เวลาพูดถึงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เรามักนึกถึงเหตุการณ์ล้อมปราบโดยเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แน่นอนว่า ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 ก็มีคนรุ่นใหม่ นักศึกษา และปัญญาชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านอำนาจเผด็จการ
เวลาล่วงผ่านไปกว่า 50 ปี เป็นหลักฐานยืนยันว่าประชาธิปไตยเป็นกระบวนการ มิใช่เพียงผลลัพธ์ที่ทำแล้วเสร็จ ผู้คนในช่วงเวลาหนึ่งเดินทางผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบัน และมีบทบาทในการหล่อหลอมสังคมนี้อย่างไร และน่าสนใจว่า คนเดือนตุลาเหล่านี้ แม้ผ่านภาพเหตุการณ์ร่วมกัน กลับมีบทบาทและเส้นทางที่แตกต่างกันในปัจจุบัน

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย เป็น สส.ฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปัตย์ และในการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2519 ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดตรังเป็นสมัยที่ 3 ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ช่วงเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นต่างภายในต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดย สส.บางส่วนถูกมองว่าใกล้ชิดกับฝ่ายขวา ขณะที่อีกส่วนมีท่าทีสนับสนุนนักศึกษา
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ชวนเป็นหนึ่งใน สส.ประชาธิปัตย์ 3 คนที่ถูกกลุ่มขวาจัดกล่าวหาว่าสนับสนุนคอมมิวนิสต์ เขาจึงกลับไปตั้งหลักที่จังหวัดตรัง และเริ่มเขียนนิยาย เย็นลมป่า ซึ่งสะท้อนชีวิตผู้คนในป่ายางที่พยายามดำรงชีวิตโดยไม่เลือกข้าง ก่อนตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสาร พาที และรวมเล่มในเวลาต่อม
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีส่วนร่วมในการชุมนุมช่วง 14 ตุลา 2516 และต่อมาได้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่จากคำบอกเล่าที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ของ ลักขณา ปันวิชัย หรือแขก คำผกา ระบุว่า ภายหลังสถานการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เขาจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยเรียนด้านวิศวกรรมอุตสาหการระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ แทนการเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทย
ปัจจุบัน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสังกัดพรรคเพื่อไทย
อดิศร เพียงเกษ
อดิศร เพียงเกษ หรืออดีต “สหายสอง” เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา หลังเหตุการณ์เขาเดินทางเข้าสู่เขตป่าฝั่งลาว ก่อนกลับเข้าสู่สังคมและเริ่มต้นเส้นทางการเมือง โดยได้รับเลือกเป็น สส.ครั้งแรกในปี 2534 ในนามพรรคมวลชน
ต่อมาอดิศรเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคในปี 2550 ก่อนกลับเข้าสู่สภาอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2566 และได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือประธานวิปรัฐบาล
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง เป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในช่วง 6 ตุลา ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงรองเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก่อนเข้าป่าและใช้ชื่อ “สหายสุภาพ”
หลังออกจากป่า จาตุรนต์ศึกษาต่อในสหรัฐฯ ก่อนกลับเข้าสู่การเมืองและได้รับเลือกเป็น สส.ฉะเชิงเทราเป็นครั้งแรกในปี 2529 จากพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาเป็นแกนนำสำคัญของพรรคไทยรักไทย และมีบทบาทในพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งช่วงรัฐประหารและการยุบพรรคหลายครั้ง
ในปี 2557 จาตุรนต์เป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ออกมาแถลงคัดค้านการรัฐประหารต่อสื่อต่างประเทศ ก่อนถูก คสช.ควบคุมตัวและดำเนินคดีหลายข้อหา ปัจจุบันเขากลับมาเป็น สส.ในนามพรรคเพื่อไทย บทบาที่โดดเด่นคือการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของพรรคเพื่อไทย
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นหนึ่งในคนเดือนตุลาฯ ที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาในฐานะนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ต่อมาเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย และกลับมามีบทบาทในรัฐบาลช่วงหลัง โดยในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เขาดำรงตำแหน่งรองประธานคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ
