หลักหกประการ: พันธสัญญาแห่งการอภิวัฒน์ 2475 ของ ปรีดี พนมยงค์

Published on 23 ก.ค. 2026

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นับเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งของการศึกษาความคิดทางการเมืองไทย เมื่อสถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดที่ทำการใหม่ภายใต้แนวคิด Living Democracy: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดีพนมยงค์ ณ ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) กรุงเทพมหานคร การย้ายที่ทำการครั้งนี้เป็นมากกว่าการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เพราะยังสะท้อนความมุ่งหมายที่จะพัฒนาสถาบันให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการศึกษา การแลกเปลี่ยนความคิด และการสืบทอดอุดมการณ์ประชาธิปไตย สันติธรรม และเสรีภาพทางความคิด

อาคารใหม่สถาบันปรีดี พ.. 2569

ในอดีต ‘วันชาติ 24 มิถุนายน’ ผู้เขียนได้รับเกียรติให้ร่วมเสวนาในเวที PRIDI Talks #36 : 94 ปีอภิวัฒน์สยาม หัวข้อ ‘หลักหกประการกับรัฐสวัสดิการ : ความเสมอภาคการศึกษาและเศรษฐกิจไทยในวันนี้’ ร่วมกับ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ และ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี โดยมี ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ1

ในการอภิปรายครั้งนี้ ผู้เขียนเริ่มที่ประเด็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวต่อคำว่า ‘ราษฎร’ ที่อาจารย์ปรีดีเลือกใช้ มากกว่าจะเป็นคำว่า ‘ประชาชน’ และจึงค่อยเข้าสู่เรื่อง ‘หลักหกประการ’ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์ที่ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 กับนโยบายที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผลักดันในเวลาต่อมา

ประเด็นทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับรากฐานของรัฐสมัยใหม่ เพราะสะท้อนโลกทัศน์ทั้งระบบของการอภิวัฒน์ 2475 จึงได้มาเป็นบทความชิ้นนี้เพื่อต้องการชวนผู้อ่านย้อนกลับไปพิจารณา ‘หลักหกประการ‘ ผ่านสามมิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ภาษาศาสตร์นิติปรัชญา และการปฏิบัติทางการเมือง เพื่อสำรวจว่าอุดมการณ์ที่ประกาศไว้เมื่อ พ.ศ. 2475 ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกฎหมาย สถาบัน และนโยบายสาธารณะอย่างไร

ถอดรหัสคำว่า ‘ราษฎรภาษาศาสตร์กับนิติปรัชญาของการอภิวัฒน์

หากมีคำเพียงคำเดียวที่สะท้อนโลกทัศน์ของคณะราษฎรได้ชัดเจนที่สุด แน่นอนว่าย่อมคือชื่อของคณะเอง ‘ราษฎร’ คำนี้ปรากฏตั้งแต่การประชุมผู้ก่อการที่กรุงปารีส ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2470 กระทั่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับตั้งแต่ประโยคในประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร” จนถึงในมาตรา 1 ปฐมรัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่บัญญัติไว้ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

ในช่วงบั้นปลายชีวิตที่พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายความหมายของคำว่า ‘ราษฎร’ ไว้หลายโอกาส หนึ่งในนั้นคือบทความ บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยกล่าวว่า

“ผู้ถือทรรศนะตามพลังเก่าบางคนกล่าวว่า คณะราษฎรอ้างราษฎรโดยราษฎรไม่รู้เห็นด้วยนั้นก็เนื่องจากผู้ที่กล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวตามทรรศนะและจุดยืนหยัดในชนชั้นวรรณะของเขาที่เขามีประโยชน์หรือนิยมชมชอบอยู่

วิทยาศาสตร์ทางสังคมที่ก้าวหน้าได้จำแนกบุคคลในสังคมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ 

  1. พวกปฏิกิริยา (Reactionaries) ซึ่งต้องการเหนี่ยวรั้งระบอบสังคมเก่าให้คงอยู่กับที่หรือให้ถอยหลังยิ่งขึ้นไปอีก
  2. บุคคลอื่นๆ นอกจากเป็นพวกปฏิกิริยาแล้วเป็น People ซึ่งเราแปลว่าราษฎร พลเมืองสยามส่วนมากซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองสมัยนั้นเรียกตัวเองว่าราษฎรเช่น นายอำเภอเกณฑ์พลเมืองทำงานโยธา ก็เรียกกันว่า เกณฑ์ราษฎร หรือราษฎรรำพึงกันถึงความทุกข์ยากก็พูดว่า “ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าคือแสดงถึงลักษณะของพลเมืองส่วนที่ถูกปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์2

และ

ดั่งนั้น เราจึงถือว่าเราเป็น ‘คณะราษฎร’ เพราะเราทำตรงกับความต้องการของราษฎร ‘People’ ไม่ใช่ตามความประสงค์ของ ‘Reactionaries’”3

อีกสิบปีต่อมา ปรีดีได้อธิบายความหมายของคำนี้เพิ่มเติมในบทความ คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2525 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมเพียงหนึ่งปี โดยระบุว่า

ก่อนที่ผู้คิดก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ หลายคนหลายกลุ่มจะได้รวมเป็นคณะเดียวกันนั้น แต่ละกลุ่มก็มีชื่อเสียงของตนเองบ้าง และยังไม่มีชื่อกลุ่มของตนบ้าง แต่เมื่อผู้คิดก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้รวมเป็นคณะเดียวกันแล้วก็ได้ใช้ชื่อคณะเดียวกันว่าคณะราษฎรตามที่ผมได้เสนอในที่ประชุมก่อตั้งคณะราษฎรที่กรุงปารีสเมื่อเดือนกุมพาพันธ์ พ.. 2470 (..1927)”4

