
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุดในวันนี้ ขานรับการดิ่งลงของราคาน้ำมัน และการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
ณ เวลา 20.46 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 214.41 จุด หรือ 0.42% สู่ระดับ 51,676.31 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 600 จุดวานนี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.ค.2566
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นปัจจัยผลักดันให้ตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่ม “Magnificent Seven” เช่น Nvidia และ Amazon ดีดตัวขึ้น 2% ขณะที่ Microsoft พุ่งขึ้น 1%
ส่วนหุ้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น Applied Materials, Qualcomm และ Intel ปรับตัวขึ้น 2%, 4% และ 3% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิ่งลงในวันนี้ หลังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบที่พร้อมจำหน่ายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย โดยใช้วิธีการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือ (ship-to-ship transfer) บริเวณใกล้ท่าเรือโซฮาร์ของประเทศโอมาน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงความหวังว่า สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 ใกล้จะยุติลงแล้ว แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจะทวีความรุนแรงขึ้น
ปธน. ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว พวกเขา (อิหร่าน) ต้องการทำข้อตกลง ซึ่งเราคงต้องรอดูต่อไปว่าจะออกมาเป็นอย่างไร” พร้อมเสริมว่า ตนได้รับการติดต่อจากอิหร่านโดยตรง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขายังคงมีความเชื่อมั่นในตัวนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด แต่เขาก็ต้องการให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น
นายบ็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Edwards Asset Management กล่าวว่า “หากเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ก็น่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากเฟดไม่น่าจะประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมือง”
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