ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผู้มีภาวะเบาหวานเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนทั่วไป 2-4 เท่า

Published on 14 ก.ย. 2026

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ผู้มีภาวะเบาหวานเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนทั่วไป 2-4 เท่า แนะประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรช ไดแอกโนสติกส์ จัดงาน Breakfast Symposium รวมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และเบาหวาน แลกเปลี่ยนแนวทางประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้มีภาวะเบาหวาน

ผู้มีภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2-4 เท่า ขณะที่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะเริ่มต้นอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้การประเมินความเสี่ยงและค้นหาความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อการดูแลผู้มีภาวะ

ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวข้อสำคัญในงานประชุมของโรช ไดแอกโนสติกส์ ในหัวข้อ "บทบาทของ เอ็นที-โปร บีเอ็นพี ในการประเมินและจัดกลุ่มความเสี่ยงโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน" (The Role of NT-proBNP in CVD Risk Stratification in Diabetes) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโรคเบาหวานร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้มีภาวะเบาหวาน และบทบาทของ เอ็นที-โปร บีเอ็นพี (NT-proBNP) ในการสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด

เบาหวานกับความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวที่อาจซ่อนอยู่

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการชัดเจน โดยเฉพาะในผู้มีภาวะเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดหลายด้าน เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคไต และโรคหัวใจและหลอดเลือด

"การประเมินและค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมและวางแนวทางดูแลได้อย่างเหมาะสม ก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะแสดงอาการรุนแรงขึ้น"

NT-proBNP ช่วยเพิ่มข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง

ภายในงานยังมีการนำเสนอถึงบทบาทของ NT-proBNP ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะความเครียดของกล้ามเนื้อหัวใจ และสามารถใช้ประกอบการประเมินร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ

รศ.นพ.ธีธัช อนันต์วัฒนสุข หัวหน้าศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า NT-proBNP สามารถช่วยให้แพทย์ระบุผู้ป่วยที่อาจมีความเสี่ยงและควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมได้ โดยข้อมูลจากการสัมมนาระบุว่า ระดับ NT-proBNP ตั้งแต่ 125 pg/mL ขึ้นไป สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยนอก

"ประโยชน์ของ NT-proBNP ไม่ได้อยู่เพียงที่ค่าผลตรวจ แต่คือการช่วยให้แพทย์ระบุผู้ป่วยที่อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างใกล้ชิดหรือได้รับการตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม"

ทั้งนี้ การแปลผล NT-proBNP ควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและลักษณะเฉพาะของผู้ป่วย โดยปัจจัยอย่างภาวะอ้วนอาจส่งผลต่อระดับของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพได้ จึงไม่ควรใช้ผลตรวจเพียงอย่างเดียวในการประเมินผู้ป่วย

จากการประเมินความเสี่ยงสู่การดูแลเชิงรุก

ศ.พญ. อภิรดี ศรีวิจิตรกมล สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้การประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวในเวชปฏิบัติจริง โดยยกกรณีศึกษาผู้ป่วยหญิงอายุ 58 ปีที่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ร่วมกับอาการเหนื่อยง่ายและความสามารถในการออกกำลังกายลดลง แม้การตรวจเบื้องต้นจะไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน

กรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนความท้าทายในการค้นหาผู้ป่วยที่อาจมีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และบทบาทของการตรวจ NT-proBNP ในการช่วยพิจารณาการประเมินเพิ่มเติม

"ในการดูแลผู้มีภาวะเบาหวาน เราอาจพบผู้ป่วยที่มีอาการไม่ชัดเจน การมีแนวทางประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบจะช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่าผู้ป่วยรายใดควรได้รับการประเมินด้านหัวใจเพิ่มเติม แทนที่จะรอจนกว่าอาการจะรุนแรงขึ้น"

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ American Diabetes Association Standards of Care 2026 ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดในผู้มีภาวะเบาหวาน รวมถึงการใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น BNP หรือ NT-proBNP เพื่อช่วยค้นหาความเสี่ยงและสนับสนุนการป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการดูแลเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ไปสู่การดูแลด้านหัวใจและหลอดเลือดเชิงรุกมากขึ้น การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถวางแนวทางประเมินและดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมก่อนที่ภาวะหัวใจล้มเหลวจะแสดงอาการอย่างชัดเจน"

งานสัมมนาปิดท้ายด้วยการเสวนาร่วมระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งสามท่าน ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการบูรณาการการดูแลระหว่างสาขาโรคเบาหวานและโรคหัวใจ เพื่อสนับสนุนการประเมินและจัดการความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดของผู้มีภาวะเบาหวานอย่างครอบคลุม

สำหรับ โรช ไดแอกโนสติกส์ การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ และส่งเสริมแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการดูแลโรคเบาหวานอย่างเหมาะสม