หุ้นไทยคึก! ต่างชาติไล่ซื้อ 12 วันทะลุ 4.1 หมื่นล้าน โบรกชู GULF-TRUE-BBL ท็อปพิก

Published on 12 ก.ค. 2026

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี ตลาดหุ้นโลกเริ่มกลับเข้าสู่โหมด Selective Risk-On มากขึ้น หลังความตึงเครียดฝั่งอิหร่านมีสัญญาณผ่อนคลายจากข่าวการเจรจา ช่วยลดแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมัน Brent และ WTI สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อธีม AI Capex และการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะกลาง

ด้านตลาดหุ้นไทยเริ่มมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมากขึ้น หลังเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง 12 วันทำการ มูลค่ารวมกว่า 4.18 หมื่นล้านบาท หนุนแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยตลาดยังได้แรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำราว 1% และความชัดเจนของมาตรการภาครัฐจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และการบริโภคในประเทศ

ทั้งนี้ สอดคล้องฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่โหมด Selective Risk-On หลังสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกมีสัญญาณผ่อนคลายจากความคืบหน้าการเจรจา ช่วยลดแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมัน Brent และ WTI สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังสะท้อนภาพว่า “AI Beats Geopolitics” หลังนักลงทุนทยอยกลับเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับฐานก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม Memory, Storage, AI Infrastructure และ Platform สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการลงทุนด้าน AI และการเติบโตของความต้องการในระยะกลาง แม้ยังต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ที่อาจส่งผลต่อ Bond Yield นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และมูลค่าหุ้นกลุ่ม Growth

สำหรับตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัยมองว่ามีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมากขึ้น หลัง Fund Flow นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง 12 วันทำการ รวมมูลค่าราว 4.18 หมื่นล้านบาท สะท้อนแรงซื้อหุ้นไทยกลับมาอย่างชัดเจน โดยหุ้นที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT,

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำราว 1% และความชัดเจนด้านนโยบายการคลัง หลัง พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทผ่านความเห็นชอบ ส่งผลให้ Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และการบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน ASPS แนะนำเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก Fund Flow ต่างชาติ รวมถึงมาตรการภาครัฐและนโยบาย 10 พลัส อาทิ SCB, KTB, BBL, BDMS, TRUE, GPSC, AOT, MINT, CPF, HMPRO, TIDLOR และ TOP โดยเลือก บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, TRUE และ BBL เป็นหุ้นเด่น (Top Picks)