และว่า

ในการที่ผมเสนอให้คณะใช้ชื่อของคณะว่าคณะราษฎร นั้นก็เพราะผู้ก่อการฯ ทุกคนเป็นราษฎรไทยแท้จริง และสมาชิกคณะราษฎรทั้งหลายยอมอุทิศตนและความเหนื่อยยาก เพื่อราษฎรให้บรรลุถึงซึ่งประชาธิปไตยดังที่นักประชาธิปไตยส่วนมากย่อมทราบว่าประธานาธิบดีลินคอล์นได้สรุปคำว่าประชาธิปไตยไว้อย่างเหมาะสมว่ารัฐบาลของราษฎร, โดยราษฎร, เพื่อราษฎร’”5

แม้ในช่วงที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรีดี พนมยงค์ ก็ยังคงเลือกใช้คำว่า ‘สาธารณรัฐราษฎรจีน’ แทน ‘สาธารณรัฐประชาชนจีน’ ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป ดังปรากฏในชื่อหนังสือ ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน ข้อเท็จจริงนี้แสดงว่า การเลือกใช้คำว่า ‘ราษฎร’ เป็นการใช้ภาษาที่ปรีดียึดถืออย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต หาใช่การเลือกใช้เฉพาะในบริบทการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 เท่านั้น

ในแง่นิยามคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ปรีดีให้ความหมายไว้ว่า

“สำหรับผู้ที่รู้หลักภาษาไทยอยู่บ้างก็พอทราบได้ว่าคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ประกอบขึ้นด้วยคำไทย 2 คำคือ คำว่า ‘ประชา’ ซึ่งหมายถึงหมู่คนหรือปวงชน กับคำว่า ‘อธิปไตย’ ซึ่งหมายถึงอำนาจสูงสุด คำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ตามมูลศัพท์จึงหมายถึง ‘อำนาจสูงสุดของปวงชน’ ดังนั้น แบบการปกครองประชาธิปไตยจึงต้องถือมติปวงชนเป็นใหญ่”6

A Dictionary of the Siamese Language ค.ศ. 1846

ถึงแม้ว่านับจากอดีตกาล คำว่า ‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ เป็นคำที่ถูกใช้มากมาย หลักฐานในเชิงลายลักษณ์สมัยรัชกาลที่  3 ที่สำคัญคือ A Dictionary of the Siamese Language ซึ่ง เจ. แคสเวลล์ (Rev. J. Caswell) เรียบเรียงขึ้น และต่อมา เจ. เอช. แชนด์เลอร์ (J. H. Chandler) ได้ตรวจชำระเพิ่มเติม เมื่อ ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) พจนานุกรมฉบับลายมือเล่มนี้อธิบายว่า

ราษฎรคือพลเมืองทั้งปวงนั้นเรียกว่าราศฎร7 และ ราษฎรนั้นความเหมือนกับราษะฎรเหมือนกัน8

ขณะที่คำว่า ประชาชนนั้นคือคนทั้งปวงนั้นเรียกว่าประชาชน9

คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใด ปรีดี พนมยงค์ จึงเลือกใช้คำว่า ราษฎร’ เป็นคำหลักของการอภิวัฒน์ 2475 ทั้งในการตั้งชื่อ ‘คณะราษฎร’ และในประกาศคณะราษฎร แทนที่จะใช้คำว่า ‘ประชาชน’ ซึ่งก็มีใช้อยู่แล้วในภาษาไทย แม้ทั้งสองคำจะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงรากศัพท์ คำว่า ‘ราษฎร’ ดูจะมีนัยเชื่อมโยงกับ ‘รัฐ’ มากกว่า จึงอาจสื่อถึงผู้คนในความสัมพันธ์กับรัฐ มิใช่เพียงผู้คนในฐานะกลุ่มบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานชั้นต้นที่อธิบายเหตุผลของปรีดีในการเลือกใช้คำดังกล่าวโดยตรง ข้อเสนอเช่นนี้จึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานทางอรรถศาสตร์เท่านั้น

หน้า 879 ศัพท์ Rashtra ใน A Sanskrit-English Dictionary ของ Monier Monier-Williams

ข้อสันนิษฐานนี้อาจพิจารณาประกอบกับรากศัพท์ภาษาสันสกฤต Rashtra ซึ่งปรากฏใน A Sanskrit-English Dictionary ของ Monier Monier-Williams ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ก่อน ปรีดี พนมยงค์ เกิดในปี พ.ศ.2 443 (ค.ศ. 1900) เพียงหนึ่งปี พจนานุกรมเล่มนี้อธิบายว่า Rashtra หมายถึงทั้งราชอาณาจักรแว่นแคว้นจักรวรรดิประเทศและดินแดน ควบคู่กับประชาชนชาติและพสกนิกร (the people, nation, subjects) แสดงให้เห็นว่า ในทางรากศัพท์ คำเดียวกันครอบคลุมทั้ง ‘รัฐ’ และ ‘ผู้คนของรัฐ’ โดยมิได้แยกออกจากกัน หากปรีดีมองเห็นนัยของคำในลักษณะเดียวกัน ก็อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดท่านจึงเลือกใช้คำว่า ‘ราษฎร’ เป็นคำหลักของการอภิวัฒน์ 2475 มากกว่าคำว่า ‘ประชาชน’ แม้ทั้งหมดนี้จะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่รอการค้นพบหลักฐานชั้นต้นมายืนยันหรือหักล้างในอนาคตก็ตาม  

วงเล็บที่หายไปในหลักหกประการ

หากคำว่า ‘ราษฎร’ คือหัวใจทางนิติปรัชญาของการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 แล้ว ‘หลักหกประการ’ ก็เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาทางการเมืองที่คณะราษฎรให้ไว้กับสังคมไทย

ในเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังการยึดอำนาจสำเร็จ คณะราษฎรได้ประกาศหลักหกประการต่อสาธารณชน ประกอบด้วย

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในการเมืองในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เป็นเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดั่งกล่าวข้างต้น
  6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร10
หลักหกประการในประกาศคณะราษฎร

