เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุด และเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา นั่นคือบราซิล และผลปรากฏว่าจะต้องมีการเลือกตั้งลงคะแนนในรอบตัดสิน (Runoff) อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมหลังจากวุฒิสมาชิก ฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) นักการเมืองฝ่ายขวา ซึ่งเป็นพันธมิตรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอมริกา สร้างความประหลาดใจด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบแรก โดยเขาจะต้องไปเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ลูลา’ ผู้นำฝ่ายซ้ายคนปัจจุบัน หลังจากที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 50 ในการลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด โดยการเลือกตั้งในวันที่ 25 นั้น ผู้สมัครประธานาธิบดีรายอื่นจะถูกคัดออกทั้งหมด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ดำเนินไปท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวเรื่องการทุจริต ความขัดแย้งทางการเมืองที่แตกแยกอย่างลึกซึ้ง และความถดถอยเบื่อหน่ายของผู้ลงคะแนนเสียงที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ที่อายุเพียง 45 ปีนั้นเป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Bolsonaro) ที่กำลังรับโทษจำคุกอยู่ขณะนี้ เขาสามารถคว้าชัยชนะเหนือลูลาด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 47 ทั้งที่ผลการสำรวจความคิดเห็นล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คาดการณ์ว่าเขาจะมาเป็นอันดับสอง นอกจากนี้ตัวเขาเองยังมองว่าการเข้าเป็นอันดับหนึ่งของตนเองคือ “จุดจบของยุคสมัย PT” ซึ่งหมายถึงพรรคแรงงาน (Workers’ Party) ของลูลา พร้อมกับเสริมว่าตัวเขาเองนั้น “แทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า”
นอกจากนี้ ขณะที่เขากล่าวปราศรัยต่อหน้าบรรดาผู้สนับสนุนในกรุงบราซิเลียเมืองหลวงของประเทศ เขายังได้ย้ำถึงหนึ่งในนโยบายหลักที่ใช้ในการหาเสียง นั่นคือการยกเลิกการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีติดต่อกันเป็นสมัยที่สอง โดยระบุว่าเขาต้องการบริหารประเทศเพียงสมัยเดียวเท่านั้น ขณะที่ลูลาซึ่งได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสองด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 44.9 ตามข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งสูงสุดของบราซิล กล่าวว่า เขาไม่ได้คาดคิดถึงผลลัพธ์ของการพ่ายแพ้เช่นนี้ โดยเขากล่าวกับผู้สนับสนุนที่โรงแรมแห่งหนึ่งในนครเซาเปาโลเมื่อคืนวันอาทิตย์ว่า เขาสารภาพตามตรงว่าเขาเคยปักใจเชื่อว่าจะชนะการเลือกตั้งได้ตั้งแต่รอบแรก แต่นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ตัวเขาเองจะเริ่มต้นการหาเสียงครั้งใหม่เพื่อทวงคืนชัยชนะกลับมาในการเลือกตั้งรอบตัดสิน
การลงคะแนนรอบตัดสินครั้งนี้ จะทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงต้องเผชิญกับทางเลือกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับอนาคตของบราซิล ทั้งภายในประเทศและในระดับสากล เนื่องจากการลงคะแนนครั้งนี้เป็นการปะทะกันของวิสัยทัศน์ต่อภาพที่ประเทศควรจะเป็นสองรูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รวมถึงภาพที่ภูมิภาคลาตินอเมริกาควรจะเป็นต่อไปในอนาคต โดยการลงคะแนนเสียงถือเป็นหน้าที่ทางกฎหมายสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18-70 ปี (แต่ผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป) ในประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของโลกแห่งนี้ และตามสถิติแล้วอัตราผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนมักจะสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคอเมริกา โดยทางเลือกที่ชาวบราซิลกำลังเผชิญอยู่นี้ครอบคลุมไกลเกินกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ และอาจพลิกโฉมการวางบทบาทของบราซิลบนเวทีโลก ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้จะเอนเอียงไปทางกลุ่มอนุรักษนิยมที่กำลังเติบโตและมีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ หรือว่าจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบหลายขั้ว (Multipolar foreign policy) ตามแนวทางของลูลาต่อไป
