ลูกมีไข้ ปวดหัว สู่ภาวะโคม่าภายใน 2 วัน หมอวินิจฉัย ไข้สมองอักเสบเจอี | theAsianparent Thailand

Published on 20 ส.ค. 2026

ลูกมีไข้ ปวดหัว ดูเหมือนอาการไข้หวัดธรรมดาที่คุณแม่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตนะคะ แต่สำหรับเด็กชายวัย 9 ขวบรายหนึ่งในเวียดนาม อาการเริ่มต้นที่ดูไม่มีอะไรกลับลุกลามอย่างรวดเร็ว จนหมดสติและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น แพทย์วินิจฉัยว่าเด็กป่วยเป็น “ไข้สมองอักเสบเจอี” (Japanese Encephalitis) โรคติดเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง และสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตหรือพิการถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

theAsianparent ชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักโรคไข้สมองอักเสบเจอีให้มากขึ้น ทั้งสาเหตุ อาการเตือนที่ต้องสังเกต วิธีรักษา และการป้องกันด้วยวัคซีน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจค่ะ

สารบัญ

สรุปสั้นๆ

  • ไข้สมองอักเสบเจอีเกิดจากไวรัสที่มียุงรำคาญ (Culex) เป็นพาหะ ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง
  • เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือใกล้แหล่งเลี้ยงสัตว์
  • อาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะเจาะจง คล้ายไข้หวัดทั่วไป จึงอาจทำให้พลาดการสังเกตในระยะแรก
  • หากอาการลุกลาม อาจทำให้เกิดอาการชัก ซึม หมดสติ และอ่อนแรง/เป็นอัมพาตได้ภายใน 1-2 วัน
  • ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะ การป้องกันด้วยวัคซีนจึงมีความสำคัญที่สุด ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัด
  • เด็กไทยสามารถรับวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีได้ฟรี ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

ไข้สมองอักเสบเจอี คืออะไร

ไข้สมองอักเสบเจอี หรือโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจแปนนีส (Japanese Encephalitis: JE) คือโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อสมอง เกิดจากไวรัสเจอี (Japanese Encephalitis Virus: JEV) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (Flavivirus) กลุ่มเดียวกับไวรัสไข้เลือดออกและไข้เหลือง องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสในหลายประเทศทั่วเอเชีย โดยมีรายงานผู้ป่วยราว 68,000-100,000 รายต่อปี และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีค่ะ

สาเหตุและการติดต่อของโรค

ไข้สมองอักเสบเจอีติดต่อผ่านการถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสกัด โดยเฉพาะยุงรำคาญสายพันธุ์ Culex tritaeniorhynchus ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ (CDC) ยุงชนิดนี้มักได้รับเชื้อมาจากสัตว์ที่เป็นแหล่งเพิ่มจำนวนไวรัส เช่น สุกรและนกน้ำ ก่อนจะแพร่เชื้อต่อมายังคนผ่านการกัด ที่สำคัญคือโรคนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือที่โรงเรียนค่ะ

ทำไมเด็กจึงเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่

งานทบทวนวิชาการที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล PMC ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) อธิบายว่า ในพื้นที่ที่มีโรคนี้ชุกชุมมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการสัมผัสเชื้อตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ทำให้กลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุดจึงเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่เคยสัมผัสเชื้อหรือยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน ยิ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท ใกล้นาข้าวหรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ

เด็กชาย 9 ขวบ เริ่มมีไข้ ปวดหัว สู่ภาวะโคม่าภายใน 2 วัน

ตามรายงานข่าวของสื่อเวียดนาม เด็กชายวัย 9 ขวบรายหนึ่งทางภาคเหนือของเวียดนาม เริ่มมีอาการไข้สูงและปวดศีรษะขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลังกินยาลดไข้ไปหนึ่งวันอาการก็ไม่ดีขึ้น ไข้ยังคงสูงต่อเนื่อง ปวดหัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาเจียนและคลื่นไส้ ครอบครัวจึงรีบพาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

แต่เพียงวันเดียวถัดมา อาการของเด็กกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว เริ่มพูดไม่ได้ กินอาหารไม่ได้ และในที่สุดก็หมดสติเข้าสู่ภาวะโคม่า แพทย์จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลระดับจังหวัดและโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคเขตร้อนตามลำดับ ผลตรวจยืนยันว่าเด็กป่วยเป็นไข้สมองอักเสบเจอี ขณะเข้ารับการรักษา เด็กอยู่ในภาวะโคม่า หายใจล้มเหลว และมีอาการแขนขาอ่อนแรง แพทย์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาค่ะ