หลักหกประการ “เอกราช สันติภาพ เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา” นี้ คือหัวใจของการอภิวัฒน์ 2475 แต่เมื่อพิจารณาต้นฉบับประกาศคณะราษฎร จะพบรายละเอียดสำคัญที่เลือนหายไปจากเอกสารที่จัดพิมพ์ภายหลัง โดยเฉพาะข้อความในวงเล็บของหลักข้อที่ 4 ที่ระบุว่า “ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเสมอภาคในความหมายของคณะราษฎร คือการยุติอภิสิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนชาติกำเนิดและฐานันดรศักดิ์

น่าสังเกตว่า ข้อความดังกล่าวถูกตัดออกอย่างรวดเร็ว แม้แต่หนังสือ ‘หลักหกประการ’ ที่จัดพิมพ์แจกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก็ไม่ปรากฏข้อความในวงเล็บนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งการประนีประนอมทางการเมือง ภายหลังมีการปรับแก้ประกาศคณะราษฎรตามข้อทักท้วงที่เห็นว่าถ้อยคำบางตอนมีลักษณะรุนแรง ผลคือ ถ้อยคำที่วิพากษ์อภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองโดยตรงค่อยๆ เลือนหายไปจากเอกสารที่เผยแพร่ในเวลาต่อมา

หนังสือหลักหกประการ พิมพ์เมื่อ 10 ธันวาคม พ.. 2475

 เค้าโครงการเศรษฐกิจ: ความพยายามทำให้คำประกาศกลายเป็นนโยบาย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ราวครึ่งปีเศษ ปรีดี พนมยงค์ ก็พยายามแปร ‘หลักหกประการ’ ให้เป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ผ่านเอกสารที่รู้จักกันในชื่อ ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ซึ่งเสนอเมื่อปลายปี พ.ศ. 2475 (ปฏิทินเก่า) แต่กลับก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การปิดสภา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476 ผู้ร่างต้องเดินทางออกนอกประเทศ และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนรัฐบาลออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเนื้อหาโดยตรง เค้าโครงการเศรษฐกิจมิได้มุ่งล้มเลิกกรรมสิทธิ์เอกชนหรือยึดทรัพย์สินของประชาชนดังที่ถูกกล่าวหา หากเป็นความพยายามสร้างหลักประกันพื้นฐานให้แก่ราษฎร ทั้งด้านการมีงานทำ รายได้ การศึกษา การรักษาพยาบาล และการจัดระเบียบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือความพยายามทำให้ ‘หลักหกประการ’ ออกจากสถานะของคำประกาศ มาเป็นนโยบายของรัฐ

กระนั้นก็ตาม เค้าโครงการดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะพระบรมราชวินิจฉัย ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเปรียบเทียบว่าเป็นการ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ และทรงเชื่อมโยงกับย่อหน้าสุดท้ายของประกาศคณะราษฎรที่กล่าวถึง ‘ยุคพระศรีอาริยะ’ ความตอนหนึ่งว่า

คนเราจะเชื่อคำทำนายอันศักดิ์สิทธินี้หรือจะเชื่อบุคคลชาวรัสเซียซึ่งยอมมาปล่อยให้พวกพ้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเราก็ควรจะต้องเชื่อคำทำนายอันศักดิ์สิทธินี้มากกว่าคำทำนายนั้นๆ ว่า จะยังมาไม่ถึงจนกว่าจะบรรจบ 5000 แล้ว ถึงแม้บุคคลเหล่านั้นจะว่าๆ มาถึงแล้วจะไปเชื่อเขาทำไม อย่าชิงสุกก่อนห่ามไปเลยถ้ามัวรีบจะเก็บต้นกัลปพฤษ์เสียแต่เวลาที่ยังไม่สุก หรือยังไม่โตพอเราจะหาดอกหาผลไม่ได้เลยอาจจะมีแต่นานแต่กิ่งที่เปราะที่จะหักพาลงไปตกเหวตายกันหมด11

อีกตอนหนึ่งทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านสอนให้เชื่อเหตุผล ฟังเหตุฟังผล ไม่ใช่บังคับให้เป็นทาสแบบอเวจีพระศรีอาริย์คอยชิงสุกก่อนห่ามดังที่โครงการเศรษฐกิจกำหนด12

ข้อความ ‘ชิงสุกก่อนห่ามสองแห่งในสมุดปกขาว

พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวมิใช่เพียงข้อโต้แย้งด้านเศรษฐกิจ หากยังสะท้อนความแตกต่างทางความคิดระหว่างฝ่ายที่ต้องการเร่งสร้างรัฐสวัสดิการกับฝ่ายที่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงควรค่อยเป็นค่อยไป

ต่อมา ปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับประเทศไทยในเดือนกันยายน พ.ศ. 2476 และภายหลังคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นได้พิจารณา ก็มีความเห็นว่าข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ไม่มีมูล ก่อนที่ท่านจะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2477 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีบทบาททางการเมืองและการบริหารประเทศอีกครั้ง

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เล่าไว้ว่า

“ในบั้นปลายชีวิต นายปรีดีได้ปรารภถึงเค้าโครงการเศรษฐกิจว่า ถ้าได้ดำเนินการตั้งแต่ตอนนั้น สยามประเทศจะเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ”

ขณะที่ปรีดีเองให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ว่า

ข้าพเจ้าไม่มีความมุ่งมาดจะทำลายลัทธิคนมีเงินสิ่งที่ข้าพเจ้าพึงปรารถนาก็คือเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพของราษฎรเท่านั้นและทั้งข้าพเจ้าประสงค์อย่างยิ่งที่จะผดุงชาติไทยให้ได้ประกอบการอุตสาหกรรมและการงานทั่วๆ ไป ลัทธิคอมมิวนิสต์ในกรุงสยามมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะกล่าวตามความปรารถนาของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้ามีจุดมุ่งไปในทางเดียวกับพรรคเลเบอร์ (พรรคกรรมกร) ในอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง13