ภูมิธรรม เวชยชัย
ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นอดีตแกนนำนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคจุฬา-ประชาชน ก่อนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 6 ตุลา และตัดสินใจเข้าป่า โดยใช้ชื่อ “สหายใหญ่”
หลังออกจากป่าและกลับมาเรียนต่อ ภูมิธรรมเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ก่อนมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยร่วมกับทักษิณ ชินวัตร และเป็นหนึ่งในแกนนำที่อยู่กับพรรค และเคยเผชิญกับสถานการณ์รัฐประหาร การยุบพรรค และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง
ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เขาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
มีชัย ฤชุพันธุ์
ต้องออกตัวก่อนว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ได้เป็น “คนเดือนตุลา” ในความหมายของขบวนการนักศึกษาหรือผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็นบุคคลที่เติบโตขึ้นในสายงานกฎหมายและกลไกรัฐ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาและ 6 ตุลา
ในช่วง 6 ตุลา เขาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ฝ่ายกฎหมาย ก่อนเข้าสู่บทบาททางการเมืองในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในเวลาต่อมา
มีชัยเป็นนักกฎหมายคนสำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานในรัฐบาลและองค์กรทางการเมืองหลายยุคสมัย เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา และรักษาการนายกรัฐมนตรีภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2560 ในฐานะประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
กฤษฎางค์ นุตจรัส
กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ “ทนายด่าง” เป็นนักศึกษาและสมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา และเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการล้อมปราบบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเหตุการณ์ เขาเข้าสู่วิชาชีพทนายความและทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยรับว่าความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีการเมืองหลายคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และ 116
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ในปี 2519 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยในคืนวันที่ 5 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม เขาทำหน้าที่เป็นโฆษกบนเวทีปราศรัยของแนวร่วมต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
หลังเกิดเหตุล้อมปราบ เขาถูกจับกุมและเป็นหนึ่งใน 18 ผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา ซึ่งถูกดำเนินคดีในศาลทหารด้วยข้อหาร้ายแรง รวมถึงความผิดเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์และมาตรา 112 ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวภายหลังการนิรโทษกรรมในปี 2521
ต่อมา สมศักดิ์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสร้างผลงานทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในงานสำคัญคือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งตั้งคำถามต่อการสร้างและการเขียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาและ 6 ตุลา
หลังรัฐประหารปี 2557 เขาปฏิเสธคำสั่งให้เข้ารายงานตัวของ คสช. และเดินทางออกนอกประเทศ ก่อนพำนักอยู่ในฝรั่งเศสในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง
ธงชัย วินิจจะกูล
ธงชัย วินิจจะกูล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองหลัง 14 ตุลา 2516 ก่อนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 5–6 ตุลาคม 2519 และเป็นหนึ่งใน 18 ผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา ซึ่งถูกดำเนินคดีในศาลทหาร
หลังจากนั้น ธงชัยเดินหน้าสู่เส้นทางวิชาการและกลายเป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญที่ตั้งคำถามต่อความคิดเรื่องชาติและดินแดน งานสำคัญของเขาคือแนวคิดเรื่อง “ภูมิกายา” (geo-body) ซึ่งอธิบายว่าความคิดเกี่ยวกับดินแดน เส้นเขตแดน และพื้นที่ที่เรียกว่า “สยาม” หรือ “ไทย” มิได้เป็นสิ่งตายตัว หากก่อรูปและเปลี่ยนแปลงไปตามประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะภายใต้บริบทการปะทะกับลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19
