
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ย.69) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังได้ข้อสรุปการหารือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จำนวน 1 ล้านสิทธิ โควตาสูงสุด 5 สิทธิต่อคน วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท ภายใต้วงเงินกู้จาก พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 50,000–60,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้ประชาชนและผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ตั้งแต่วันที่ 1–25 ตุลาคม 2569 เบื้องต้นจะมีการเตรียมระบบให้พร้อมใช้งานอย่างเสถียรไปพร้อมกับช่วงลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย และเปิดให้เดินทางใช้สิทธิได้วันแรกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
ขณะที่การใช้สิทธิจะแบ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง โดยสามารถใช้สิทธิในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่องดใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่ และไม่ให้ใช้สิทธิกระจุกตัว ซึ่งอาจทำให้การกระตุ้นท่องเที่ยวไม่เป็นผลสำเร็จที่ชัดเจน และจะกลับมาใช้สิทธิได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
สำหรับสิทธิประโยชน์หลักมีดังนี้ 1. สนับสนุนค่าห้องพักในรูปแบบอัตราคงที่ (Flat Rate) จ่ายตามจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน และ 2. คูปองท่องเที่ยว (Voucher) สำหรับใช้จ่ายที่ร้านอาหาร สปา นวด รถรับจ้าง และกิจกรรมอื่น ๆ ในรูปแบบร่วมจ่าย (Co-pay) 50% โดยรัฐบาลสนับสนุนสูงสุด 1,500 บาทต่อสิทธิสำหรับเมืองหลัก และสูงสุด 2,000 บาทต่อสิทธิสำหรับเมืองรอง
“โควตาต่อบุคคล ประชาชน 1 คน สามารถรับสิทธิได้สูงสุด 5 สิทธิ (5 คืน) เช่น หากใช้สิทธิเต็มแม็กซ์ 5 คืนในเมืองรอง จะได้รับเงินสนับสนุนรวมสูงสุดถึง 17,500 บาทต่อคน แบ่งเป็นค่าที่พัก 7,500 บาท และคูปองเมืองรองรวม 10,000 บาท ส่วนกรณีใช้สิทธิห้องพักและคูปองไม่เต็มยอด เงินจะถูกทบเพิ่มสิทธิใหม่” นายสุรศักดิ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญในการกำหนดเงื่อนไขและการป้องกันการทุจริต เนื่องจากมีการดำเนินโครงการลักษณะนี้มาหลายครั้ง และมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีการตรวจสอบและขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) โรงแรมที่ทำผิดมากกว่า 1,400 ราย และในครั้งนี้จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะมีการควบคุมผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อไม่ให้ขึ้นราคาจนเกินจริง และต้องแจ้งราคาห้องพัก ณ ตอนลงทะเบียน ซึ่งจะมีการเทียบราคาห้องพักทุกช่วงเดือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังสามารถปรับราคาขึ้นได้ไม่เกิน 10% เพื่อให้ราคาห้องพักสอดรับกับวงเงินที่สนับสนุนมากที่สุด หากเกินกว่านี้จะถือเป็นการทุจริตโดยตั้งใจและถูกขึ้นบัญชีดำ
ส่วนคุณสมบัติผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ รัฐบาลค่อนข้างเปิดกว้าง โดยเฉพาะรายย่อยในเมืองรอง และต้องเป็นธุรกิจของคนไทยที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ส่วนโรงแรมที่ยังไม่มีใบอนุญาตถูกต้องแต่มีการเสียภาษีเข้าระบบ ก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยดึงเข้าสู่ระบบจดทะเบียนอย่างถูกต้องต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“สุรศักดิ์” เผย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขยายสิทธิ 1 ล้าน ใช้งบ 3.5 พันลบ. พร้อมใช้ ธ.ค.นี้
“บล.กสิกรไทย” ชี้ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หนุนท่องเที่ยว-บริโภค ชู ERW-AOT-CRC เด่น