สมุดปกเหลืองและสมุดปกขาวพิมพ์ต้นทศวรรษ พ.. 2490

แม้ ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ จะถูกตีตกตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เมื่อมองย้อนจากปัจจุบัน จะเห็นว่าแนวคิดสำคัญหลายประการในเอกสารฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันทางสังคม การศึกษาภาคบังคับ การรักษาพยาบาล และบทบาทของรัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ล้วนค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในช่วงกว่าทศวรรษที่ปรีดีกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เส้นทางทางการเมืองของท่านจะยุติลงด้วยรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เค้าโครงการเศรษฐกิจจะไม่เคยประกาศใช้ทั้งฉบับ แต่แนวคิดจำนวนไม่น้อยกลับได้รับการผลักดันและทยอยเกิดขึ้นจริงผ่านนโยบายของรัฐในเวลาต่อมา

ปรีดีพนมยงค์กับ 3 กระทรวงสำคัญ: จากหลักหกประการสู่การสร้างรัฐใหม่.. 2477–2484

ระหว่าง พ.ศ. 2477–2484 ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญของประเทศติดต่อกันสามกระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ก่อนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ตลอดราวแปดปีนี้ หลักหกประการของคณะราษฎรค่อยๆ แปรเป็นกฎหมาย นโยบาย และมาตรการสำคัญของรัฐ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของประเทศ

กระทรวงมหาดไทย (29 มีนาคม พ.ศ. 247714 – 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479)

ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรีดีมุ่งจัดระเบียบอำนาจรัฐให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญ วางโครงสร้างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมทั้งผลักดันระบบเทศบาล เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น งานด้านนี้สัมพันธ์โดยตรงกับหลักข้อ 2 เรื่องความปลอดภัยภายในประเทศ เพราะรัฐที่มีระเบียบและกฎหมายเสมอกันย่อมลดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทั้งยังรองรับหลักข้อ 4 ว่าด้วยสิทธิเสมอภาค และหลักข้อ 5 ว่าด้วยเสรีภาพของราษฎรภายใต้กติกาส่วนรวม

ในช่วงเดียวกัน ปรีดียังก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยเปิดเป็นตลาดวิชาให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้กว้างขวาง นี่คือการทำให้ หลักข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดการศึกษาแก่ราษฎรอย่างเต็มที่ เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้น การเปิดความรู้ด้านกฎหมายและการเมืองแก่ประชาชนยังช่วยให้สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคมิได้เป็นเพียงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นสิ่งที่ราษฎรสามารถเรียนรู้และใช้ได้จริง

กระทรวงการต่างประเทศ (12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 247915 – 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481)

เมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปรีดีรับภารกิจสำคัญที่สุดประการหนึ่งของรัฐสยามสมัยใหม่ คือการปลดเปลื้องข้อผูกพันจากสนธิสัญญาไม่เสมอภาค เขาเจรจายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ฟื้นอำนาจศาล และเรียกคืนเสรีภาพในการกำหนดภาษีศุลกากรและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ความสำเร็จนี้ทำให้ไทยกลับมามีอำนาจอธิปไตยสมบูรณ์ขึ้นทั้งทางการเมือง ทางศาล และทางเศรษฐกิจ ตรงกับหลักข้อ 1 อย่างครบถ้วน

การฟื้นอธิปไตยดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับหลักข้อ 3 เพราะตราบใดที่รัฐยังถูกจำกัดอำนาจทางภาษีและการค้า ก็ยากจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายเป็นมิตรกับนานาประเทศและยึดการเจรจาเป็นหลัก ยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามหลักข้อ 2 โดยไม่ผลักประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งเกินความจำเป็น

กระทรวงการคลัง (16 ธันวาคม พ.ศ. 248116 – 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484)

ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปรีดีนำเอกราชทางเศรษฐกิจที่ได้คืนมาจากการเจรจาต่างประเทศมาใช้สร้างความเป็นธรรมภายใน เขายกเลิกภาษีที่กดภาระลงบนราษฎรผู้มีรายได้น้อย ปรับปรุงภาษีเงินได้ จัดทำประมวลรัษฎากร ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ และวางรากฐานสำนักงานธนาคารชาติไทย นโยบายเหล่านี้ตรงกับหลักข้อ 3 ซึ่งกำหนดให้รัฐบำรุงความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก และจัดระบบเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

การยกเลิกภาษีรัชชูปการ อากรค่านา และภาษีที่มีลักษณะถอยหลัง ยังเป็นการทำให้หลักข้อ 4 เรื่องความเสมอภาคปรากฏในระบบภาษี ผู้มีฐานะต่างกันไม่ควรถูกบังคับให้รับภาระอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนการจัดระเบียบงบประมาณให้รัฐสภาตรวจสอบได้ สัมพันธ์กับหลักข้อ 5 เพราะเสรีภาพของราษฎรจะมั่นคงได้ต่อเมื่อการใช้เงินและอำนาจของรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายและการตรวจสอบ

ปรีดียังเปลี่ยนทุนสำรองจากเงินปอนด์เป็นทองคำและดอลลาร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วางรากฐานธนาคารกลาง และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ผลงานส่วนนี้เชื่อมหลักข้อ 1 เรื่องเอกราชทางเศรษฐกิจเข้ากับ หลักข้อ 2 เรื่องความปลอดภัยของประเทศ เพราะความมั่นคงทางการเงินคือเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงแห่งรัฐ

เมื่อพิจารณาตลอดแปดปีดังกล่าว จะเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่วางระเบียบการปกครอง สร้างความปลอดภัย ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา กระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่กอบกู้เอกราชทางการเมือง ทางศาล และทางเศรษฐกิจ ส่วนกระทรวงการคลังทำหน้าที่สร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สามกระทรวงจึงไม่ใช่ผลงานสามชุดที่แยกจากกัน แต่เป็นกระบวนการเดียวกันในการแปลงหลักหกประการให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐไทยสมัยใหม่

หากจะมีผู้ใดสามารถบรรยายบรรยากาศของประเทศไทยในยามก่อนสงครามได้อย่างละเมียดละไมและกินใจที่สุดก็เห็นจะเป็นอาจินต์ปัญจพรรค์ (พ.ศ.2470-2561) ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ผู้เคยวาดภาพวันวานผ่านภาษาง่ายๆแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตและความทรงจำดังตอนหนึ่งที่เขาเล่าว่า

ก่อนญี่ปุ่นบุกเมืองไทยเราสงบสุขการเศรษฐกิจดี

ถึงขนาดรัฐบาลต้องทำเหรียญครึ่งสตางค์ออกมาให้ประชาชนซื้อของกินอันมีราคาถูก

บทประพันธ์กำลังเฟื่องฟูนักประพันธ์กำลังลื่นมือกระดาษพิมพ์หนังสือก็มีเยอะแยะ

นักแต่งเพลงนักดนตรีนักร้องกำลังอารมณ์บานไสวแต่งเพลงร้องเพลงส่งวิทยุและอัดแผ่นเสียงเป็นการใหญ่

แม้ว่าจะได้ค่าเล่นดนตรีวันละ 4 บาทค่าร้องเพลง 20 บาทต่อ 1 เพลง

ผู้คนมีความสุขทุกฤดูกาลหน้าฝนกางร่มหน้าหนาวชาวนาก่อไฟผิงคนกรุงเทพฯสวมสเวตเตอร์หน้าร้อนคนมีเงินมีรถยนต์ไปตากอากาศที่หัวหิน17

สิ่งพิมพ์หลักหกประการปีพ..2482

สงครามโลกครั้งที่สอง: บทพิสูจน์ของหลักหกประการ เมื่อ ‘เอกราช’ ถูกทดสอบ

หากช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นห้วงเวลาที่ปรีดี พนมยงค์ ขับเคลื่อนหลักหกประการผ่านการปฏิรูปกฎหมาย การบริหารราชการ และนโยบายของรัฐ การปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ก็ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อภารกิจสำคัญของชาติเปลี่ยนจากการวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ไปสู่การรักษาเอกราชและความอยู่รอดของประเทศท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้าประเทศ ก่อนพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นพันธมิตรและประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร การตัดสินใจดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญจากการประเมินดุลกำลังของสงครามและความจำเป็นที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายซึ่งอาจเกิดขึ้นกับประเทศ ขณะที่ปรีดี พนมยงค์ และผู้ร่วมอุดมการณ์อีกส่วนหนึ่ง เห็นว่าการรักษาเอกราชควรดำเนินไปอีกแนวทางหนึ่ง จนนำไปสู่การก่อกำเนิดขบวนการเสรีไทยในเวลาต่อมา

เมื่อพิจารณาในมุมนี้ ความแตกต่างระหว่างผู้นำทั้งสองจึงมิได้เกิดจากการให้คุณค่าต่อเอกราชของชาติต่างกัน หากอยู่ที่การประเมินสถานการณ์และการเลือกแนวทางเพื่อธำรงเอกราชของประเทศในยามสงคราม ซึ่งต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขของเวลานั้น

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กับขบวนการเสรีไทย พ.ศ. 2484-2488

ภายหลังการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ปรีดี พนมยงค์ ถูกโยกออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 โดยปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2484 แม้ตำแหน่งดังกล่าวจะอยู่นอกฝ่ายบริหาร แต่กลับเปิดทางให้ท่านเป็นศูนย์กลางการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ ประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร และยืนยันต่อประชาคมโลกว่าการประกาศสงครามของรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นเจตจำนงของประชาชนไทยทั้งประเทศ

บทบาทของขบวนการเสรีไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานด้านการข่าวและการทหาร แต่ยังมีส่วนสำคัญในการธำรงสถานะทางกฎหมายของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ จนภายหลังสงคราม ประเทศไทยไม่ถูกปฏิบัติในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม ความสำเร็จดังกล่าวจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเอกราชของชาติ

รัฐบุรุษอาวุโส พ.ศ. 2488 สู่การขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2489

หลังสงครามยุติ ปรีดี พนมยงค์ได้รับเกียรติประวัติสูงสุดในการขึ้นดำรงตำแหน่ง “รัฐบุรุษอาวุโส” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.248818 กระทั่งเมื่อตัดสินใจขึ้นดำรงหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีในปีถัดมาเมื่อวันที 24 มีนาคม พ.ศ.248919 ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งการเพิ่มความยึดโยงของรัฐสภากับประชาชน และการจำกัดอำนาจที่ไม่ได้มาจากราษฎรทั้งหลาย

วิกฤตการณ์ พ.ศ. 2489 และจุดสิ้นสุดของยุคคณะราษฎร

เหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จุดชนวนวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ แม้ปรีดีจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ข้อกล่าวหาและความขัดแย้งที่ตามมาได้บั่นทอนอำนาจของฝ่ายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อนายกรัฐมนตรีปรีดีลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2489 และนำมาสู่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาวสวัสดิ์ (หลวงธำรงฯ)

ท้ายที่สุด การรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490  ต่อรัฐบาลหลวงธำรงฯ ก็ได้ยุติบทบาททางการเมืองของปรีดีในประเทศไทย และเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามผลักดันอุดมการณ์ของคณะราษฎรผ่านระบอบรัฐสภา ก่อนที่ปรีดีจะใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศตลอดบั้นปลายชีวิต

หลักหกประการ: พันธสัญญาที่สังคมไทยยังสนทนากันไม่จบ

ตลอด 15 ปี นับจากการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 จนถึงรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ปรีดี พนมยงค์ เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันหลักหกประการผ่านบทบาททั้งในฐานะนักกฎหมาย รัฐมนตรี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรี หลักหลายประการได้รับการผลักดันจนเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปกครองท้องถิ่น การขยายโอกาสทางการศึกษา การปฏิรูประบบภาษี การธำรงเอกราชทางกฎหมายระหว่างประเทศ และการจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจของรัฐ

ตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา หลักหกประการของคณะราษฎรได้หล่อหลอมพัฒนาการของสังคมไทยในหลายด้าน ขณะเดียวกัน เป้าหมายอีกหลายประการยังรอการสานต่อ โดยเฉพาะการสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำ หลักประกันทางสังคม และการธำรงระบอบประชาธิปไตยในห้วงเวลาที่กำลังเผชิญความท้าทาย ถึงแม้อำนาจทางการเมืองของผู้ก่อการ ๒๔๗๕ จะสิ้นสุดลงไปนานแล้ว แต่มรดกทางอุดมการณ์ที่ตกผลึกเป็นหลักหกประการจึงยังคงมีลักษณะอกาลิโก คุณค่าของหลักการเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา แต่อยู่ที่การที่คนไทยแต่ละรุ่นร่วมกันตีความ สานต่อ และแปรให้เป็นความจริงของสังคม เมื่อถึงวันนั้น หลักหกประการก็จะก้าวพ้นจากการเป็นมรดกของการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ และเป็นพลังในการพัฒนาประเทศสู่อนาคต

ปัจฉิมลิขิต

ปิดท้ายบทความนี้ผู้เขียนขอคัดต้นฉบับบทนำจากหนังสือไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ: ที่ระลึกในงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในงานฉลองวันชาติครั้งแรกพร้อมการฉลองการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับนานาประเทศอันทำให้ประเทศไทยได้รับเอกราชทางศาลและอธิปไตยกลับคืนโดยสมบูรณ์หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองครบเจ็ดปีจึงนับเป็นการสรุปผลงานของคณะราษฎรในช่วงที่อำนาจการบริหารประเทศยังอยู่ในมือของผู้ก่อการรุ่นแรกโดยมีหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีและหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ปกหนังสือ ‘ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ’

บทนำที่คัดมาพิมพ์ต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าคณะราษฎรในเวลานั้นประเมินผลการดำเนินงานของตนเองผ่านกรอบ ‘หลักหกประการ’ อย่างไร และเห็นว่าประเทศไทยได้ดำเนินมาถึงจุดใดหลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ผ่านมาเจ็ดปี

ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ ที่ระลึกในงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา 24 มิถุนายน 2482

บุคคลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

  1. นายพลตรี พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร
  2. นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน
  3. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
  4. นายพลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ

ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ

จำเดิมแต่เราได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาซึ่งเป็นเวลาล่วงไปแล้ว 7 ปี ประเทศที่รักของเราได้ประสพการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเกือบทุกทางทั้งในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ และในทางสังคม…

ในการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมามีรัฐธรรมนูญขึ้นมา ‘คณะราษฎร’ ได้ประกาศโครงการที่จะทำนุบำรุงสร้างประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างกว้างๆ ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความทรุดโทรมของบ้านเมืองที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น โครงการนี้เรียกว่า ‘หลัก 6 ประการ’ คือ…1. หลักเอกราช… 2. หลักความสงบ… 3. หลักเศรษฐกิจ… 4. หลักความเสมอภาค… 5 หลักเสรีภาพ… 6 หลักการศึกษา…

ภาพเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ภาพ ‘หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญที่ลานพระบรมรูปทรงม้า’

ความก้าวหน้าของประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญนั้นจะพิจารณาเห็นได้จากผลสำเร็จตามโครงการหรือหลัก 6 ประการที่รัฐบาลได้ประกาศไว้นั่นเองซึ่งสมควรจะนำมากล่าวไว้ณที่นี้แต่พอเป็นสังเขปเท่านั้น

ในหลักเอกราชรัฐบาลรัฐธรรมนูญได้เจรจาแก้ไขและทำสนธิสัญญาใหม่กับต่างประเทศเป็นผลสำเร็จสนธิสัญญาใหม่นี้ได้ช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากข้อผูกพันอันเป็นการเสียเปรียบแต่ฝ่ายเดียวตามสนธิสัญญาเก่าหลายประการเป็นการยกย่องเชิดชูให้ได้รับความเสมอภาคเสรีภาพเทียมบ่าเทียมไหล่กับอารยประเทศทั้งหลาย และก็ได้สำเร็จไปโดยไม่ต้องเสียดินแดนเป็นการตอบแทนหรือมีเงื่อนไขผูกพันอย่างใหญ่โตดั่งที่ได้เคยมีมาแล้วในการทำสนธิสัญญาในสมัยก่อน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าประเทศของเราในสมัยรัฐธรรมนูญได้รับความยกย่องและเชื่อถือจากนานาประเทศยิ่งกว่าในสมัยใดๆ 

สำหรับการทหารของประเทศก็ได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมายรัฐบาลได้เร่งบำรุงกองทัพทั้งทางบกทางเรือ และทางอากาศพอที่จะกล่าวได้ว่าอาจรักษาความเป็นเอกราชของประเทศไว้ได้เป็นอย่างดีและการทหารของประเทศเราก็นับวันแต่จะแข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ ทางราชการยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมยุวชนทหารเพื่อจะได้เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป สำหรับการคลังของประเทศก็มีฐานะมั่นคงดีขึ้นเสมอรัฐบาลได้พยายามหาทางลดหนี้สินของประเทศลงไปได้มากรักษาระดับ และค่าปริวรรตแห่งเงินตราไว้ได้อย่างมั่นคงเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณใหม่ยกเลิกภาษีอากรหลายอย่าง และปรับปรุงวางระเบียบการเก็บภาษีอากรเสียใหม่เพื่อให้เป็นธรรมแก่สังคม และโดยวิธีนี้รายได้ของประเทศจะมีมากขึ้นโดยไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรผู้ไม่อยู่ในฐานะที่จะเสียภาษีได้สำหรับทางศาลนั้นเล่ารัฐบาลในระบอบรัฐธรรมนูญก็ได้ทำให้ได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ด้วยการทำสนธิสัญญาใหม่กับนานาประเทศดั่งกล่าวแล้ว ซึ่งในชั้นเดิมเราจำต้องตั้งศาลพิเศษไว้สำหรับพิจารณาคดีของบุคคลบางชาติและเรายังต้องยอมให้กงสุลของชาติต่างๆ มีสิทธิที่จะถอนคดีที่คนในบังคับของเขาเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาจากศาลไทยเพื่อเอาไปชำระเสียเองได้ แต่ในบัดนี้วิธีการพิเศษต่างๆ อันเกี่ยวกับคนต่างประเทศที่ศาลเราต้องผูกพันอยู่นั้นได้เลิกไปโดยเด็ดขาดและสิ้นเชิงแล้ว