ลูลาในวัย 80 ปี กำลังแสวงหาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สี่ ซึ่งน่าจะเป็นสมัยสุดท้ายของเขา โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้นำบราซิลมาแล้วในระหว่างปี 2003-2010 และหวนคืนสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2023 โดยเป็นการกลับมาอย่างน่าทึ่งเพราะลูลาเองถูกจำคุกเป็นเวลา 580 วันจากข้อหาทุจริต ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแห่งบราซิลได้สั่งยกฟ้องและยกเลิกคำตัดสินลงโทษในปี 2021 ส่งผลให้เขาได้รับสิทธิทางการเมืองคืนมา ก่อนที่จะเอาชนะอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2022 โดยในการสำรวจความคิดเห็นที่ดำเนินมาจนถึงวันเสาร์ก่อนการเลือกตั้ง ลูลามีคะแนนนำโบลโซนาโรเพียงเล็กน้อย ขณะที่โบลโซนาโรพยายามที่จะสืบทอดและสานต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นโดยพ่อของเขา ทั้งนี้ ฌาอีร์ โบลโซนาโรซึ่งขณะนี้ได้รับอนุญาตให้ควบคุมตัวอยู่ในบ้านพักด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ถูกตัดสิทธิ์ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง และกำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปี หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาพยายามก่อรัฐประหารเพื่อล้มผลการเลือกตั้งปีในปี 2022 ที่เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกสี่ราย มีคะแนนเสียงตามหลังลูลาและโบลโซนาโรผู้เป็นลูกชายอยู่อย่างมากในการนับคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยผู้สมัครที่ถูกคัดออกในรอบนี้ ได้แก่ โอกุสโต กูรี (Augusto Cury) จิตแพทย์ที่มีแนวทางสายกลาง, โรนัลโด กายาโด (Ronaldo Caiado) อดีตผู้ว่าการรัฐโกยาสฝ่ายขวา, เรนัน ซานโตส (Renan Santos) ผู้ก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว Movimento Brasil Livre ซึ่งมีหัวเอียงขวาและลงสมัครในนามพรรค Missão รวมถึง โรเมอู เซมา (Romeu Zema) อดีตผู้ว่าการรัฐมินาสเชไรส์สายอนุรักษนิยมฝ่ายขวาที่มีแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ
โลกทัศน์ที่แตกต่างกันของลูลากับโบลโชนาโร
ในส่วนของลูลานั้น เขายังคงเดินหน้าสนับสนุนพหุภาคีนิยมอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็เว้นระยะห่างระหว่างประเทศบราซิลกับสหรัฐอเมริกา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดจากข้อมูลการค้าอย่างเป็นทางการของบราซิล แม้ว่าจีนจะเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของบราซิลมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ส่วนต่างการนำของจีนกลับยิ่งขยายกว้างขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ทรัมป์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างลูลากับทรัมป์ย่ำแย่ลงอีกเมื่อบราซิลต้องพลอยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อองค์กรอาชญากรรมในลาตินอเมริกา ซึ่งความขัดแย้งนี้กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ลูลาใช้ในการหาเสียง นั่นคือการปกป้องอธิปไตยของบราซิลจากมหาอำนาจ ซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกานั่นเอง
ชนวนความขัดแย้งระลอกแรกเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2025 เมื่อทรัมป์ประกาศเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าบราซิลหลายรายการ โดยอ้างอย่างเปิดเผยถึงเหตุผลที่รัฐบาลของเขาทำว่าเป็นผลมากจากการดำเนินคดีทางการเมืองต่อ ฌาอีร์ โบลโซนาโรที่เป็นพันธมิตรของทรัมป์ แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็ตาม เอดูอาร์โด โบลโซนาโร (Eduardo Bolsonaro) บุตรชายอีกคนของอดีตประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งย้ายไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและรับหน้าที่วิ่งเต้นกับรัฐบาลทรัมป์แทนผู้เป็นพ่อ ได้ออกมาอ้างผลงานในตอนแรกว่าเป็นผู้สร้างแรงกดดันดังกล่าว ทว่า