สภาพัฒน์ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญไตรมาส 2/2569 เป็นเรื่องเนื้อหาออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม

Published on 24 ส.ค. 2026

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดทำรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ประจำปี 2569 ชี้สถานการณ์สังคมที่สำคัญ เกี่ยวกับเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์ม ดังนี้

Online Grooming: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือน

Online Grooming มักเริ่มจากการพูดคุยเอาใจใส่ ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีใครสักคนเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วนเด็กและเยาวชนอายุ 6-24 ปี ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 86.3 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 98.2 ในปี 2567

โดยในปี 2567 มีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 3.8 เท่าจากปี 2562 ขณะที่ปี 2568 มีเด็กหายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 19 คน จาก 11 คน จากปี 2567 

แม้เด็กจำนวนมากจะตระหนักได้ว่าการติดต่อหรือพบปะบุคคลแปลกหน้าผ่านอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยง ตามรายงาน Disrupting Harm in Thailand โดยมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชนทางเพศจากเด็ก, องค์การตำรวจสากล และ UNICEF พบว่า

เด็กร้อยละ 58 เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ แก่บุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์เปนพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก แต่เด็กร้อยละ 47 กลับเคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ขณะที่เด็กร้อยละ 10 เคยนัดพบบุคคลที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต โดยในกลุ่มนี้มีมากกว่าร้อยละ 50 ที่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขจากการพบปะดังกล่าว

ต่างประเทศได้มีการพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว ยกตัวอย่างกรณีประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ที่มีกฎหมายกำกับอายุขั้นต่ำผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยสภาพัฒน์เสนอให้ไทยมีการคุ้มครองเด็กให้นอกจากการใช้กฎหมาย ผ่านการสร้างภูมิคุมกันให้เด็กมีทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) และการรู้เท่าทันความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์

ละครแนวตั้ง: ความบันเทิงรูปแบบใหม่กับผลกระทบที่สังคมต้องจับตา

ปัจจุบัน ‘ละครแนวตั้ง (Vertical Drama)’ หรือละครสั้นที่แสดงภาพแนวตั้งในสัดส่วน 9:16 บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตโดยเฉพาะ กลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอยางรวดเร็วในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย 

ครึ่งแรกของปี 2568 ประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นละครแนวตั้งเป็นอันดับ 6 ของโลก และในไตรมาสแรกของปีเดียวกัน ผู้ใชในประเทศไทยใช้จ่ายผ่านการซื้อภายในแอปพลิเคชันของซีรีส์แนวตั้งราว 7.750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 252.952 ล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ความนิยมดังกล่าว สะท้อนถึงกำลังซื้อที่สามารถสนับสนุนการขยายตัวของตลาดเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งสภาพัฒน์มองว่านี่อาจเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง จึงเสนอให้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตและบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรับชมสื่อบันเทิงและเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งยังอาจสามารถใช้ละครแนวตั้งเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ควรพิจารณา ได้แก่ เนื้อหาดังกล่าวมันมีลักษณะเป็น ‘สูตรสำเร็จ’ อย่างการแก้แค้นหรือเนื้อหาบางอย่างที่ไม่เหมาะสม การใช้สื่อของกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กและผู้สูงวัย และการถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงทางออนไลน์ โดยทางประเทศจีนซึ่งเป็นต้นทางการผลิตเนื้อหาได้มีมาตรการกำกับเนื้อหาอย่างเข้มงวด โดยละครทุกเรื่องต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่

สภาพัฒน์มองว่า การควบคุมลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความคิดสร้างสรรค์และความหลากหลายของสื่อ จึงควรเปิดพื้นที่ให้ผูผลิตและกลไกตลาดมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของเนื้อหา ขณะที่ภาครัฐควรกำกับดูแลบางประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน เช่น การเผยแพรสื่อที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การหลอกลวงผู้บริโภค หรือการส่งเสริมกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ควบคู่กับการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วย

แรงงานแพลตฟอร์ม: เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การส่งอาหาร เดินทาง ส่งพัสดุ จนถึงบริการทำความสะอาด ซึ่งความสะดวกเหล่านี้ได้กลายเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ

ธนาคารโลก ประเมินว่า มีแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลกประมาณ 154-435 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.4-12.5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ขณะที่งานศึกษาของ TDRI พบว่า ในปี 2566 เพียง Grab แพลตฟอร์มเดียวก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 1.8 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 1.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง

แม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ แต่ระบบคุ้มครองแรงงานไทยในปัจจุบันกลับยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน โดยแบ่งผู้ทำงานเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ‘ลูกจ้าง’ และ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มมีลักษณะที่ก้ำกึ่งระหว่างสถานะดังกล่าว โดยถูกกำหนดให้อยู่ในสถานะ ‘ผู้ให้บริการอิสระ (Partner)’ ซึ่งถือเป็นผู้รับจ้างทำของในทางกฎหมาย

ช่องว่างที่เกิดขึ้นนำมาสู่ปัญหาที่แรงงานแพลตฟอร์มต้องเผชิญ เช่น รายได้และสวัสดิการที่ไม่มั่นคง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย และการบริหารจัดการขาดความโปร่งใสและอำนาจต่อรองจำกัด ซึ่งมีบางประเทศที่เริ่มขับเคลื่อนทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น อย่างอิตาลีและสเปนที่มีการออกกฎหมายเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์ม

สภาพัฒน์เสนอว่า ประเทศไทยควรนำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น การเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึม และการแจ้งล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานที่ส่งผลต่อแรงงาน และควรเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. …. ให้มีความเหมาะสมและมีผลบังคับใช้โดยเร็ว ควบคู่กับการส่งเสริมให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมตัวหรือจัดตั้งองค์กรผู้แทนแรงงานที่ได้รับการรับรอง เพื่อเป็นกลไกในการสะท้อนปัญหาและหารือมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมในอนาคต 

อ้างอิงจาก

nesdc.go.th