หลังการรักษาต่อเนื่องราว 2 สัปดาห์ อาการของเด็กจึงค่อย ๆ ดีขึ้น สามารถหายใจได้เองและถอดเครื่องช่วยหายใจได้สำเร็จ แต่ทีมแพทย์ผู้ดูแลยังคงเน้นย้ำว่าร่างกายของเด็กยังอ่อนแอ จำเป็นต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น ภาวะชัก อย่างใกล้ชิดต่อไป

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ไข้สมองอักเสบเจอีสามารถลุกลามจากอาการที่ดูไม่รุนแรงไปสู่ภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามอาการไข้และปวดหัวที่ไม่ดีขึ้นตามปกตินะคะ

อาการไข้สมองอักเสบเจอีในเด็ก สังเกตอย่างไร

ไข้สมองอักเสบเจอี

อาการระยะเริ่มต้น

ตามข้อมูลของ CDC ระยะฟักตัวของโรคหลังถูกยุงกัดอยู่ที่ประมาณ 5-15 วัน โดยอาการเริ่มต้นมักไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน และอ่อนเพลีย ในเด็กโตที่สามารถสื่อสารได้ อาจบอกอาการปวดหัวได้ชัดเจน แต่ในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้ มักแสดงออกผ่านการร้องไห้งอแงผิดปกติ ซึมลง หรือไม่ยอมดูดนม/กินอาหารตามปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณที่คุณแม่ควรสังเกตให้ดีค่ะ

อาการเมื่อโรคลุกลามรุนแรง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในรายที่อาการลุกลาม จะมีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปวดศีรษะรุนแรงขึ้น คอแข็ง สับสน มึนงง และในบางรายอาจมีอาการชัก อ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต ไปจนถึงหมดสติเข้าสู่ภาวะโคม่า โดยอาการชักพบได้บ่อยเป็นพิเศษในผู้ป่วยเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างทันท่วงที อาการอาจทรุดลงจนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ

ทำไม ไข้สมองอักเสบเจอี จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็น ไข้หวัดธรรมดา

จุดที่ทำให้โรคนี้อันตรายคือ อาการช่วงแรกแทบไม่ต่างจากไข้หวัดหรือไข้ไวรัสทั่วไปที่พบได้บ่อยในเด็ก ทำให้ครอบครัวจำนวนมากเลือกดูแลอาการที่บ้านด้วยยาลดไข้ก่อน โดยไม่ทันสังเกตว่าอาการปวดหัวและไข้ที่ไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ร้ายแรงกว่านั้น การแยกความแตกต่างจึงควรอาศัยการสังเกตแนวโน้มของอาการ มากกว่าดูแค่อาการเริ่มต้นเพียงอย่างเดียวค่ะ

การวินิจฉัยและการรักษาไข้สมองอักเสบเจอี

แพทย์จะวินิจฉัยไข้สมองอักเสบเจอีโดยอาศัยอาการทางคลินิกร่วมกับการตรวจเลือดหรือน้ำไขสันหลังเพื่อยืนยันการติดเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะสำหรับรักษาโรคนี้โดยตรง แนวทางหลักตามคำแนะนำของ WHO และ CDC คือการรักษาแบบประคับประคองและช่วยชีวิต ได้แก่ การควบคุมภาวะสมองบวม ป้องกันและควบคุมอาการชัก ช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจในรายที่หายใจล้มเหลว ตลอดจนเฝ้าระวังและจัดการภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรกอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้ค่ะ

ผลกระทบระยะยาวหลังจากป่วยไข้สมองอักเสบเจอี

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองอาจสูงถึงร้อยละ 30 และในกลุ่มผู้ที่รอดชีวิต ประมาณร้อยละ 30-50 อาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางระบบประสาท สติปัญญา หรือพฤติกรรมในระยะยาว เช่น ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การเรียนรู้ หรือการเข้าสังคม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่องจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ลูกป่วยตั้งแต่แรกจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ

เปรียบเทียบ: ไข้หวัดทั่วไป VS ไข้สมองอักเสบเจอี

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่แยกแยะได้ง่ายขึ้น ลองเปรียบเทียบลักษณะอาการสำคัญระหว่างไข้หวัดทั่วไปกับไข้สมองอักเสบเจอีตามตารางด้านล่างนี้ค่ะ

หัวข้อ

ไข้หวัด/ไข้ไวรัสทั่วไป

ไข้สมองอักเสบเจอี

อาการเริ่มต้น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะรุนแรง อ่อนเพลีย
ระยะเวลาดำเนินโรค อาการดีขึ้นเองใน 3-5 วัน อาจทรุดลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน
อาการทางระบบประสาท ไม่พบ ซึม ชัก หมดสติ อ่อนแรง/อัมพาตบางส่วน
ความจำเป็นต้องพบแพทย์ สังเกตอาการที่บ้านได้ ควรพบแพทย์ทันทีหากสงสัย
แนวทางป้องกัน ล้างมือ พักผ่อนให้เพียงพอ ฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ + ป้องกันยุงกัด

การป้องกัน ไข้สมองอักเสบเจอีในเด็ก

วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี

วัคซีนไข้สมองอักเสบ JE ถือเป็นเครื่องมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน โดยวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิดหลัก ดังตารางค่ะ

ชนิดวัคซีน จำนวนเข็ม ช่วงอายุที่แนะนำ
ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live attenuated) 2 เข็ม เข็มแรกอายุ 1 ปี เข็มที่ 2 เมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน
ชนิดเชื้อตาย (Inactivated) 3 เข็ม เข็มแรกอายุ 6 เดือนขึ้นไป เข็มที่ 2 ฉีดห่างจากเข็มแรก 4 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ฉีดกระตุ้นห่างจากเข็มแรก 1 ปี

หากบุตรหลานได้รับวัคซีนล่าช้าหรือไม่ครบตามกำหนด คุณพ่อคุณแม่สามารถพาไปรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มนับเข็มใหม่ทั้งหมดค่ะ

ไข้สมองอักเสบเจอี

ป้องกันยุงกัดและจัดการสิ่งแวดล้อม

นอกเหนือจากวัคซีน การป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือฤดูร้อนที่อากาศร้อนชื้นเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุง คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดแขนขา ใช้มุ้งหรือมุ้งลวดกันยุง ทายากันยุงชนิดที่ปลอดภัยสำหรับเด็กตามช่วงวัย และช่วยกันกำจัดแหล่งน้ำขังบริเวณรอบบ้านซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่สำคัญค่ะ

เช็กลิสต์: เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรง
  • อาเจียนบ่อย ซึมลงกว่าปกติ หรือรู้สึกตัวช้าลง
  • ในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้ มีอาการร้องไห้งอแงผิดปกติต่อเนื่อง
  • มีอาการชัก แขนขาอ่อนแรง หรือขยับตัวได้น้อยลง
  • คอแข็ง ก้มคอลำบากกว่าปกติ
  • ซึมจนปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ

FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเกี่ยวกับ ไข้สมองอักเสบเจอี

1. ไข้สมองอักเสบเจอีติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่

ไม่ติดต่อโดยตรงจากคนสู่คนค่ะ โรคนี้ต้องอาศัยยุงเป็นพาหะนำเชื้อ ตามข้อมูลของ CDC

2. เด็กวัยไหนเสี่ยงเป็นไข้สมองอักเสบเจอีมากที่สุด

เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีความเสี่ยงสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือใกล้แหล่งเลี้ยงสัตว์ ตามข้อมูลของ WHO

3. ไข้สมองอักเสบเจอีรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาเป็นแบบประคับประคองตามอาการ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งฟื้นตัวได้ดี แต่บางรายอาจมีผลกระทบทางระบบประสาทระยะยาว

4. ไข้สมองอักเสบเจอีพบบ่อยช่วงไหนของปี

มักพบบ่อยในช่วงฤดูฝนหรือฤดูร้อนที่อากาศร้อนชื้น ซึ่งเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงพาหะ

5. อาการไข้สมองอักเสบเจอีต่างจากไข้เลือดออกอย่างไร

 ไข้เลือดออกมักมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังหรือผื่นร่วมด้วย ส่วนไข้สมองอักเสบเจอีจะเน้นไปที่อาการทางระบบประสาท เช่น ปวดหัวรุนแรง ซึม ชัก จึงควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยแยกโรคให้แน่ชัด

บทความจากพันธมิตร

6. ลูกเคยฉีดวัคซีนแล้ว ยังเสี่ยงเป็นไข้สมองอักเสบเจอีได้ไหม

วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ยังควรป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัดควบคู่กันไปด้วยค่ะ

ไข้สมองอักเสบเจอีเป็นโรคที่เริ่มต้นด้วยอาการที่ดูไม่รุนแรง แต่สามารถลุกลามเป็นภาวะวิกฤตทางสมองได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตอาการไข้และปวดหัวของลูกอย่างใกล้ชิด หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่รอช้า และที่สำคัญที่สุดคือการพาลูกไปรับวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ ควบคู่กับการป้องกันยุงกัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ค่ะ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ หากบุตรหลานของคุณมีอาการที่น่าสงสัยหรือมีข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ ควรรีบพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกบ่นมองไม่ชัด กว่าจะรู้ว่าลูกเป็น ตาขี้เกียจ ก็เกือบสายไป

แม่โพสต์อุทาหรณ์ ลูกติดเชื้อจากการหอมแก้ม จนช็อค! ต้องเข้าไอซียู

เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ หมอเตือน! 5 สถานที่เสี่ยงที่พ่อแม่ต้องระวัง

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569

ภาพประกอบจากโรงพยาบาล

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!