คำคุยโตของเขานั้นกลับส่งผลเสียสะท้อนกลับมายังการหาเสียงของฟลาวิโอในภายหลัง เนื่องจากมาตรการภาษีเหล่านั้น ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจของบราซิลอย่างมาก ความตึงเครียดทางการค้าหวนกลับมาอีกครั้งในกลางปีนี้ เมื่อทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรรอบใหม่กับสินค้าบราซิลบางรายการ ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน โดยลูลาขู่ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐอเมริกา แม้ว่าในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาประกาศว่าจะชะลอการตอบโต้ออกไปก่อน ในขณะที่การเจรจากับรัฐบาลวอชิงตันยังคงดำเนินอยู่
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบและโดนใจกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจ (Swing voters) ซึ่งมีแนวคิดเอียงขวาและยึดมั่นในอุดมการณ์ชาตินิยม ถึงกับมีการพูดล้อเล่นว่า ผู้หาเสียงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดให้แก่ลูลาก็คือโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะมาตรการภาษีศุลกากรและความพยายามอื่นๆ ในการแทรกแซงการเมืองบราซิลนั้น ส่วนใหญ่กลับส่งผลตรงกันข้ามและกลายเป็นส่งผลดีต่อลูลา
นอกจากนี้ลูลายังได้นำข้อโต้แย้งนี้ขึ้นสู่เวทีโลกในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเขากล่าวว่า “บราซิลไม่ใช่สนามหลังบ้านของใคร” พร้อมกับกล่าวหา “นักการเมืองบราซิลบางคน” ว่าฝักใฝ่และเข้าพวกกับผลประโยชน์ของต่างชาติซึ่งขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ถูกมองว่าตั้งใจเหน็บแนมไปที่ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ความขัดแย้งดังกล่าวยังลามไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านอื่นๆ อีกด้วย กล่าวคือเพียงสองวันหลังจากที่ลูลาขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสหประชาชาติ คณะทูตของบราซิลก็ได้ร่วมมือกับผู้แทนจากอีกหลายประเทศเดินออกจากห้องประชุมในขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ของอิสราเอล เริ่มกล่าวถ้อยแถลง ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของลูลาต่อการปฏิบัติการของอิสราเอลในฉนวนกาซาที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ขณะที่ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ได้ใช้แนวทางที่แตกต่างอย่างชัดเจน โดยเขานั้นได้สร้างความสัมพันธ์กับเนทันยาฮู ทรัมป์ และผู้นำคนอื่นๆ ที่ลูลาเคยมีประเด็นขัดแย้งด้วย ทั้งนี้ เมื่อฟลาวิโอเปิดตัวการหาเสียงในเดือนกรกฎาคม เนทันยาฮูได้ปรากฏตัวผ่านวิดีโอเพื่อกล่าวสนับสนุนเขา นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม ฟลาวิโอยังได้เข้าพบทรัมป์ที่ห้องทำงานในทำเนียบขาวเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นองค์กรอาชญากรรม มาตรการภาษีศุลกากร และแร่ธาตุสำคัญที่บราซิลส่งออก ก่อนที่จะเข้าพบรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในวันถัดมา นอกจากนั้นประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มีเลย์ (Javier Milei) ของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นนักการเมืองสายเสรีนิยมสุดขั้ว (Libertarian) และเป็นพันธมิตรที่ยาวนานของตระกูลโบลโซนาโร ได้เดินทางไปยังบราซิลในเดือนกรกฎาคมเพื่อกล่าวสนับสนุนการหาเสียงของฟลาวิโอ โดยเขาเรียก ลูลา ว่าเป็น “นักโทษเด็ดขาด” และตราหน้ารัฐบาลว่าเป็น “พวกสังคมนิยมขี้โกง” ส่งผลให้บราซิลต้องประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำกรุงบัวโนสไอเรสกลับประเทศเพื่อเป็นการประท้วง
