
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ส.ค.69) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25

หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัว 23.3% โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงยังเติบโตโดดเด่น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการส่งออก
สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 231,531.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.2% และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 18.5%

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สัญญาณของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากเดิมที่ สนค. คาดการณ์การส่งออกปี 2569 ขยายตัว 8-11% หากทิศทางดังกล่าวยังดำเนินต่อไป มองว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวในระดับสองหลัก และในมุมมองปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 11%
เมื่อถามว่า การส่งออกทั้งปีมีโอกาสขยายตัวถึง 15% หรือไม่ นายนันทพงษ์ กล่าวว่า “มีโอกาส” เนื่องจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังดำเนินต่อเนื่อง และหลายสำนักประเมินว่าวัฏจักรดังกล่าวจะเติบโตไปถึงปีหน้า ขณะที่การใช้งาน Chat และ AI ที่เพิ่มขึ้น หนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์
กรณีการส่งออกทั้งปี 2569 ขยายตัว 12% จะมีมูลค่าราว 381,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หากขยายตัว 15% จะมีมูลค่าประมาณ 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 5 เดือนที่เหลือจะต้องมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยประมาณ 31,947.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม สนค. ยังติดตามสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปี ก่อนพิจารณาปรับประมาณการส่งออกอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569
ด้านมูลค่าการค้ารวมในเดือนกรกฎาคม 2569 การนำเข้ามีมูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.7% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรก การนำเข้ามีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 37.8% และขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม เดือนกรกฎาคม ขยายตัว 24.2% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 28 โดยสินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 63.2% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 160.3% และแผงวงจรไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 35.2% ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรก การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 22.0%
ด้านสินค้าเกษตรขยายตัว 0.6% กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยข้าวเพิ่มขึ้น 5.3% กลับมาขยายตัวในรอบ 21 เดือน และยางพาราเพิ่มขึ้น 33.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่าการส่งออกเดือนกรกฎาคมยังหดตัว 1.1% และช่วง 7 เดือนแรกหดตัว 2.9%
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ ตลาดหลักขยายตัวทุกตลาด โดยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 45.3% สหภาพยุโรป 27 ประเทศ เพิ่มขึ้น 31.5% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 21.3% และจีน เพิ่มขึ้น 15.2% ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางหดตัว 12.1% และเอเชียใต้หดตัว 5.4%
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกยังมาจากอุปสงค์กลุ่มสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง การเร่งนำเข้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลักและศักยภาพของอาหารแปรรูป
อย่างไรก็ตาม การเร่งนำเข้ายังมีแนวโน้มดำเนินต่อ เนื่องจากยังมีมาตรการบางส่วนที่ไม่ชัดเจน เช่น มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งผู้นำเข้าต้องวางแผนและเร่งสั่งซื้อเพื่อลดความเสี่ยง
ด้านปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และอุปสงค์ของโลก
กรณีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ต้องติดตามว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันมากน้อยเพียงใด หากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้อุปสงค์โลกลดลง ย่อมกระทบต่อการส่งออกของไทย
ขณะเดียวกัน หากสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับขึ้น และเงินทุนเคลื่อนเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของไทย
สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2569 สนค. คาดว่าการส่งออกยังมีโอกาสขยายตัวได้ดี จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“ศุภจี” ลุ้นส่งออกปี 69 แตะ 12 ล้านล้านบาท ชูท่องเที่ยวเน้นรายได้ ไม่เน้นยอดคน