"วรวิทย์ เจนธนากุล" นำทีมเบอร์ 2 ชูแผนขับเคลื่อนสภาวิชาชีพบัญชี ยุค AI - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

Published on 4 ส.ค. 2026

มิติหุ้น – นับถอยหลังการเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชีไทย เสาร์ 15 สิงหาคม 2569 ที่จะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดให้ลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voting) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกทั่วประเทศในการใช้สิทธิ โดยที่สมาชิกสามารถลงคะแนนผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องเดินทาง ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน มีความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของข้อมูล ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความถูกต้องและรักษาความลับของคะแนนเสียง

สำหรับทีมผู้สมัครที่ได้รับความไว้วางใจในการเลือกตั้ง จะทำหน้าที่ในช่วงวาระปี 2569-2572 และการแข่งขันในครั้งนี้ ทีมเบอร์ 2 ภายใต้การนำของ นายวรวิทย์ เจนธนากุล ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกสภาวิชาชีพบัญชี วาระปี 2563-2566 นำทีมงานคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารระดับสูง คนรุ่นใหม่ และตัวแทนนักบัญชีทั่วประเทศ ที่ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการทำงานด้วยคอนเซ็ปต์
“เชื่อมั่น ช่วยกัน เชื่อมโยง ” หรือ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ช่วยกันทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน

ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิชาชีพบัญชี คือ รากฐานสำคัญของทุกองค์กร ผนวกกับหลักปรัชญาในการทำงานที่”วรวิทย์”นำหลักปรัชญาสามประโยชน์ ซึ่งยึดถือมาอย่างต่อเนื่องในการทำงานกับภาคธุรกิจ ปรับใช้กับสภาวิชาชีพบัญชี
นั่นคือ การทำสิ่งใดต้องคิดถึงประโยชน์สามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศชาติ วิชาชีพ และสมาชิก เขามองว่านักบัญชีคือผู้จดบันทึกและใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและความอยู่รอดของกิจการ นักบัญชีที่ดีจึงไม่ใช่แค่ผู้บันทึกตัวเลข แต่เป็นผู้ที่ช่วยชี้ทางให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

จากประสบการณ์ที่เคยนั่งในตำแหน่งนายกสภาวิชาชีพบัญชี (วาระปี2563-2566) รวมทั้งยังเคยได้รับเลือกให้เป็นประธานสมาพันธ์นักบัญชีอาเซียนมาแล้ว (AFA President) วาระปี 2565-2566 ควบคู่ไปกับสั่งสมความเชี่ยวชาญในสายบัญชีการเงินและบัญชีบริหารให้กับองค์กรธุรกิจ ทำให้เขามีมุมมองที่ทันสมัย และเข้าใจความต้องการของภาคธุรกิจ ยุค RPA และ AI พร้อมกันนี้ด้วยทีมงานคุณภาพ ที่ร่วมกันกำหนดแนวนโยบาย
เพื่อขับเคลื่อนสภาวิชาชีพบัญชี ให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ ผ่าน 5 ภารกิจหลัก

หมุดหมายการทำงานของทีมเบอร์ 2 กับ 5 นโยบายหลัก ได้แก่ หนึ่ง การเปิดพื้นที่ให้นักบัญชีจากทุกภูมิภาค มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี สอง ปฏิรูปการบริหารและการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้สมาชิก เช่น การนำค่าธรรมเนียมสมาชิกมาเป็นส่วนลดในการเข้าอบรม CPD และการยื่น CPD แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านเอกสารของนักบัญชีที่ต้องรักษาสถานะใบอนุญาตในแต่ละปี สาม กำหนดมาตรฐานบริการวิชาชีพและค่าบริการขั้นต่ำเพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคม สี่ สร้างศูนย์องค์ความรู้ (Knowledge Center) เพื่อร่วมกับสมาชิกในการพัฒนาและแบ่งปันความรู้ รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับงานบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมฐานความรู้ทางบัญชี ภาษี และวิชาชีพ พร้อมระบบค้นหา Case Study แบบฟอร์ม Working Paper และเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงาน และ ห้า ปรับบทบาทสภาวิชาชีพบัญชีให้ทำงานเชิงรุก ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งรับ

ยกเป็นตัวอย่างของงานที่จะต้องเร่งดำเนินการ “อย่างนโยบายค่าบริการขั้นต่ำที่เราจะเร่งดำเนินการ เกิดจากปัญหาสำนักงานบัญชีและนักบัญชีอิสระตัดราคากันเอง ซึ่งกระทบทั้งนักบัญชีรายเล็กที่ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่เลือกจากราคาถูกแล้วอาจได้งานไม่ครบถ้วน ถูกทิ้งงาน หรือมีภาระภาษีย้อนหลัง เราจึงต้องแก้ปัญหาควบคู่กันหลายด้าน ทั้งสร้างมาตรฐานบริการ ให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเลือกนักบัญชี และยกระดับคุณภาพผู้ทำบัญชี เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนการแข่งขันจาก ‘ราคาถูกกว่า’ ไปสู่ ‘บริการดีกว่า’ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักบัญชีรายเล็กและสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก”

“นโยบายข้างต้นนี้จะเป็นปัจจัยในการช่วยให้สมาชิกทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักบัญชีในองค์กรและสำนักงานบัญชี/สอบบัญชีขนาดเล็กที่ขาดงบลงทุนระบบหรือทีมไอที สภาฯ จึงควรเข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานและพัฒนาฝีมือทันยุคเทคโนโลยี ” วรวิทย์กล่าว พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า

นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่วิชาชีพบัญชีไทยกำลังเผชิญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากต้นทุนพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง RPA และ AI ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักบัญชีจากผู้บันทึกข้อมูลซ้ำๆ ไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การมีศูนย์องค์ความรู้และการปฏิรูปการบริการของสภาฯ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมาชิกทุกคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน ./

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon