
คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (15) พลังแห่งทางสายกลาง
บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ผมได้พูดถึงอภิญญา ๖ ไปห้าหัวข้อ ในที่สุดก็จะขอพูดถึงหัวข้อที่หกนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็ยังมิใช่ทางที่ผมจะไปถึงได้ในเร็ววันหรอก เพียงแต่ ไม่ว่าเราอยากจะเก่ง อยากจะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจำต้องยอมรับก็คือ จะร่างกายก็ดี หรือจิตก็ดี หรือวิชาก็ดี ล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น จิตเราต้องดูดีๆ ก็เห็นว่ามันก็เปลี่ยนไปได้ วิชาก็เสื่อมได้ ร่างกายยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราตระหนักในความเป็นจริงตรงนี้ เราจะเริ่มนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” (จูโด 中道)
ถ้าพูดเอาแบบง่ายสุด เรามุ่งมั่น ฝึกๆๆๆๆๆๆ ฝึกโว้ย เรียนๆๆๆ เรียนโว้ย มันจะต้องมีถึงจุดหนึ่ง ที่จะต้อง “พัก” และ “ผ่อน” ลง พอพักก็ได้แรง ก็อยากกลับไปลุยอีก วนไปวนมาแบบนี้ เพราะพอคนเราเอาแต่พักและผ่อน ความเบื่อ เมื่อยขบก็มา ก็ต้องกลับไปฝึกใหม่ เมื่อมาถึงจุดนี้ เราจะรู้แล้วว่า ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งต้องแรงแต่ก็ไม่พักพังพาบนั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว
ใน “ทิพยอำนาจ” ได้พูดถึงว่า ถ้าเดินไปจนสุดบน “ทางสายกลาง” แล้ว ท่านจะพบกับอะไรบ้าง ดังนี้
(๑) เอกภาพไพศาล ได้แก่มีความเป็นเอกราชสิทธิ์ขาดในการประกอบกรณียะทุกประการไม่มีอำนาจอื่นใดเข้ามาสอดก้าวก่ายได้
(๒) เสรีภาพสมบูรณ์ ได้แก่มีสิทธิ์อำนาจในการดำรงอยู่ตามใจประสงค์ของตนอย่างเต็มที่ ไม่มีกฎหมายหรืออำนาจใดจำกัดสิทธิ์ได้แม้แต่ประการใด.
(๓) อิสรภาพเต็มเปี่ยม ได้แก่มีความเป็นตนของตนเต็มที่ พ้นจากอำนาจของกิเลสและกรรมเด็ดขาด กิเลสและกรรมไม่มีอำนาจบังคับบัญชาได้อีกต่อไป.
(๔) สมภาพไพบูล ได้แก่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นแก้ว (=รัตนภาวะ) ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในลักษณะที่เรียกว่า ข้า จ้าว บ่าว นาย แม้แต่ประการใด.
(๕) เอกีภาพไพบูล ได้แก่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจริงๆ ไม่มีความแตกต่างระหว่างแก้วด้วยกัน ไม่มีความรู้สึกแก่งแย่งแข่งดีใคร ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบใคร ไม่มีความรู้สึกริษยาใครมีน้ำใจพร้อมที่จะอภัย และให้โอกาสแก่ผู้อื่นเต็มที่ ไม่ขัดขวางใคร ในกรณีย์ใดๆ มีความรักอย่างเป็นธรรมในสรรพสัตว์ มีความเป็นสุภาพชนเต็มที่ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากทุกเมื่อและมีใจเที่ยงธรรม ไม่นำความลำบากเดือดร้อนมาสู่ตนและคนอื่นสัตว์อื่นโดยประการใดๆ.