การเลือกตั้งในบราซิลรอบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทิศทางทางการเมืองในภาพรวมของภูมิภาคลาตินอเมริกาเริ่มเอียงไปทางขวามากขึ้น หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันอย่างสูสีโดยอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอลลา (Abelardo de la Espriella) นักการเมืองฝ่ายขวาจัด เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีโคลอมเบียอย่างหวุดหวิดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และ เคโกะ ฟูจิโมริ (Keiko Fujimori) ที่ได้รับชัยชนะในการลงคะแนนรอบตัดสินของเปรูในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาด้วยคะแนนที่นำอยู่เพียงประมาณร้อยละ 0.1 เท่านั้น ชัยชนะของฟลาวิโอ โบลโซนาโร จะเป็นการตอกย้ำการเอียงขวาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาตินอเมริกาตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสายอนุรักษนิยมฝ่ายขวาหลายแห่งในภูมิภาคนี้ต่างมีทัศนคติและนโยบายที่สอดคล้องกับทรัมป์ ในเรื่องความมั่นคงและนโยบายการปราบปรามยาเสพติด
ปัญหาอาชญากรรม: ตัวตัดสินว่าใครจะได้ชัยชนะ
นโยบายที่แตกต่างกันของผู้สมัครทั้งสองได้คาบเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้ความกังวลมากที่สุดในขณะนี้ นั่นคือ “ปัญหาอาชญากรรม” ความมั่นคงและปัญหาอาชญากรรมคือประเด็นหลักที่ทำให้ฝ่ายขวาในลาตินอเมริกาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีถึง 13 จาก 16 ครั้งหลังสุดในภูมิภาคนี้ แม้อัตราการฆาตกรรมจะลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัญหาการชิงทรัพย์ การกรรโชกทรัพย์ และการลักขโมยโทรศัพท์มือถือ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบราซิล
เช่นเดียวกับพ่อของเขา ฟลาวิโอได้ยกเอาแนวทางการปราบปรามอาชญากรรมที่เด็ดขาดยิ่งขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการหาเสียง โดยเสนอให้มีการประกาศให้กลุ่มอิทธิพลมืดและกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่เป็นองค์กรก่อการร้าย รวมถึงการสร้างเรือนจำกลางแห่งใหม่ และการลดอายุผู้รับผิดทางอาญาลงเหลือ 16 ปี โดยในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนพฤษภาคม ฟลาวิโอได้เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ขึ้นบัญชีดำกำหนดให้กลุ่มอาชญากรที่มีอิทธิพลมากที่สุดสองกลุ่มของบราซิลเป็น “องค์กรก่อการร้าย” ซึ่งเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศว่าการกำหนดสถานะดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลของลูลาแสดงความคัดค้านต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเตือนว่าการนำกรอบกฎหมายก่อการร้ายมาใช้กับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมในบราซิล อาจกลายเป็นข้ออ้างบังหน้าสำหรับการแทรกแซงจากต่างชาติ
การถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยลูลา
นอกจากนี้ ชาวบราซิลยังต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาค่าครองชีพที่กดดันอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขดัชนีชี้วัดหลักจะแสดงให้เห็นถึงอัตราการว่างงานที่ต่ำและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง แต่ความรู้สึกของประชาชนต่อสถานะทางการเงินในครัวเรือนกลับไม่เป็นไปในทิศทางที่ดีนัก ผู้คนกลับรู้สึกว่าเงินเดือนของตนไม่อาจจับจ่ายใช้สอยได้มากเท่าเดิม พวกเขารู้สึกว่ามาตรฐานการครองชีพของตนลดลง แม้ในบางครั้งตัวเลขสถิติอย่างเป็นทางการจะรายงานไปอีกทางหนึ่งก็ตาม
ความกังวลด้านค่าครองชีพเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบและกลายเป็นเงาทาบทับผลงานในอดีตของลูลา เนื่องจากตัวของลูลาเองนั้นมักถูกจดจำในฐานะผู้สร้างการยกระดับฐานะทางสังคมและการลดปัญหาความยากจนในบราซิล ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูอย่างมากในช่วงการดำรงตำแหน่งสองสมัยแรกของเขา ระหว่างปี 2003 ถึงปี 2010 ทว่า ครั้งนี้ ประชาชนและผู้ลงคะแนนเสียงจำนวนมากกลับต้องดิ้นรนและยากที่จะรู้สึกถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดในลักษณะเดียวกันแม้แต่น้อย
พหุสังคมในบราซิล