ในหลักความสงบภายในรัฐบาลได้เพิ่มกำลังตำรวจให้มีมากขึ้นพิจารณาหาลู่ทางให้คนทำผิดทางอาชญาน้อยลงเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการบริหารเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความเป็นอยู่ของประเทศขยายการจัดตั้งเทศบาลแพร่หลายออกไปส่งเสริมการสาธารณสุขให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อช่วยป้องกันและบำบัดการเจ็บการตายให้มีน้อยลงปรับปรุงการราชทัณฑ์ให้ทันสมัยและจัดตั้งทัณฑนิคมขึ้นจัดการกู้เงินในประเทศ 20 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเทศบาลและบำรุงท้องที่พยายามหาทางให้ราษฎรมีทางทำมาหากินเพื่อให้บังเกิดความสงบและสันติสุขแก่สังคม

ในหลักเศรษฐกิจนั้นเล่ารัฐบาลก็ได้วางโครงการสร้างถนนสายต่างๆ ขึ้นโดยลงทุนด้วยจำนวนเงินหลายสิบล้านบาทสร้างโรงงานทำกระดาษ โรงงานทำน้ำตาล โรงงานทอผ้า โรงงานไหมอุดหนุน และบำรุงอุตสาหกรรมพื้นเมืองซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมิให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศได้มากส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎรทางเกษตรกรรมทางการป่าไม้ ทางการชลประทานขยายจำนวนสหกรณ์ให้กู้ยืมเงินให้มากขึ้น ขยายสายการขนส่งทางเครื่องบินส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การรถไฟกับการไปรษณีย์โทรเลขก็ได้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับสำหรับ การค้าบางประเภทรัฐบาลก็ได้เข้าคุ้มครอง เพื่อที่จะให้คนไทยได้มีโอกาสทำต่อไปได้ด้วยความวัฒนาถาวรเช่นยาสูบและเกลือ ทั้งยังได้มีนโยบายให้ผู้ที่ส่งสินค้ายาสูบและเกลือออกไปจำหน่ายนอกประเทศได้รับรางวัลตามสมควร นอกจากนี้ โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาลยังได้จัดการออกพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินในประเทศ 25 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินในประเทศอีก 20 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม

ในหลักความเสมอภาคนั้นตามรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติปรากฏชัดอยู่แล้วคือนอกจากในทางคุณธรรมและคุณวุฒิประชาชน ชาวไทยในสมัยนี้ไม่มีฐานะแตกต่างกันฐานันดรศักดิ์และชาติกำเนิดไม่ทำให้ได้รับเอกสิทธิแต่อย่างใดเลย

ในหลักเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญประชาชนชาวไทยก็ได้รับมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งข้อนี้จะสังเกตได้จากเสรีภาพในการเขียนและการโฆษณาเป็นต้น

ในหลักการศึกษาซึ่งเป็นหลักสุดท้ายรัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จัดตั้งโรงเรียนขึ้นเองขยายโรงเรียนประชาบาล และเทศบาลส่งเสริมอุดหนุนโรงเรียนราษฎร์ให้มีจำนวนมากขึ้น จัดตั้งโรงเรียนอาชีพมหาวิทยาลัยจัดส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาต่อในต่างประเทศและส่งข้าราชการออกไปดูงานปีละมากๆ เพื่อจะได้กลับมากระทำประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไปส่งเสริมการศิลปากรและวัฒนธรรมของชาติให้รุ่งเรืองจัดให้การพลศึกษาได้แพร่หลายในโรงเรียน และตลอดถึงประชาชนโดยทั่วไปด้วย

อันความก้าวหน้าของบ้านเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญนี้ได้เป็นไปทั้งที่รัฐบาลต้องประสพอุปสรรคมากมายเกือบตลอดทุกระยะ ซึ่งในบางคราวก็จวนเจียนจะบังเกิดผลเป็นความพินาศของระบอบรัฐธรรมนูญเช่นการปิดสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 เมษายนพุทธศักราช 2476 และการกบฏเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมศกเดียวกันเป็นต้น

เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่ามูลเหตุแห่งความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองในปัจจุบันนี้สืบเนื่องมาแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนพุทธศักราช 2475 ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นวันสำคัญเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตจิตต์ใจของประชาชนชาวไทยเป็นวันที่ประเทศไทยได้เริ่มต้นศักราชใหม่ขึ้นอย่างหนึ่ง เป็นวันที่ไทยได้เริ่มตื่นตัวและเดินก้าวหน้าอย่างเร่งรุดชาติไทยได้มีมานานแล้ว แต่วันชาติที่แท้จริงและถูกต้องของเรายังหามีไม่คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติให้ถือเอาวันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันชาติตามความสำคัญของวันนี้ และได้สั่งให้มีการฉลองเป็นงานใหญ่ประจำทุกปี อนึ่งคณะรัฐมนตรียังได้ลงมติตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลระบอบรัฐธรรมนูญได้แก้ไขทำสนธิสัญญาใหม่กับนานาประเทศสำเร็จไปเป็นอย่างดีจึงเป็นการสมควรที่จะจัดให้มีการฉลอง ‘สนธิสัญญาใหม่นี้โดยรวมเป็นงานเดียวกับงานฉลองวันชาติในปีนี้ด้วย

การฉลองวันชาติและสนธิสัญญาใหม่มีขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2482 นี้สำนักงานโฆษณาการเห็นเป็นการสมควรที่จะจัดพิมพ์สมุดแสดงความก้าวหน้าของไทยในสมัยรัฐธรรมนูญขึ้น แสดงให้เห็นความเจริญของประเทศในด้านต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของวันชาติและคุณค่าของการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ และการเช่นนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการแสดงด้วยภาพและเส้นสถิติต่างๆ  อย่างไรก็ดี สมุดนี้หาได้นำความก้าวหน้าของทุกกระทรวงทะบวงกรมมาแสดงไว้อย่างครบถ้วน ไม่แต่ได้คัดเลือกนำมาแสดงไว้ฉะเพาะที่เห็นสมควรและพอจะรวบรวมได้ภายในชั่วระยะเวลาอันน้อยเพื่อให้ทันงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญาเท่านั้นการแสดงความก้าวหน้าของหน่วยราชการต่างๆอย่างครบถ้วนจะได้มีต่อไป  

24 มิถุนายน 2482

นายกรัฐมนตรีปรีดีพนมยงค์กับรัฐธรรมนูญ พ.. 2489

สังเขปกาลานุกรมชีวประวัติปรีดีพนมยงค์

การจดจำไทม์ไลน์ชีวิตของปรีดี พนมยงค์ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบเคียงกับบริบทโลกผ่านคริสต์ศักราช เนื่องจากปรีดีเกิดในปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 พอดี

ปีเหตุการณ์
1900 (พ.ศ. 2443)ปรีดี พนมยงค์ เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
1911การปฏิวัติซินไฮ่ นำโดยซุนยัตเซ็น ยุติระบอบจักรพรรดิของจีน
1917การปฏิวัติรัสเซีย เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองโลก
1920เดินทางไปศึกษากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส
1927ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ณ กรุงปารีส
1932การอภิวัฒน์สยาม และประกาศหลักหกประการ
1933เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ
1934ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
1937–1938เจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค ฟื้นฟูเอกราชทางการเมือง ศาล และเศรษฐกิจ
1938–1941ปฏิรูประบบภาษี วางรากฐานประมวลรัษฎากร และธนาคารชาติ
1941สงครามมหาเอเชียบูรพา ปฏิเสธการร่วมมือกับญี่ปุ่น และเริ่มจัดตั้งขบวนการเสรีไทย
1945สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ประเทศไทยฟื้นสถานะในประชาคมระหว่างประเทศ
1946ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489
1947รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน ยุติบทบาททางการเมืองในประเทศไทย
1949ลี้ภัยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกครั้งในพิธีประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน วันที่ 1 ตุลาคม
1970ย้ายไปพำนักที่ประเทศฝรั่งเศส และใช้ชีวิตในต่างแดนจนวาระสุดท้าย
1983ถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

อ้างอิงจาก

  1. “หลักหกประการที่เหมาะสมกับสังคมไทยปัจจุบัน”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 10 กรกฎาคม 2569 , https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2912 ↩︎
  2. วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ, แนวคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี,  พ.ศ.2535,  (เรือนแก้วการพิมพ์), น.5. ↩︎
  3. วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ, แนวคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี,  พ.ศ.2535,  (เรือนแก้วการพิมพ์), น.10 ↩︎
  4. วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ, แนวคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี,  พ.ศ.2535,  (เรือนแก้วการพิมพ์), น.32 ↩︎
  5. วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ, แนวคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี,  พ.ศ.2535,  (เรือนแก้วการพิมพ์), น.34 ↩︎
  6. วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์ บรรณาธิการ, แนวคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี,  พ.ศ.2535,  (เรือนแก้วการพิมพ์), น.133. ↩︎
  7. J. Caswell and J. H. Chandler, A Dictionary of the Siamese Language (Bangkok, Siam, 1846), พิมพ์ซ้ำใน หนังสือในโครงการจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือและเอกสารที่ทรงคุณค่า, ลำดับที่ 4, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), น. 633. ↩︎
  8. J. Caswell and J. H. Chandler, A Dictionary of the Siamese Language, น. 647.
    ↩︎
  9. J. Caswell and J. H. Chandler, A Dictionary of the Siamese Language, น. 544.
    xMonier Monier-Williams, A Sanskrit-English Dictionary (Oxford: Clarendon Press, 1899), p. 879. ↩︎
  10. ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1, สถาบันปรีดี พนมยงค์, https://pridi.or.th/th/libraries/1583202126 ↩︎
  11. บันทึกพระบรมราชาวินิจฉัย เรื่อง เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม, พ.ศ.2490 สำนักงานการพิมพ์ ศ.ศิลปานนท์, (อักษรเจริญทัศน์), น.85. ↩︎
  12. บันทึกพระบรมราชาวินิจฉัย เรื่อง เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม, พ.ศ.2490 สำนักงานการพิมพ์ ศ.ศิลปานนท์, (อักษรเจริญทัศน์), น.86. ↩︎
  13. วาณี พนมยงค์ บรรณาธิการ, ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์, พ.ศ.2551, (ตถาตา), น.115. ↩︎
  14. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กลุ่ม “รัฐกิจเสรี” พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.139. ↩︎
  15. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กลุ่ม “รัฐกิจเสรี” พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น. 213. ↩︎
  16. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กลุ่ม “รัฐกิจเสรี” พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.279. ↩︎
  17. อาจินต์ ปัญจพรรค์, บอมบ์กรุงเทพฯ, พ.ศ.2541, (มติชน), น.208. ↩︎
  18. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กลุ่ม “รัฐกิจเสรี” พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.489-490. ↩︎
  19. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กลุ่ม “รัฐกิจเสรี” พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2517, (ช.ชุมนุมช่าง), น.505. ↩︎

คณะราษฎร นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปรีดี พนมยงค์ รัฐธรรมนูญ รัฐสวัสดิการ ราษฎร หลักหกประการ อภิวัฒน์ 2475

เรื่อง: นริศ จรัสจรรยาวงศ์

สิกขาค้นคว้าสรรพหนังสือเก่ากรอบเพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่าวิญญูชนคนสามัญผู้ถูกลืมให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ด้านอาณาจักร สนใจในบริบทสังคมระยะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ด้านพุทธจักร ใฝ่ฉันทะชีวประวัติสตรีผู้เป็นพุทธมามิกาและงานแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาพากย์จีน