(๖) สันติภาพถาวร ได้แก่มีความสงบราบคาบ ไม่มีเหตุทำให้เกิดการปั่นป่วน ไม่มีความโกลาหลวุ่นวายประการใด เพราะเป็นสันตบุคคล ผู้บริบูรณ์ด้วยความเกลียดกลัวบาป มีความประพฤติทางกายวาจาใจขาวสะอาด มีความเป็นคนดีพร้อมทุกประการ และมั่นอยู่ในสันติธรรมทุกเมื่อ ถึงความเป็นเทพเจ้าผู้บริสุทธิ์แล้ว
(๗) เอกันตบรมสุข ได้แก่มีความบรมสุขส่วนเดียว ปราศจากสภาวะที่เรียกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์กายคับแค้นใจ และร่ำไรรำพันเพ้อโดยประการทั้งปวง มีแต่สภาวะตรงกันข้ามกับทุกข์ดังกล่าวนั้น มีความอิ่มเต็มสิ้นหิวกระหายแล้ว มีความสมปรารถนาทุกประการแล้ว สภาวะดังกล่าวมาโดยสังเขปนี้ มีในที่ใด ที่นั้นแหละเรียกว่าพระนิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดตามหลักทางพระพุทธศาสนา.
ส่วนปฏิปทาเพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดนั้น เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา เมื่อจะวาดภาพพอให้มองเห็นเป็นแนวทาง ก็จะเป็นดังนี้ คือ
(๑) เป็นทางสว่างไสว ไม่มืดมัว ไม่คดค้อม เป็นทางตรงลิ่วแลสุดสายตา.
(๒) เป็นทางปลอดโปร่ง ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ.
(๓) เป็นทางสะอาด ปราศจากสิ่งสกปรกโสมม.
(๔) เป็นทางราบเรียงเดินสบาย.
(๕) เป็นทางลาดสูงขึ้นไปโดยลำดับ.
(๖) เป็นทางร่มรื่นปลอดภัยจากแดดฝนและสัตว์ร้าย.
(๗) เป็นทางที่มีอากาศสดชื่นมีดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นตลบอบอวล มีผลไม้โอชารสนานาชนิด มีสุธาโภชนะรสเลิศต่างๆ พอได้กลิ่นก็หายหิวทันที มีประกายแสงสว่างรุ่งเรืองสดใส ทำให้รู้สึกเบิกบานใจยิ่งขึ้นในเมื่อจวนถึงที่สุดทาง
นี่อาจเป็นความหมายโดยพิสดารของคำว่า “เป็นนายเหนือตัวเอง” “จิตวิญญาณอิสระ โลกอิสระ”
แล้วก็นึกถึงที่ตัวเองเคยเขียนไว้นานแล้วใน “เซนกับบราซิลเลียนยูยิตสู” ในตอนจบ ผมนี้ เอ้อ…
ผมในตอนนั้น ก็เดินหน้ามาถึงตอนนี้ และก็ยังจะต้องเดินหน้าต่อไป
ทีนี้ยังมีปัญหาข้อหนึ่ง ซึ่งมักมาเป็นอารมณ์ขัดขวางผู้จะเดินทางพระนิพพานเสมอๆ ถ้าเกิดขึ้นในใจตนเองก็เป็นไปในรูปที่ว่า การดำเนินทางพระนิพพานมิเป็นการตัดช่องน้อยเอาตัวรอดไปหรือ? ถ้าเกิดขึ้นในใจผู้อื่นก็จะมาถึงผู้ดำเนินทางพระนิพพานในรูปลักษณะคำขู่ขวัญ เหมือนคำพญามารขู่พระบรมศาสดาคราวตัดสินพระทัยจะเสด็จออกบรรพชา แสวงหาโมกขธรรมคือพระนิพพานว่า “ท่านเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น เอาแต่ตัวรอด ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่หมู่คณะ ฯลฯ แต่บางทีก็มาในรูปลักษณะคำลวง เป็นต้นว่า รอก่อน ยังไม่ถึงเวลาจะรีบร้อนไปไหน สมบัติวิเศษหรือยศศักดิ์อย่างนั้นๆ กำลังรอท่านอยู่ มิช้ามินานก็จะมาถึงเสวยสมบัติเห็นปานนั้นให้อิ่มหนำสำราญก่อนเถิด จึงค่อยไป ฯลฯ” เพื่อแก้ปัญหาข้องใจอันนี้ให้ตกไป ข้าพเจ้าจะเยืองความให้เห็นเหตุผลพอเป็นแนวคิดดังต่อไปนี้.
