จากความไว้ใจ 130,000 คัน สู่ No.1 Brand Thailand เส้นทางของ BYD และ RÊVER ในไทย - Marketeer Online

Published on 25 ก.ย. 2026

ปี 2565 รถยนต์ไฟฟ้าบนถนนเมืองไทยยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนส่วนใหญ่ยังกังขา แต่สำหรับ ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่คือสิ่งที่ “Inevitable” หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรเว่ตัดสินใจนำ BYD เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว

เกือบ 4 ปีผ่านไป เรเว่ส่งมอบรถยนต์ BYD แล้วกว่า 130,000 คัน และในปีนี้ BYD ยังคว้ารางวัล “No.1 Brand Thailand 2026” ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นปีแรก โอกาสนี้ Marketeer ได้พูดคุยกับคุณพก-ประธานวงศ์ ถึงกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ ความท้าทายที่ยังไม่จบ และก้าวต่อไปของเรเว่ ในการส่งมอบ BYD สู่ชาวไทย

ไม่ใช่แค่บริษัทรถยนต์ แต่คือแบรนด์เทคโนโลยี

เมื่อถามถึงเหตุผลที่เลือกจับมือกับ BYD ตั้งแต่วันแรก คุณประธานวงศ์อธิบายว่า เขามองข้ามตัวรถไปถึงรากฐานของบริษัท

“BYD จริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทรถ แต่เป็นแบรนด์เทคโนโลยีมากกว่า เพราะเป็นบริษัทแบตเตอรี่มาก่อน แล้วถ้ามองว่าหัวใจจริงๆ ของธุรกิจรถพลังงานใหม่ คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่และความปลอดภัย BYD ก็เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้อยู่แล้ว”

จุดที่ทำให้เขามองว่า BYD ต่างจากคู่แข่งในตลาดคือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นฐานให้เกิดเทคโนโลยีอย่าง “Blade Battery” ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นเหตุผลที่ทำให้ยอดส่งมอบสะสมในไทยแตะ 130,000 คัน ในระยะเวลาเพียง 4 ปี

เทคโนโลยีที่มีสำหรับทุกคน

จุดยืนที่คุณประธานวงศ์ย้ำหลายครั้งคือ เทคโนโลยีระดับสูงไม่ควรผูกอยู่กับรถบางรุ่นเท่านั้น

“เราอยากให้เทคโนโลยีพวกนี้อยู่ในรถรุ่นเริ่มต้น หรือรถที่คนส่วนมากเข้าถึงได้ อันนี้คือเป้าหมายของเราเลย”

แต่อุปสรรคสำคัญที่ยังฉุดรั้งคนใช้รถสันดาปไม่ให้เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าเต็มตัว คือความกังวลเรื่องระยะทางและความครอบคลุมของสถานีชาร์จ เพื่อปิดช่องว่างนี้ เรเว่จึงเปิดตัวระบบ “BYD DM-i (Super Hybrid)” ซึ่งคุณประธานวงศ์อธิบายง่ายๆ ว่าคือ “รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้”

ต่างจากไฮบริดส่วนใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ระบบ DM-i ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ให้อัตราเร่ง ความเงียบ และความประหยัดใกล้เคียงรถไฟฟ้าล้วน แต่เมื่อต้องเดินทางไกล เครื่องยนต์ขนาดเล็กจะทำหน้าที่ปั่นไฟสำรองแทนการอาศัยสถานีชาร์จ ทำให้วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ไฟฟ้าเต็มร้อย และน้ำมันเต็มถัง

คุณประธานวงศ์ยืนยันว่าการมีทั้งสองระบบไม่ได้ทำให้แย่งลูกค้ากันเอง เพราะคนที่ต้องการ BEV กับคนที่ต้องการ DM-i คือคนละกลุ่มที่มีโจทย์ต่างกันชัดเจน และเพื่อให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงง่ายขึ้นในภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย เรเว่จึงเปิดตัวรุ่นย่อยราคาจับต้องได้อย่าง BYD SEALION 5 DM-i Standard ที่มี “หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง” เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของไทย เพื่อเชื่อมแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และล่าสุดยังได้เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ BYD SEALION 6 DM-i ‘Extended’ และ BYD SEALION 7 ‘AWD Ultimate’ ให้ผู้ขับขี่ในไทยได้มีตัวเลือกที่ตรงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น

BYD SEALION 5 DM-i

ลงทุนระยะยาวเพื่อไทย ไม่ใช่แค่ขายรถ

ก้าวสำคัญที่พาแบรนด์ไปไกลกว่าการเป็นผู้จัดจำหน่าย คือการตั้งโรงงานผลิต BYD ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานแรกของ BYD นอกประเทศจีน มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 34,814 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตรถที่ได้มาตรฐาน Made in Thailand แล้ว 5 รุ่น ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 50% และจ้างแรงงานไทยกว่า 94% ของพนักงานทั้งหมด

“สิ่งที่มาพร้อมกับโรงงาน BYD คือการจ้างงานคนไทยกว่า 94% พวกเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่และทักษะการทำงานใหม่ เพราะเรามาพร้อมระบบนิเวศที่ตั้งใจจะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน”

นอกจากภาคการผลิต เรเว่ยังผูกแบรนด์เข้ากับชีวิตประจำวันคนไทยผ่านกีฬา ด้วยการเป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของฟุตบอลทีมชาติไทยและไทยลีก รวมถึงการแข่งขัน “BYD HYROX” ซึ่งคุณประธานวงศ์มองว่าเป็นวิธีผลักดันไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไปพร้อมกัน

