บีโอไอยกระดับติดตามเม็ดเงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับส่งเสริมเป็นรายไตรมาส พบไตรมาส 2/2569 เงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% ขณะที่ครึ่งปีแรกแตะ 535,800 ล้านบาท โต 27% โดย AI และเทคโนโลยีดิจิทัลขึ้นแท่นกลุ่มลงทุนสูงสุดกว่า 127,000 ล้านบาท พร้อมคาดสร้างงานคนไทยกว่า 630,000 ตำแหน่ง
บีโอไอเดินหน้าตามนโยบายของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการติดตามผลจากเดิมที่เน้นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริง เป็นรายไตรมาส
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ เพื่อสะท้อนว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมสามารถเดินหน้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงช่วยให้ภาครัฐมองเห็นปัญหาและเร่งแก้ไขอุปสรรคของโครงการได้เร็วขึ้น
ครึ่งปีแรกลงทุนจริงกว่า 5.35 แสนล้าน
ข้อมูลล่าสุดพบว่า ใน ไตรมาส 2 ปี 2569 มีเงินลงทุนจริงจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อรวมกับไตรมาสแรก ทำให้ช่วง ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงแล้วกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ที่สำคัญ โครงการเหล่านี้คาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง และกว่า 60% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมไม่ได้หยุดอยู่ที่ขั้นตอนการอนุมัติ แต่เริ่มเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ทั้งการก่อสร้างโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักร การผลิต และการจ้างงาน
AI ขึ้นแท่นเครื่องยนต์ลงทุนใหม่
เมื่อพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่มีเงินลงทุนจริงสูงสุดในไตรมาส 2 คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยมูลค่ากว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาส
มูลค่าการลงทุนในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการพัฒนาโมเดล AI แต่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HDD เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการลงทุนไทยอย่างชัดเจน เพราะ AI กำลังสร้างความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผล
พลังงานสะอาด–อาหาร–วัสดุ–ยานยนต์ ยังเดินหน้า
นอกจาก AI แล้ว การลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญอื่นยังขยายตัวต่อเนื่อง
- พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
- เกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%
- แร่ โลหะ และวัสดุ 21,000 ล้านบาท
- ยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%
ภาพรวมจึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ยังเห็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของประเทศด้วย
โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งเพื่อควบคุมต้นทุนระยะยาวและรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
จากยอดส่งเสริม สู่การวัดผลจากเงินที่ลงจริง
การปรับวิธีติดตามของบีโอไอมีนัยสำคัญต่อการประเมินประสิทธิผลของนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพราะมูลค่าคำขอหรือมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในทันที
การติดตาม Real Investment จึงทำให้เห็นภาพตั้งแต่โครงการเริ่มก่อสร้าง สั่งซื้อเครื่องจักร ไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการ และช่วยให้ภาครัฐสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ทำให้โครงการล่าช้าได้ตรงจุด
ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว โดยใช้กลไก Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกให้โครงการสำคัญ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อกปัญหาด้านต่าง ๆ
เป้าหมายสำคัญคือทำให้โครงการสามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนส่งต่อไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และเศรษฐกิจโดยรวม
“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว