
“เอกนิติ” แจงเหตุขยายไทยช่วยไทย พลัส อีก 2 เดือน ยัน ไม่ใช่ประชานิยม-แจกไม่สิ้นสุด เผย กระจายเม็ดเงินกำลังซื้อทั่วประเทศ ช่วยดันยอดขายเดลิเวอรี่พุ่ง 200% ระบุ เลือกไม่อุ้มราคาน้ำมัน เพราะไทยไม่ได้ประโยชน์ ยํ้า ต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน เปิดใจ ปมทิ้งชีวิตราชการนั่ง รมว.คลัง
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงเหตุผลการขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ออกไป 2 เดือน ว่า โครงการนี้เกิดจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ราคาน้ำมันและราคาสินค้าแพงขึ้น รายได้ขึ้นไม่ทัน ทำให้คนซื้อของน้อยลง รัฐบาลจึงต้องออกกฏหมายพิเศษ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน ดังนั้น เราจึงช่วยลดค่าครองชีพผ่านโครงการนี้
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เราออกแบบให้รัฐจ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ทั้งนี้ ยอมรับว่า ทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัด แต่เราอยากช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าในตลาดกว่า 1.2 ล้านราย ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เม็ดเงินที่เข้าไปประคองกำลังซื้อ มีถึง 160,000 ล้านบาท มีร้านค้าในกรุงเทพฯ ที่ได้เม็ดเงินในส่วนนี้เพียง 16% ดังนั้นเงินจึงกระจายไปทั่วประเทศ
นอกจากนี้ เรายังเปิดช่องทางผ่านแอปเดลิเวอรี่ ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาว่า คนที่ขายก๋วยเตี๋ยวหรือส้มตำในตลาด สมัยก่อนเขาขายได้นิดเดียว แต่โครงการนี้เราเข้าไปสอนทักษะการขายของออนไลน์ ช่วยทำให้ยอดขายของเขาเพิ่มขึ้น 100-200% ซึ่งแม้จะจบโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในเฟสแรก เขาก็ยังขายได้อยู่
นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เราทราบดีว่าวิกฤตพลังงานยังไม่จบ เพราะสงครามในตะวันออกกลางยังดำเนินอยู่ ราคาน้ำมันยังพุ่งสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณเยียวยาประชาชนจากเงินกู้ วงเงิน 2 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ยังเหลืออยู่ประมาณ 46,000 ล้านบาท จึงคิดว่าต้องนำเงินที่เหลืออยู่นี้มาช่วยต่อ ขยายไปอีกสองเดือน
อย่างไรก็ตาม เราแก้แบบนี้ตลอดไปไม่ได้ เพราะเงินของรัฐบาลก็มีจำกัด จึงย้ำว่าวันนี้ต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยเงินกู้ 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง เช่นเรื่องไฟฟ้า 65% ของไทยผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากตอนออกกลาง ทำให้ราคาแพง เราจึงเปิดโอกาสให้ประชาชนติดโซล่าเซลล์ โดยอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดค่าไฟได้ 20-30% และยังสามารถขายไฟคืนให้กับรัฐกลับมาเป็นรายได้ได้ด้วย
เมื่อถามว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะกลายเป็นการแจกที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นภาพจำของประชานิยมหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ใช่เลย ถ้าวันนี้ตนจะหาเสียงทางการเมือง ตนก็คงไปเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทส่วนหลังมาเพิ่มให้ แล้วจ่ายไปเรื่อยๆ แต่เพราะเรายึดวินัยการคลัง จึงกำหนดว่าใช้แค่เฉพาะเงินกู้ 2 แสนล้านบาทส่วนแรก ส่วนสาเหตุที่ต้องทำ เพราะเรายังเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ไม่เร็ว มันต้องใช้เวลา แต่หากเมื่อไหร่เราทำได้ โครงการนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำ
เมื่อถามว่า หากนํ้ามันแพง ทำไมจึงไม่นำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมัน นายเอกนิติ กล่าวว่า มันก็ไม่จบสิ้น และเป็นการอุดชั่วคราว และหากเราไปอุดหนุน คนที่ได้ประโยชน์คือตะวันออกกลางที่ผลิตนํ้ามัน แต่หากอุดหนุนน้ำมันไบโอดีเซลที่เกษตรกรไทยสามารถผลิตเองได้ ก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในระยะยาว ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินจากตะวันออกกลางแพง คนก็จะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้น้ำมันไบโอดีเซล
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงผลประโยชน์ของประเทศไทย จากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank วันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ว่า การประชุมนี้เป็นการประชุมระดับโลก ที่มีรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าฯแบงค์ชาติจากทั่วโลกมาร่วมประชุม ซึ่งจะก่อให้เกิดกำลังซื้อจำนวนมากมาที่เมืองไทย และส่วนใหญ่เป็นนายธนาคาร ซึ่งมีกำลังซื้อสูง สิ่งที่กระทรวงการคลังทำระหว่างจัดงาน เราออกแบบให้สินค้าไทยจากทั่วประเทศ มานำเสนอในงานดังกล่าว เพื่อทำให้สินค้าไทยอยู่ในสายตาโลก และหลังการประชุมก็จะเกิดการท่องเที่ยวที่คึกคัก ดังนั้น การประชุมนี้จึงเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน และยังเป็นความภาคภูมิใจ เพราะเปรียบเสมือนการจัดโอลิมปิกทางการเงินของโลก และเราเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้จัดครั้งที่สอง
ช่วงท้ายรายการ นายเอกนิติยังเปิดใจถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า ตนลาออกจากราชการมา เพราะมองว่าชีวิตทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่หากตนเอา 24 ชั่วโมงที่มีทำประโยชน์ให้กับประเทศได้ ตนก็อยากจะทำเต็มที่ และไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหนตนก็จะสู้ เพราะอยากให้ประเทศดีขึ้น