ความท้าทายที่ยังไม่จบ

แม้ตัวเลขยอดส่งมอบและรางวัลจะดูสวยงาม แต่คุณประธานวงศ์ยอมรับตรงๆ ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยกำลังหดตัว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมของทั้งอุตสาหกรรม

ในมุมของเรเว่ คุณประธานวงศ์มองว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการสร้างเครือข่ายการบริการให้แข็งแรงพอจะดูแลลูกค้ากว่าแสนรายที่ซื้อไปแล้ว ปัจจุบันเรเว่ขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ BYD และ DENZA ไปแล้ว 175 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าให้ครอบคลุมทุกจังหวัดภายในปีนี้ ควบคู่กับการวางระบบคลังอะไหล่และเบย์ซ่อมให้เพียงพอกับจำนวนรถที่วิ่งอยู่บนถนนจริง เขายอมรับว่านี่คืองานที่ต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา

อีกจุดที่ยังเป็นช่องว่างคือไลน์อัปรถ ซึ่งคุณประธานวงศ์ระบุว่า ยังขาดกลุ่มรถกระบะที่สินค้ายังมาไม่ทันตลาดไทย นอกจากนี้เครือข่ายสถานีชาร์จและศูนย์ซ่อมก็ยังต้องขยายให้ทันกับจำนวนรถสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพราะกลุ่มผู้ใช้รถสันดาปที่ยังลังเลอยู่ ส่วนหนึ่งกังวลเรื่องความครอบคลุมของบริการมากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง

เพื่อรักษาความเชื่อมั่นระหว่างทาง เรเว่ยังคงยึดนโยบาย “ราคาเดียว” ทั่วประเทศ และเปิดแคมเปญขอบคุณลูกค้า “130,000 of Trust, We reward you” มอบสิทธิ์รับประกันแบตเตอรี่และตัวรถตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)

ก้าวต่อไป ชาร์จเร็วขึ้น และรถที่เป็นมากกว่ารถ

เมื่อมองไปข้างหน้า คุณประธานวงศ์เชื่อว่าตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงของตลาด EV ไม่ใช่ฟีเจอร์หรูหรา แต่คือความเร็วในการชาร์จ

“ถ้าเราสามารถชาร์จรถได้เร็วเท่าเติมน้ำมัน ผมว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด”

นี่คือเหตุผลที่เครือข่ายสถานีชาร์จ “RÊVERSHARGER” จะถูกเร่งขยายต่อ ควบคู่กับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ที่กำลังจะตามมา เช่น ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ และในระยะยาวคือเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) หากมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดไทย

ปัจจุบัน BYD ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับตัวรถผ่านสถาปัตยกรรม XUANJI ระบบควบคุมตัวถัง DiSus แพลตฟอร์ม e-Platform 3.0 และระบบเชื่อมต่อ DiLink รวมถึงแอปพลิเคชัน BYD App ที่วันนี้ยังทำได้แค่เปิดแอร์ล่วงหน้าหรือเช็กสถานะรถผ่านมือถือ ซึ่งคุณประธานวงศ์มองว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

“เราอยากให้รถคันหนึ่งเป็นมากกว่ารถ ไม่ใช่แค่พาหนะที่พาเราจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่คือเทคโนโลยีที่หลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์”

เขายกตัวอย่างระบบ V2L ที่เปลี่ยนรถให้เป็นพาวเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่สำหรับกิจกรรมนอกบ้าน และมองไปถึงการเชื่อมต่อรถเข้ากับระบบในบ้านในอนาคต ในด้านความยั่งยืน เรเว่ยังผลักดันนวัตกรรมคาร์บอนเครดิต “REVERLUTION” ที่คืนสิทธิประโยชน์ให้ผู้ขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero Emissions ของไทยภายในปี พ.ศ. 2593

แบรนด์ที่แข็งแกร่งแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่

เบื้องหลังการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ คุณประธานวงศ์บอกว่า เรเว่พยายามรักษาวัฒนธรรมองค์กรแบบ “New Age Company” ที่ผ่อนคลาย คล่องตัว และเปิดกว้างให้ทีมงานรุ่นใหม่มีส่วนร่วมทางความคิด

“ผมชอบฟังความเห็นของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ยิ่งฟังหลายมุมมองก็ยิ่งดีก่อนตัดสินใจ เหมือนที่เคยอ่านเจอว่าพระเจ้าสร้างให้เรามี 2 หูและ 1 ปาก ก็เพื่อให้เราใช้เวลาฟังมากกว่าพูด”

และเมื่อถามถึงนิยามของ “แบรนด์ที่แข็งแกร่ง” ในยุคนี้ เขาตอบว่า

“การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งมันเป็นเรื่อง Never Ending ไม่ใช่ว่าทำสำเร็จแล้วจะแข็งแกร่งอยู่แบบนั้นตลอดไป สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุด Challenge ตัวเอง ท้าทายตลาด และท้าทายขีดจำกัดของเทคโนโลยี เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดพัฒนา นั่นแหละคือจุดอ่อนของเราทันที”

รางวัล No.1 Brand Thailand 2026 จึงไม่ใช่จุดสูงสุดที่ปิดจบการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ครอบคลุมมากกว่าแค่ตัวรถ และเป็นแบรนด์ที่คนไทยไว้ใจให้อยู่เคียงข้างในระยะยาว