมายของกรมทะเล คือ ลดการตายของพะยูนจากกิจกรรมของมนุษย์ให้เป็นศูนย์ โดยไม่ได้มุ่งจำกัดการประกอบอาชีพของชาวประมงหรือการเดินเรือ แต่เป็นการจัดระบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ทะเลให้เกิดความปลอดภัยควบคู่กับการอนุรักษ์พะยูน และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของเรือ ชาวประมง และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงให้เหมาะสม ซึ่งทั้ง 2 มาตรการนี้ คาดว่าจะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน”

จากข้อมูลการเกยตื้นของพะยูนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2569 พบพะยูนเกยตื้นทั้งสิ้น 209 ตัว ในจำนวนนี้ไม่ทราบสาเหตุ 78 ตัว ส่วนอีก 131 ตัว ทราบสาเหตุ แบ่งเป็นสาเหตุจากธรรมชาติ 97 ตัว และจากกิจกรรมของมนุษย์ 34 ตัว โดยเป็นอุบัติเหตุทางทะเล 17 ตัว เครื่องมือประมง 16 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว

ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบพะยูนเกยตื้น 15 ตัว ในจำนวนนี้มีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์ 5 ตัว ได้แก่ อุบัติเหตุทางทะเล 2 ตัว เครื่องมือประมง 2 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว หากอัตราการสูญเสียประชากรยังคงดำเนินต่อไปและไม่มีมาตรการลดปัจจัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการคาดการณ์แนวโน้มประชากรพะยูนชี้ว่า จำนวนพะยูนอาจลดลงต่ำกว่า 100 ตัว ภายในปี พ.ศ. 2573 และต่ำกว่า 50 ตัวภายในปี พ.ศ. 2578 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของประชากรพะยูนในประเทศไทยในระยะยาว ดังนั้น การดำเนินมาตรการ “SAVE OUR DUGONG“ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยให้กับพะยูนในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็น พะยูนติดอวน ได้รับบาดเจ็บ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือแจ้ง สายด่วน 1362 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที มาร่วมกันรักษาพะยูน สัตว์ทะเลหายากของประเทศไทยให้คงอยู่คู่ท้องทะเลไทยต่อไป