เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่นจำนวน 3 คน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีว่า ไม่ส่งผลต่อรูปคดี โดยทาง ป.ป.ช. ได้แบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในคดีการโกงสอบท้องถิ่นออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้สอบ 2. นายหน้า 3. ผู้แก้คะแนน และ 4. ข้าราชการและบุคคลระดับสูง รวมแล้วประมาณ 6,000 กว่าราย
“การปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมส่งฟ้องไม่ทัน ผมได้สอบถามทางผู้แทน ป.ป.ช. ก็ได้ข้อมูลที่ดี มีประโยชน์ คือทั้ง 3 รายไม่ได้มีอำนาจหน้าที่การจัดสอบ เป็นเพียงตัวการในการแก้ไขคะแนน ดังนั้น ข้อหาที่เขาจะโดนเป็นตัวการในการสนับสนุนอำนาจหน้าที่รัฐในการทุจริต ซึ่งข้อหานี้ไม่สามารถส่งฟ้องได้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ส่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ต้นเดือน พ.ย. จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาอีก 200-300 ราย ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการระดับ 10 และข้าราชการในกรม สถ. รวมทั้งผู้รับจ้าง นายหน้าต่างๆ ที่รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มเติมที่เป็นนายหน้าด้วย” ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าว
อาสพลธ์กล่าวว่า เมื่อส่งฟ้องต้นเดือน พ.ย. แล้ว กลุ่มต่อไปก็เป็นกลุ่มผู้แก้ไขคะแนน ซึ่งสอบไปแล้ว 1,000 กว่าราย ส่วนใหญ่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่ยอมรับและปฏิเสธ จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนัก แต่หากให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะกันตัวเป็นพยาน
สำหรับหลักฐานที่ปรากฏสามารถเอาผิดได้แค่ระดับ 10 ซึ่งทางกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็สงสัยว่าทำไมถึงไม่มีหลักฐานเอาผิดนักการเมืองหรือระดับที่สูงกว่า เราก็พยายามหาหลักฐาน แต่วันนี้หลักฐานเอาผิดได้แค่ระดับ 10 คืออธิบดี วันนี้อธิบดียังปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากตัวอธิบดียอมรับและซัดทอด เราก็ไปต่อได้ แต่วันนี้จบแค่นี้
ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า อย่าลืมว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดครั้งแรก แต่มีมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 64 แต่ตอนนั้นยังจับไม่ได้ มาจับได้ปี 68 ฉะนั้นจะมาบอกว่าปี 64 เล็กกว่าปี 68 ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเราได้รับเรื่องร้องเรียนมานานแต่จับใครไม่ได้ เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่จับได้ หากใครมีข้อเสนอแนะที่ดี ที่สามารถสาวไปถึงตัวการที่สูงกว่าระดับ 10 ได้ เชื่อว่า ป.ป.ช. หรือกรรมาธิการ ป.ป.ช. ยินดีรับทุกข้อมูล ทางกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีกับนายหน้าที่อยู่ต่างจังหวัด
“เมื่อเรามาจับงานด้านนี้ มีเพื่อนที่เป็นที่ปรึกษาพูดไว้ว่า ประโยชน์เป็นของส่วนรวม ศัตรูเป็นของส่วนตัว ถามว่าศัตรูเยอะหรือไม่ ก็ไม่ได้เยอะ แต่เรามาทำให้หลายคนเสียผลประโยชน์ เขาก็ไม่พึงพอใจ แต่ผมไม่ได้กลัวและเฉยๆ เพียงแต่ว่า เมื่อเพื่อนพูดแบบนั้น เราก็กลับมาคิดเป็นจริงอย่างที่เขาพูด ส่วนมีการขู่หรือไม่นั้น ก็มีโพสต์เฟซบุ๊กขู่ในพื้นที่ว่า กระสุนนัดเดียวไม่ได้แพง อะไรประมาณนี้ แต่ผมไม่ได้กลัว เพราะผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นความตั้งใจที่จะทำตั้งแต่แรก และเมื่อได้โอกาสมาทำก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด” อาสพลธ์กล่าว