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือช่วยหมู่คณะ ย่อมมีทางหลายทางมิใช่ทางเดียว แม้ผู้ปฏิบัติทางพระนิพพานก็ทำได้ และอาจทำได้ดีกว่าเสียอีก ไม่เห็นจะขัดข้องที่ตรงไหน มนุษย์ย่อมต้องการความช่วยเหลือในสิ่งซึ่งเขามองไม่เห็นมากกว่าในสิ่งที่เขามองเห็น ทางข้างหน้านั้นมนุษย์ส่วนมากมองไม่เห็น จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้มีตามองเห็น แม้แต่ในระยะชั่วชีวิตหนึ่งเขาก็ต้องพึ่งผู้มีตา อย่างต่ำก็วิ่งไปหาหมอดูให้ช่วยทำนายทายทักให้ ไฉนเล่าในกรณีย์ที่ไกลกว่านั้นเขาจึงจะไม่พึ่งผู้มีตา เป็นการแน่นอนที่สุดที่มนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีตาวันยังค่ำ ผู้ดำเนินทางพระนิพพานนั้นเป็นบุคคลผู้มีตา ย่อมรู้จักข้างหน้าข้างหลังและปัจจุบันได้ดีกว่าคนสามัญธรรมดา จึงอาจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในด้านนี้ได้ดี ในทางแนะนำให้เขาประกันภัยภายหน้าของเขาเอง และในบางคราวก็อาจต้องนำเขาออกจากภัยภายหน้านั้น แผ่คุณความดีให้เขา
ดังพระผู้เป็นเจ้าธรรมเสนาบดีด้วยกรสารีบุตร ได้ช่วยเปรตให้พ้นจากความเป็นเปรตมาแล้วเป็นตัวอย่าง ส่วนในการช่วยเหลือหมู่คณะที่ตนมีส่วนสัมพันธ์อยู่นั้นเล่า ก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างไกลกันตั้งแสนโยชน์ก็อาจช่วยเหลือกันได้ ไม่จำเป็นจะต้องคลุกคลีในหมู่คณะเสมอไป พระมหากัสสปเถระถืออยู่ป่าเป็นวัตร ท่านก็สามารถนำหมู่คณะในทางพระธรรมวินัยได้ดี เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้วท่านก็ได้เป็นหัวหน้าทำปฐมสังคายนาพระธรรมวินัย เป็นแบบฉบับที่ยั่งยืนมาถึงทุกวันนี้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระหลบหนีจากความวุ่นวายไปอยู่ในถ้ำแห่งอโธภาคบรรพต ปากน้ำคงคาเป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี เมื่อคราวจำเป็นแห่งพระพุทธศาสนา หมู่คณะต้องการตัวท่านมาเป็นหัวหน้าทำการสังคายนาพระธรรมวินัย ท่านก็ไปทำได้เป็นอย่างดี และดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่หลายไปยังนานาประเทศนอกชมพูทวีป สุวรรณภูมิ คือแหลมทองก็ได้รับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติบ้านเมืองมาแต่ครั้งนั้น ท่านที่ออกนามมาแล้วก็ปฏิบัติทางพระนิพพาน ปลีกตนออกห่างจากหมู่ที่วุ่นวาย ทำไมท่านจึงทำประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และหมู่คณะได้เล่า? ท่านทำได้ดีกว่าผู้วุ่นวายเหล่านั้นมิใช่หรือ?
ส่วนข้อที่มารลวงด้วยคำหวานหว่านล้อม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพูดมาก ถ้าท่านยังอาลัยอยู่ในกามสมบัติคือยศศักดิ์ศฤงคารบริวารลาภสักการะท่านก็ปฏิบัติตามทางพระนิพพานไม่ได้ เพราะทางพระนิพพานกับทางให้เกิดลาภยศเป็นคนละสาย มิใช่ทางเดียวกัน ท่านควรพิจารณาและตัดสินใจเองว่าจะเอาความสุขชั่วแล่น หรือความสุขถาวร ถ้าจะเอาความสุขชั่วแล่นก็จงทำตามคำของมาร แต่ถ้าต้องการความสุขถาวรก็จงเดินไปตามทางพระนิพพาน อย่าอาลัยในลาภยศเพียงชั่วแล่นนั้นเลย ถ้าเราทำดีเป็นคนดีที่หมู่คณะต้องการแล้ว ลาภยศมีมาเอง แม้ไม่ปรารถนาก็ต้องได้อยู่ดี จะไปอาลัยตายอยากเอาอะไรกัน เท่าที่เยืองความให้เห็นเหตุผลมาเพียงเท่านี้คงเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ ต่อไปนี้ก็หมดปัญหาที่จะแก้ไข ควรเตรียมพร้อมเพื่อรับคำแนะนำในวิธีเจริญวิปัสสนา เพื่อญาณทัสสนะที่ถูกต้องต่อไป.
ผมอ่านตรงนี้ สะดุ้งโหยงเลยครับ เพราะอะไรน่ะหรือ?
นานมาแล้ว ที่พอมีการแบ่งแยกนิกาย สร้าง “พุทธมหายาน” ขึ้นมา (ว่ากันว่าการสร้างมันขึ้นมาในชมพูทวีปนั้น เป็นเรื่องการเมืองสุดๆ คือเป็นการสร้าง “ผลิตภัณฑ์ใหม่” มาแข่งกับศาสนาฮินดู ซึ่งก็เป็นการ “รีแบรนดิ้ง” จากศาสนาพราหมณ์เดิมๆ ที่เคยโดยพุทธศาสนาที่เป็นคลื่นลูกใหม่เบียดแรงจนเกือบตกขอบมาแล้ว) และการตั้งชื่อว่า “มหายาน” นั้นก็เหมือนเป็นการเกทับอยู่ในทีว่า “ของเราดีกว่า” (ยานใหญ่กว่า ขนสรรพสัตว์ข้ามพ้นห้วงทุกข์) โดยบอกว่าพุทธศาสนาแบบที่มีมาแต่เดิมนั้น เป็น “หินยาน” (ยานเล็ก ยานคับแคบ เอาตัวเองรอดคนเดียว) จน “หินยาน” ต้องเปลี่ยนชื่อว่า “เถรวาท” เกกลับไป วาของเราสิเป็นคำสอนแบบ “ตรงแท้” ไม่บิดเบือน ผมจะขอจบเรื่องดราม่ามหากาพย์นี้ไว้แต่เพียงเท่านี้) ผมตกใจว่า ไม่คิดว่าจะมีพระที่เป็นเถรวาท กล้า “โต้กลับ” มหายานได้แรงปานนี้อยู่
เมื่อผมอ่านมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า หนทางแห่งธรรมะนี่มัน ต้องอาศัยจิตใจที่แน่วแน่ขนาดที่ต้อง “ไม่หวั่นไหว” (ฟุโด้ 不動) อย่างมาก แต่ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถวางใจของตนให้อยู่บนหนทางอย่างมั่นคงแน่วแน่ แบบไม่สนว่าจะช้าเร็วง่ายยาก บางที หนทางไปอาจจะเรียบง่ายกว่าที่คิดก็ได้ (เราอาจกลัวว่ามันฟังดูยากเพราะไม่ได้ทำ ถ้าทำอาจไม่ยากอย่าที่คิดก็ได้)
ผมบอกได้แค่ว่า ใกล้จะจบซีรี่ส์นี้แล้วครับ
สัปดาห์หน้า จะขอเข้าสู่หัวข้อ อาสวักขยญาณ อันเป็นข้อสุดท้ายในอภิญญา ๖ นะครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (14) กระจกกระจ่างน้ำนิ่ง
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (11) ดู SPRIGGAN แล้วก็ย้อนกลับไปนึกถึง ต่วย’ตูนพิเศษ!?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (13) ตื่นหรือหลับบังคับได้
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (12) หูพันลี้ ตาพันลี้
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ
#เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (15) พลังแห่งทางสายกลาง
อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้ซึ่งเขาให้มาเรียนหนังสือแต่เผลอไปเรียนดาบอิไอด้วย (แถมไอคิโดอีกเล็กน้อย) ณ ปี 2025 เดินมาในวิถีแห่ง BJJ มาได้ครึ่งทางแล้ว (พร้อมกับฟื้นฟูการฝึกดาบอิไอด้วย) และยังตั้งใจศึกษา ธรรมะ ปรัชญาชีวิต ผ่านการฝึกในโรงยิม (และที่บ้าน) เช่นเดิม


