จัดทัพ 163 เก้าอี้นายพล ก.ตร. ถกมาราธอน 9 ชม. ปิดดีลโผสีกากี 69 วางหมากรุกฆาตรับมืออาชญากรรมไซเบอร์-ทุจริต

Published on 29 ส.ค. 2026

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วานนี้ (28 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 เพื่อพิจารณาวาระสำคัญในการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ลงมาถึงระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569 รวมตำแหน่งว่างทั้งสิ้น 163 ตำแหน่ง

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเข้มข้น โดยก่อนเริ่มการประชุม อนุทินได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ามีอาการป่วยและเจ็บคอ กระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. หลังการประชุมดำเนินไปเกือบ 3 ชั่วโมง นายอนุทินได้เรียก พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าหารือ ซึ่งคาดว่าเป็นการพิจารณาข้อมูลการโยกย้ายในบางตำแหน่งที่ยังต้องหาความลงตัว

ต่อมาในเวลา 17.57 น. อนุทินได้เดินทางกลับ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า “การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์” หลังจากนั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมบอร์ดกลั่นกรองต่อทันทีเพื่อพิจารณารายละเอียดเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ในเวลา 21.00 น. อนุทินได้เดินทางกลับเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง จนกระทั่งการประชุมเสร็จสิ้นในเวลา 23.00 น. รวมใช้เวลาการประชุมยาวนานเกือบ 9 ชั่วโมง (สืบเนื่องจากการประชุมบอร์ดกลั่นกรองก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ใช้เวลากว่า 19 ชั่วโมง)

การแต่งตั้งในระดับบริหารสูงสุด ยึดโยงกับหลักอาวุโสเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยระดับ รอง ผบ.ตร. (ว่าง 3 ตำแหน่ง) ได้แก่ พล.ต.ท. ณพวัฒน์ อารยางกูร และ พล.ต.ท. กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.ท. ธนพล ศรีโสภา เลื่อนเป็น จตช. พร้อมโยก พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จาก จตช. มาเป็น รอง ผบ.ตร.

ส่วนระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ว่าง 6 ตำแหน่ง) พิจารณาตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท. สันติ ชัยนิรามัย, พล.ต.ท. นิธิธร จินตกานนท์, พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง, พล.ต.ท. กฤษกร พลีธัญญวงศ์ เลื่อนเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท. พิสิฐ ตันประเสริฐ พร้อมด้วย พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร เลื่อนเป็น รอง จตช. โดยมีการโยก พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ จาก รอง จตช. มาเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ความน่าสนใจของการจัดทัพครั้งนี้อยู่ที่ระดับ ผู้บัญชาการ (ผบช.) ซึ่งแม่ทัพหน่วยหลักยังคงรักษาเก้าอี้เดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจในการสานต่องานสำคัญ อาทิ พล.ต.ท. สยาม บุญสม (ผบช.น.), พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย (ผบช.ก.), พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ (ผบช.ตชด.) และ พล.ต.ท. ยศวินท์ หรรษมนตร์ (ผบช.ส.)

ขณะเดียวกัน การขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งอื่นๆ ล้วนแฝงนัยยะถึงการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการผลักดัน พล.ต.ต. ทินกร รังมาตย์ มือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. (ตำรวจไซเบอร์) และการขยับ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว มือปราบคดีทุจริต เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นการวางกำลังสายปฏิบัติการ (สายบู๊) เข้าควบคุมหน่วยงานที่ต้องรับมือกับคดีที่มีความซับซ้อน

ส่วนตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อาทิ:

  • พล.ต.ท. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ โยกเป็น ผบช.สตม. (ตรวจคนเข้าเมือง)
  • พล.ต.ท. ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง โยกเป็น ผบช.ปส. (ปราบปรามยาเสพติด)
  • พล.ต.ต. พงษ์สยาม มีขันทอง เลื่อนเป็น ผบช.ทท. (ตำรวจท่องเที่ยว)
  • พล.ต.ต. พิทักษ์ อุทัยธรรม เลื่อนเป็น ผบช.สกบ.

ในส่วนของระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) มีรายงานว่าผู้ที่ครองตำแหน่งครบ 4 ปี ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งประมาณ 5-6 ราย (คิดเป็น 5% ของตำแหน่งว่าง) โดยมีการขยับสายปฏิบัติการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ อาทิ พล.ต.ต. ประสงค์ อานมณี โยกเป็น ผบก.สปพ. (191), พล.ต.ต. พรศักดิ์ เลารุจิราลัย โยกเป็น ผบก.รน. (ตำรวจน้ำ) และ พ.ต.อ. บุญลือ ผดุงถิ่น เลื่อนเป็น ผบก.ทล. (ตำรวจทางหลวง)

ภาพรวมของการแต่งตั้งนายพลตำรวจทั้ง 163 ตำแหน่งในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการโยกย้ายตามวาระประจำปี แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อส่งสัญญาณว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ทั้งการจัดระเบียบสังคม การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างแท้จริง