คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต

Published on 12 ก.ย. 2026

สัดส่วนคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ระบุว่าไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานเลยพุ่งทะลุ 20% เป็นครั้งแรก ตามผลสำรวจของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่จำนวนลูกที่ผู้คนต้องการมีก็ลดลงต่อเนื่อง

  • ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก
  • คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย
  • แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน

ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่าในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี มีผู้ชาย 24% และผู้หญิง 21.5% ที่วางแผนจะครองตัวเป็นโสดตลอดไป

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 1940 โดยรายงานตั้งข้อสังเกตว่าบางส่วนเป็นคนที่เคยอยากแต่งงานในสักวันหนึ่ง แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง จนสุดท้ายเลิกล้มความคิดนั้นไปเลย

ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก

สัญญาณที่ชัดไม่แพ้กันคือสัดส่วนคนโสดที่ยังตั้งใจจะแต่งงานในอนาคต ซึ่งลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรกทั้งชายและหญิง

โดยผู้ชายที่ระบุว่าตั้งใจจะแต่งงานในสักวันอยู่ที่ 75.1% ลดลงจาก 81.4% ในการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้หญิงลดจาก 84.3% เหลือ 77.8%

มุมมองต่อการแต่งงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ที่มองว่าการแต่งงานมีข้อดีลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56.3% ในผู้ชาย และ 63.4% ในผู้หญิง

หากมองจากอีกด้าน ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเลยเพิ่มขึ้นเป็น 42.8% จาก 35.3% ในการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างให้เปลี่ยนใจได้ เพราะราว 40-50% ของผู้ที่บอกว่าไม่อยากแต่งงานระบุว่าความคิดอาจเปลี่ยนไป หากเจอคนที่ใช่ หรือมีรายได้และเงินเก็บมากกว่านี้

อีกตัวเลขที่สะท้อนสภาพความสัมพันธ์ของคนรุ่นนี้คือผู้ชาย 42.3% และผู้หญิง 36.7% ระบุว่าไม่เคยคบหาเพศตรงข้ามมาก่อนเลย

คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย

ในฝั่งของการมีลูก ผลสำรวจพบว่าคนโสดอายุ 18-34 ปีมากกว่า 30% ไม่ต้องการมีลูก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลที่เทียบเคียงกันได้ในปี 2002

เมื่อแยกตามเพศ ผู้ชายโสด 33% ระบุว่าไม่ต้องการมีลูกเลย เพิ่มขึ้น 9.8 จุดจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2021 ส่วนผู้หญิงเพิ่มขึ้น 8.8 จุด มาอยู่ที่ 32.4%

จำนวนลูกที่คนโสดต้องการโดยเฉลี่ยก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยผู้ชายอยู่ที่ 1.3 คน และผู้หญิง 1.36 คน เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่ทั้งสองเพศอยู่ที่ 1.56 คนเท่ากัน

หากดูเฉพาะกลุ่มคนโสดที่ยังต้องการแต่งงาน ตัวเลขจะสูงกว่านั้นแต่ก็ยังลดลง โดยผู้หญิงอายุ 18-34 ปีต้องการลูกเฉลี่ย 1.7 คน ลดลง 0.09 จากการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้ชายลดลงมากกว่าที่ 0.19 มาอยู่ที่ 1.64 คน

เจ้าหน้าที่ของสถาบันมองว่าวิถีชีวิตและค่านิยมที่หลากหลายขึ้น รวมถึงความกังวลด้านการเงิน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการมีลูกน้อยลง

สำหรับคู่สมรสนั้น จำนวนลูกในอุดมคติเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18 คน ลดลงจาก 2.25 คนในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2021 ขณะที่จำนวนลูกที่วางแผนจะมีจริงลดลงต่ำกว่า 2 คนเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ มาอยู่ที่ 1.95 คน

สำหรับคู่ที่แต่งงานมาไม่เกิน 4 ปี ทั้งจำนวนลูกในอุดมคติและจำนวนที่วางแผนจะมีต่างต่ำกว่า 2 คนทั้งคู่ ส่วนคู่ที่แต่งงานมาแล้ว 15-19 ปี มีจำนวนลูกจริงเฉลี่ย 1.86 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

เหตุผลที่คู่สมรสระบุมากที่สุดว่าทำให้มีลูกไม่ได้ตามที่ต้องการคือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาที่สูงเกินไป ซึ่งอยู่ที่ 52.9%

ตามมาด้วยการไม่อยากมีลูกตอนอายุมากที่ 35% และการรับภาระทางร่างกายและจิตใจในการเลี้ยงลูกไม่ไหวที่ 27.8%

แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน

อีกความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือวิธีที่คู่รักพบกัน โดยในกลุ่มที่แต่งงานครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 มีถึง 20.2% ที่ระบุว่าพบกันทางออนไลน์ รวมถึงผ่านแอปหาคู่

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 11% ในการสำรวจครั้งก่อน และขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่องทางดั้งเดิม ทั้งการพบกันที่ทำงานซึ่งอยู่ที่ 20.9% และการรู้จักผ่านเพื่อนหรือพี่น้องที่ 20.2%

ฉากหลังของตัวเลขทั้งหมดนี้คือญี่ปุ่นที่ยังรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามพลิกสถานการณ์มาแล้วก็ตาม โดยจำนวนการเกิดลดลงอย่างมากจาก 2.09 ล้านคนในปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในยุคเบบี้บูมระลอกที่ 2

สำหรับวิธีการสำรวจนั้น สถาบันได้จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดและการแต่งงานมาราวทุก 5 ปีนับตั้งแต่ปี 1940 โดยรอบล่าสุดจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

แบบสอบถามถูกส่งไปยังคนโสด 15,000 คน และคู่สมรส 10,000 คู่ ซึ่งมีอัตราการตอบกลับ 42.7% และ 47.9% ตามลำดับ คิดเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงจากคนโสด 6,756 คน และคู่สมรส 5,024 คู่

ทั้งนี้ สถาบันระบุว่าจะวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุใดคนจึงต้องการแต่งงานน้อยลง และเหตุใดคู่สมรสจึงวางแผนมีลูกน้อยกว่าจำนวนที่ตัวเองมองว่าเหมาะสม โดยหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการรับมือปัญหาเหล่านี้ได้

ภาพ : VTT Studio / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD