"สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ" เสนอพาณิชย์แก้โครงสร้างข้าวโพด ห่วงต้นทุน ฉุดส่งออกกว่า 2 แสนล้าน

Published on 27 ส.ค. 2026

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสนอ “ศุภจี” ทบทวนนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งห่วงโซ่ ชี้ไทยต้องการใช้กว่า 9 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงราว 5 ล้านตัน ขณะที่การควบคุมนำเข้าและเงื่อนไขซื้อข้าวโพดไทย 3 ต่อ 1 ทำให้วัตถุดิบยังไม่เพียงพอ เสนอรัฐรับภาระการช่วยเหลือเกษตรกรเอง เร่งออกหลักเกณฑ์นำเข้า WTO ปี 2570 ล่วงหน้า ขยายสิทธิสะสมปริมาณถึงมิถุนายนปีถัดไป และผ่อนสูตรนำเข้า 3:1 เหลือ 2:1 ชั่วคราว หวั่นต้นทุนปศุสัตว์กระทบศักยภาพส่งออกกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เสนอให้กำหนดนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการดูแลภาคปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่

หนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในนามสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยระบุว่า ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ควรมองเฉพาะราคาที่เกษตรกรผู้ปลูกได้รับ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย

สมาพันธ์ฯ เห็นว่า ที่ผ่านมารัฐยังไม่ได้มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดไทยเท่าที่ควร ทำให้ต้นทุนต่อผลผลิตของเกษตรกรอยู่ในระดับสูง และยังไม่สามารถหาข้อสรุปด้านราคาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้ เนื่องจากราคาที่เกษตรกรผู้ปลูกต้องการส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

เอกสารระบุด้วยว่า การผลักภาระการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดให้ภาคเอกชนรับผิดชอบต่อเนื่องมาหลายปีไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม โดยชี้ว่าต้นทุนภาคปศุสัตว์เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และการเติบโตของธุรกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1% ต่อปี ขณะที่ข้อร้องเรียนเรื่องราคาข้าวโพดจากเกษตรกรยังคงเกิดขึ้น

ไทยใช้ข้าวโพดกว่า 9 ล้านตัน ผลิตได้ราว 5 ล้านตัน

สมาพันธ์ฯ ระบุว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน จึงอยู่ในภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเมื่อเทียบกับความต้องการใช้จริง

แม้ภาคอาหารสัตว์สามารถใช้ข้าวและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบคาร์โบไฮเดรตทดแทนได้บางส่วน แต่มีข้อจำกัดทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการและราคา เนื่องจากข้าวและมันสำปะหลังมีตลาดส่งออกเป็นตลาดหลัก หากการส่งออกอยู่ในภาวะดี วัตถุดิบก็อาจถูกส่งออกหรือมีราคาสูงตามราคาตลาดส่งออก

ปัจจุบันรัฐเปิดให้นำเข้าข้าวสาลีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO แต่กำหนดเงื่อนไขให้ต้องรับซื้อข้าวโพดไทยเพื่อแลกกับสิทธินำเข้าในอัตรา 3 ต่อ 1 ทำให้ปริมาณนำเข้าถูกจำกัดตามจำนวนข้าวโพดไทยที่ซื้อ และยังไม่สามารถชดเชยปริมาณวัตถุดิบที่ขาดได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ การนำเข้าภายใต้กรอบ AFTA ยังมีข้อจำกัดจากปริมาณผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการปลอดการเผาและข้อจำกัดช่วงเวลานำเข้า ซึ่งทำให้ปริมาณนำเข้าลดลง

ห่วงต้นทุนฉุดส่งออกปศุสัตว์กว่า 2 แสนล้าน

สมาพันธ์ฯ ประเมินว่า นโยบายรักษาราคาข้าวโพดภายในประเทศในระดับสูง หากไม่ได้บริหารให้สมดุล อาจสร้างต้นทุนเพิ่มให้กับอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ และกระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

จึงเสนอหลักการสำคัญว่า การช่วยเหลือเกษตรกรด้านการเงินควรเป็นภาระของภาครัฐ ไม่ควรผลักภาระต่อไปให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ทั้งระบบสามารถเติบโตได้

พร้อมเสนอให้รัฐเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพด ลดพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย ส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดการเผา ลดการปล่อยคาร์บอน และดูแลประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

จี้ออกโควตา WTO ปี 2570 ล่วงหน้า 3 เดือน

สำหรับข้อเสนอด้านการนำเข้า สมาพันธ์ฯ เสนอให้รัฐเร่งออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ WTO สำหรับปี 2570 เนื่องจากประกาศปี 2569 จะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2569

พร้อมขอให้จัดสรรโควตานำเข้าให้แล้วเสร็จล่วงหน้า 3 เดือนก่อนประกาศเดิมหมดอายุ เพราะกระบวนการตั้งแต่สั่งซื้อ ขนส่ง จนถึงส่งมอบข้าวโพดจากต่างประเทศต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน

สมาพันธ์ฯ มองว่า หากประกาศหลักเกณฑ์ได้เร็ว ภาคธุรกิจจะสามารถทำสัญญาซื้อข้าวโพดในช่วงไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงผลผลิตสหรัฐออกสู่ตลาด และกำหนดการส่งมอบในช่วงหลังผลผลิตข้าวโพดไทยออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป เพื่อลดการทับซ้อนกับผลผลิตในประเทศและช่วยบริหารต้นทุนปศุสัตว์

ขอขยายสิทธิสะสมข้าวโพดถึง มิ.ย.ปีถัดไป

ข้อเสนอที่สอง คือขยายช่วงเวลาการใช้สิทธิ์จากการสะสมปริมาณรับซื้อข้าวโพดในประเทศเพื่อใช้ประกอบการนำเข้า จากเดิมสิ้นสุดปลายปี ไปถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป

สมาพันธ์ฯ ระบุว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กต้องใช้เวลาสะสมปริมาณรับซื้อกว่าจะครบตามเงื่อนไข ทำให้บางครั้งต้องนำเข้าวัตถุดิบในช่วงเดียวกับที่ผลผลิตข้าวโพดไทยออกสู่ตลาด หากขยายเวลาออกไปถึงเดือนมิถุนายน จะช่วยให้การนำเข้าถูกเลื่อนไปยังช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดน้อยลง

เสนอผ่อน 3:1 เหลือ 2:1 ชั่วคราว

ข้อเสนอที่สาม คือผ่อนปรนอัตราส่วนการนำเข้าข้าวโพด WTO และข้าวสาลี จากปัจจุบัน 3 ต่อ 1 เป็น 2 ต่อ 1 เป็นการชั่วคราวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม 2570 เพื่อรองรับความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบ

สมาพันธ์ฯ ประเมินว่า การผ่อนเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้มีวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มเข้าสู่ระบบไม่เกิน 800,000 ตัน ซึ่งยังไม่เกินปริมาณที่ขาดแคลน พร้อมช่วยลดความร้อนแรงของราคาข้าวโพดในช่วงปลายฤดู

นอกจากนี้ การกำหนดช่วงผ่อนปรนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม จะจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการนำเข้าในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตข้าวโพดไทยออกสู่ตลาด และเลื่อนการนำเข้าไปช่วงปลายฤดู ลดการทับซ้อนระหว่างวัตถุดิบนำเข้ากับผลผลิตภายในประเทศ

สมาพันธ์ฯ ยืนยันว่า ยังพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด แต่การบริหารราคาจำเป็นต้องดูแลทั้งสองด้านของตลาด คือช่วงผลผลิตออกมากต้องมีมาตรการประกันด้านราคาให้เกษตรกร ขณะเดียวกัน เมื่อผลผลิตลดลงหรือขาดแคลน ต้องมีกลไกให้ภาคปศุสัตว์สามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอในราคาที่เหมาะสมด้วย