อีกแนวคิดสำคัญที่ธงชัยใช้พูดถึงความทรงจำของสังคมต่อ 6 ตุลา คือ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ซึ่งชี้ให้เห็นภาวะที่สังคมไม่ได้ลืมเหตุการณ์ไปทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถจดจำและพูดถึงมันอย่างเปิดเผยและมีความหมายร่วมกันได้ ความทรงจำจึงถูกกดทับ เปลี่ยนรูป และกลับมาปรากฏในบริบททางการเมืองต่างๆ
ศ.เกษียร เตชะพีระ
ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา เกษียร เตชะพีระ เป็นกรรมการสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เขาเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายมา” และเคลื่อนไหวในพื้นที่ตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนออกจากป่าในปี 2524
หลังจากนั้น เกษียรกลายเป็นนักวิชาการที่มีผลงานจำนวนมากเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างซ้าย-ขวา และประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมถึงการตั้งคำถามและถอดรื้อความทรงจำหรือมายาคติของ “คนเดือนตุลา” เอง
เขายังเสนอว่า คนรุ่นเดือนตุลาไม่ควรยึดตัวเองเป็นผู้ชี้นำสังคมอีกต่อไป แต่ควรส่งต่อประสบการณ์และทำความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่ ผลงานของเขาที่ว่าด้วยความทรงจำและบทเรียนจากเหตุการณ์เดือนตุลามีจำนวนมาก รวมถึงหนังสือ สรรนิพนธ์ 6 ตุลาฯ ของ เกษียร เตชะพีระ
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เนาวรัตน์ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์และเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาในช่วงนี้คือการเขียนบทกวีสะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
“ผูกคอลากกระชากร่างกลางสนาม
เลือดยังลามจากหลังวิ่นรินเป็นสาย
นอนแน่นิ่งเนื้อขาวเปล่าเปลือยกาย
ท่อนไม้ก่ายเกรอะเลือดเลอะเดือดแดงฯ” ความตอนหนึ่งจาก ‘เพียงความเคลื่อนไหว’ กวีนิพนธ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลา
ในยุคสมัยไล่เลี่ยปัจจุบัน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และการดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 อีกด้วย
วิสา คัญทัพ
วิสา คัญทัพ ในวัยหนุ่มคือผู้นำนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่ทำหนังสือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารอย่างรุนแรง จนถูกสั่งลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2516 เหตุการณ์นั้นกลายเป็นการจุดชนวนประท้วงใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนรัฐบาลต้องยอมคืนสถานภาพนักศึกษา
ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เขาได้ร่วมเดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนถูกจับกุมตัว และกลายเป็น 1 ใน 13 กบฏรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจับกุมตัววิสาและแกนนำในครั้งนั้นกลายเป็นกระแสคลื่นใต้น้ำที่ดึงมวลชนเรือนแสนออกมาขับไล่เผด็จการทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในที่สุด
เขายังเป็นศิลปิน กวีเพลงและวรรณกรรมเพื่อชีวิต และยังเป็นเจ้าของวรรคทองอมตะของขบวนการประชาธิปไตยไทยจนถึงปัจจุบัน ที่เราน่าจะเคยได้ยินกัน
“ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป”
จิระนันท์ พิตรปรีชา
ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา เล็กน้อย จิระนันท์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของสตรี เธอเป็นแกนนำจัดทำหนังสือชื่อ “ขบวนการดอกไม้บาน” ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2516 เพื่อรวบรวมทัศนะก้าวหน้าเกี่ยวกับสตรี และได้ประพันธ์บทกวีอมตะอย่าง “อหังการของดอกไม้” ซึ่งกลายเป็นวรรคทองที่ปลุกกระแสสตรีนำในสังคมไทย
“สตรีมีสองมือ มั่นยึดถือในแก่นสาร
เลิศล้ำคือแรงงาน ร่วมสร้างบ้านสร้างเมืองคน
ดอกไม้มีหนามแหลม มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม ความอุดมแห่งดินดาน”
ภายหลังความรุนแรงและการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จิระนันท์ พร้อมด้วยคนรักในขณะนั้นคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (แกนนำนักศึกษา 14 ตุลาคนสำคัญ) ได้ตัดสินใจเดินทางเข้าป่าร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เพื่อจับอาวุธต่อสู้ในฐานะนักปฏิวัติ โดยเธอได้รับชื่อจัดตั้งว่า “สหายใบไม้” และใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขานานราว 5-6 ปี ก่อนจะออกจากป่ากลับคืนสู่เมืองตามนโยบายคำสั่ง 66/23
ประสบการณ์ความเจ็บปวด การสูญเสีย และการตื่นรู้จากการใช้ชีวิตในป่าของคนเดือนตุลาของเธอได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นกวีนิพนธ์เล่มสำคัญชื่อ “ใบไม้ที่หายไป” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์บาดแผลของคนรุ่นนั้น จนทำให้เธอได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2532 นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่ถ่ายทอดความหวัง ศรัทธา และพลังของคนรุ่นใหม่อย่างเพลง “ดอกไม้จะบาน” อีกด้วย