กลุ่มผู้หญิงถือเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเลือกตั้งในบราซิล พวกอนุรักษนิยมฝ่ายขวายุคใหม่ต้องดิ้นรนอย่างหนักกับกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงผู้หญิง ไม่เพียงแค่ในบราซิลเท่านั้น แต่เป็นทั่วทั้งทวีปอเมริกา การหาเสียงของฟลาวิโอนั้นเขาได้ใช้ภาพลักษณ์ของ เฟอร์นันดา โบลโซนาโร (Fernanda Bolsonaro) ภรรยาของเขา เพื่อสร้างกระแสและดึงดูดใจกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงที่เป็นผู้หญิง ทว่า รอยร้าวและการผิดใจกันอย่างเปิดเผยกับ มิเชลล์ โบลโซนาโร (Michelle Bolsonaro) แม่เลี้ยงของเขา ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มคริสต์ศาสนิกชนนิกายอีแวนเจลิคัล ผู้เคยช่วยให้ ฌาอีร์ โบลโซนาโรขยายฐานเสียงในกลุ่มผู้หญิงสายอนุรักษนิยมได้สำเร็จ กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความพยายามดังกล่าวซับซ้อนยิ่งขึ้น แม้ว่าในเวลาต่อมา ทั้งสองจะกลับมาคืนดีกันแล้วก็ตาม แต่ฟลาวิโอก็ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแย่งชิงและสร้างความแข็งแกร่งในฐานเสียงกลุ่มนี้
ศาสนาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นรอยร้าวที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบราซิล ซึ่งกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายอีแวนเจลิคัลยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก ทั้งนี้ ผลการสำรวจโพลล่าสุดของ Datafolha ระบุว่า ฟลาวิโอมีคะแนนนำลูลาในกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงนิกายอีแวนเจลิคัลอยู่ที่ร้อยละ 47 ต่อ 27 ในขณะที่ ลูลา มีคะแนนนำในกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงนิกายโรมันคาทอลิกอยู่ที่ร้อยละ 45 ต่อ 33
จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งในบราซิลครั้งนี้สูสีเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้สมัครทั้งสอง แต่อย่างไรก็ดี ผลจากการลงคะแนนเสียงของการเลือกตั้งวุฒิสภาและผู้ว่าการรัฐอาจช่วยให้เห็นเค้าลางของแนวโน้มดังกล่าวว่าใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะฝ่ายขวาสามารถคว้าชัยชนะในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐและที่นั่งในวุฒิสภาได้หลายที่นั่งในการลงคะแนนเสียงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคลิเบอรัล (Liberal Party: PL) ของโบลโซนาโร สามารถคว้าชัยชนะในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐได้อย่างน้อยห้ารัฐตั้งแต่การเลือกตั้งรอบแรก ขณะที่พรรคเรพูบลิกานอส (Republicanos) คว้าชัยไปได้อีกสามรัฐ ซึ่งรวมถึงเซาเปาโลและมีนัสเชไรส์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงมากที่สุดสองอันดับแรกของประเทศ ทั้งนี้ตัวเลขผลการเลือกตั้งในรัฐมีนัสเชไรส์มีความสำคัญและน่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐนี้เป็นรัฐที่ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกคนได้รับชัยชนะมาโดยตลอดในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคเผด็จการทหารในปี 1985
นอกจากนี้ตระกูลโบลโซนาโรยังสามารถขยายอิทธิพลและเพิ่มจำนวนที่นั่งในรัฐสภาได้สำเร็จ โดย มิเชลล์ โบลโซนาโร (PL) อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง สามารถคว้าเก้าอี้วุฒิสมาชิกประจำเขตเฟดเดอรัลดิสทริกต์ (Federal District) มาครองได้ ขณะที่ คาร์ลอส โบลโซนาโร (Carlos Bolsonaro, PL) น้องชายของฟลาวิโอก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกประจำรัฐซานตาคาตารีนา (Santa Catarina) ด้วยเช่นกัน
ชัยชนะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางคะแนนเสียงของ ‘กระแสโบลโซนาโร’ (Bolsonarism) ที่ขยายวงกว้างออกไปมากกว่าเพียงแค่การแข่งขันในสนามประธานาธิบดี ทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงและหลักประกันให้แก่กลุ่มพันธมิตรของเขาในการกุมอำนาจบริหารระดับรัฐรวมถึงที่นั่งในวุฒิสภา ถึงแม้ว่าลูลาจะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบสองก็ตาม
ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ เลือกตั้งบราซิล
เรื่อง: เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
นักวิชาการด้านลาตินอเมริกาศึกษา ผันตัวเองจากนักเศรษฐศาสตร์กลายเป็นลาตินอเมริกันนิสต้า เพราะหลงรักในกาแฟของโคลอมเบีย ปัจจุบันทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่ของลาตินอเมริกา รวมถึงความรุนแรงและประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคนั้น พร้อมๆ ไปกับการเลี้ยงหมาคอร์กี้และปักกิ่งอีก 6 ตัว