อธึกกิต แสวงสุข
ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อธึกกิตยังเป็นเพียงนักเรียนชั้น มศ.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขาเล่าว่า ตัวเขาในตอนนั้นเป็นเด็กนครราชสีมา ที่เพิ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการเมืองลึกซึ้งนัก แม้จะเคยไปร่วมเดินขบวนสังเกตการณ์อยู่บ้าง แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเขาสอบเข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศทางอุดมการณ์ในมหาวิทยาลัยกำลังเบ่งบานถึงขีดสุด
หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ความรุนแรงของรัฐทำให้พื้นที่สันติวิธีปิดตายลง ในปี พ.ศ. 2520 อธึกกิตตัดสินใจเดินทางเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยขึ้นไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ เขต 8 ดอยยาว-ผาหม่น จังหวัดเชียงราย (บริเวณภูชี้ฟ้า) เขาได้รับชื่อจัดตั้งว่า “สหายลื่น” หรือ “สหายระเบิดหลง”
หลังจากออกจากป่า ต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาเคยทำธุรกิจโรงพิมพ์ แต่สภาพไม่สู้ดีนัก ก่อนจะหันมาจับงานสายสื่อมวลชนอย่างเต็มตัว ปัจจุบัน อธึกกิต หรือ “ใบตองแห้ง” เป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์การเมืองที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ผ่านรายการวิเคราะห์การเมืองทาง Voice TV (ในอดีต) The 101.world และมติชนทีวี
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
ในปี พ.ศ. 2517 เธอได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของ วงดนตรี “ต้นกล้า” ใช้เสียงดนตรีเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมและเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตย ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงและการเติบโตของกลุ่มพลังฝ่ายขวา
หลังโศกนาฏกรรม 6 ตุลา นักศึกษาและปัญญาชนจำนวนมากตัดสินใจหนีเข้าป่าเพื่อจับอาวุธต่อสู้ แต่นิธินันท์เลือกที่จะไม่เข้าป่า เธอยังคงใช้ชีวิตทำงานอยู่ในเมืองและเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางสายสื่อมวลชน เธอได้ทำงานเป็นนักข่าวและบรรณาธิการอาวุโสให้กับสื่อเครือ เดอะเนชั่น และ มติชน มาอย่างยาวนานร่วม 40 ปี
ปัจจุบัน นิธินันท์ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ มักจะถูกเชิญไปร่วมเสวนาและถอดบทเรียนประวัติศาสตร์เดือนตุลาอยู่เสมอ สิ่งที่ทำให้เธอได้รับการยอมรับอย่างสูงคือการกล้าวิพากษ์วิจารณ์จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา โดยเธอมักชี้ให้เห็นบทเรียนว่า สื่อมวลชนบางกลุ่มในอดีตเคยทำลายคุณค่าตัวเองด้วยการป้ายสีและประโคมความเกลียดชังจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม 6 ตุลา
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
เมื่อเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วันชัยมีอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.3 แม้ยังไม่ใช่นิสิตนักศึกษาเต็มตัว แต่เขาก็คลุกคลีแวะเวียนไปร่วมประชุมทำกิจกรรมและช่วยงานที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยอยู่เสมอ เขาร่วมอยู่ในเหตุการณ์สะเทือนใจที่ธรรมศาสตร์ และมองว่านั่นเป็นบาดแผลทางใจที่โหดร้ายเกินกว่ามนุษย์จะกระทำต่อกัน
หลังจากผ่านยุคเดือนตุลา วันชัยเลือกใช้งานเขียนสารคดีเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “นิตยสารสารคดี” และทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารยาวนานกว่า 20 ปี ผลงานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้สังคมมากที่สุดคือ การเกาะติดและถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและความเสียสละของ สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ในเหตุการณ์รัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ขณะที่วันชัยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ Thai PBS เขาทำหน้าที่เจรจากับฝ่ายทหารเพื่อขอออกอากาศรายงานข่าวให้ประชาชนได้รับรู้ความจริง จนทำให้เขาถูกควบคุมตัวโดย คสช. ในยุคนั้น ปัจจุบัน วันชัยยังคงทำงานในฐานะผู้อำนวยการ Thai PBS สื่อสาธารณะแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย
อ้างอิงจาก
thematter.co
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)Editorial Staff: Thanyawat Ippoodom
You might also like