กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ไม่สมควรต้องคดีรวมอยู่ด้วย นั่นคือผู้สมัครที่เคยเป็น ‘ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น’ แต่พ้นจากการเป็นมาแล้วน้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือก
กกต. เห็นว่า ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็น ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 (24) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้…(24) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก
กกต. ได้ลบชื่อผู้สมัครดังกล่าวออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีราว 85 ราย และได้ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครไปแล้วราว 10 ราย เมื่อไต่สวนผู้สมัครดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ได้มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินคดีอาญาราว 34 ราย
ศาลฎีกาก็พิจารณาวินิจฉัยว่า ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เช่นกัน
มาตรา 14 (24) นี้มาจากมาตรา 108 ข. (7) ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2560 คำว่า “ผู้บริหารท้องถิ่น” จึงต้องหมายความตามมาตรา 252 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นหรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับต่างๆ ได้แก่ (1) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) นายกเทศมนตรี (3) นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (4) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (5) นายกเมืองพัทยา และ (6) ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง
ส่วน ‘ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น’ นั้น กฎหมายให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้ง ‘รอง…’ ‘เลขานุการ…’ หรือ ‘ที่ปรึกษา…’ เพื่อช่วยเหลือการบริหารราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งมาจากการแต่งตั้งจึงไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา 252
แต่ที่ กกต. และศาลฎีกาวินิจฉัยให้ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้น เพราะนำคำสั่งศาลฎีกาในคราวเลือกตั้ง สว. ปี 2557 มาเทียบเคียงหรือใช้เป็นบรรทัดฐาน
โดยทั่วไป การใช้คำพิพากษาคดีก่อนหน้ามาเป็นบรรทัดฐานการพิจารณาวินิจฉัยคดีใหม่นั้น คดีจะต้องมีพฤติการณ์และบทกฎหมายบังคับคดีอย่างเดียวกันหรือทำนองเดียวกัน ในเมื่อมาตรา 14 (24) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ แตกต่างกับมาตรา 115 (9) ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2550 อย่างมาก จึงไม่น่าจะนำคำสั่งศาลฎีกานั้นมาเป็นบรรทัดฐานการพิจารณา
ในที่นี้ เราจะลองพิจารณามาตรา 115 (9) กับมาตรา 14 (24) กันดู
มาตรา 115 (9) บัญญัติไว้ว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา…(9) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี
คำว่า ‘ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น’ หมายถึง สส. สว. ผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรี สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ สส. และ สว. มีบทบัญญัติแยกเป็นการเฉพาะ และบทบัญญัตินี้ก็ยกเว้นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไว้ มาตรานี้จึงใช้บังคับรัฐมนตรี ผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรี และผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น
ศาลฎีกาในคราวเลือกตั้ง สว. ปี 2557 มีความเห็นต่อบทบัญญัตินี้ว่า “…เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หากลาออกจากตำแหน่งก็สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ทันที ย่อมไม่มีเหตุผลให้แปลความว่า บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้เป็นผู้ปฏิบัติราชการในองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องถูกจำกัดสิทธิโดยต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วห้าปี จึงจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ให้เกิดความลักลั่นกัน” (คำสั่งศาลฎีกาที่ 2931/2557)
หมายความว่า หากแปลความบทบัญญัตินี้ไปตามตัวอักษรแล้วจะมีความบกพร่อง คือมีความลักลั่นในการจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นกับผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น ศาลฎีกาจึงพิจารณาตำแหน่งผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นไปตามบทกฎหมายในทุกด้าน โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อพิจารณาว่าจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่นได้ด้วยหรือไม่
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว สรุปว่า “…รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จึงมิได้เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือในการบริหารงานราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตามที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมอบหมายเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ในฐานะเป็นผู้บริหารท้องถิ่นด้วย”
คำว่า ‘อยู่ในฐานะเป็นผู้บริหารท้องถิ่น’ นี้ แปลว่า มีสภาพเป็นผู้บริหารท้องถิ่น แต่ยังไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงได้กล่าวต่อไปว่า “…ประกอบกับการพิจารณาว่ารองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้บริหารท้องถิ่นตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 115 (9) หรือไม่นั้น ต้องแปลความไปในทางที่เป็นคุณโดยพิจารณาถึงข้อที่ว่า…”
หมายความว่า การจะแปลความว่าผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 115 (9) ต้อง แปลความไปในทางที่เป็นคุณ โดยพิจารณาถึงบกพร่องของบทบัญญัติดังกล่าวมาแล้วเสียก่อน
จากนั้นก็พิจารณาไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า “อีกทั้งการแปลความเช่นนั้น (ให้รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องถูกจำกัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง) อาจทำให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่ต้องการจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ประสงค์ที่จะมาดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดังกล่าว (รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด) ซึ่งน่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในอันที่จะเสริมสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้มแข็งสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ…”
แล้วถึงได้วินิจฉัยว่า “…จึงต้องถือว่าตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ที่ผู้ร้องเคยดำรงตำแหน่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นด้วย…”
การแปลความให้ ‘ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น’ เป็น ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ ด้วยนี้ มีผลเฉพาะมาตรา 115 (9) เท่านั้น เพราะเป็นการแปลความบนความบกพร่องของบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
อันที่จริง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2550 นั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติให้ร่างมาตรา 110 (8) ซึ่งคือมาตรา 115 (9) บัญญัติว่า ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี ต่อมาเมื่อมีการพิจารณาคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ในร่างมาตราอื่น ก็มีการอภิปรายย้อนถึงร่างมาตรา 110 (8) อีกครั้ง
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งชี้แจงว่า ตอนที่บัญญัติบทบัญญัตินี้ “ต้องการที่จะตัดจากฝ่ายบริหาร แล้วก็ สส. อะไรอย่างนี้ โดยไม่รวมถึงทางส่วนท้องถิ่นด้วย…เพราะฉะนั้น คำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน (๘) นี้ ไม่ได้มีเจตนาจะรวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น” สภาจึงได้แก้ไขข้อความใหม่เป็น “ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น…”
ข้อความนี้ก็ไม่ตรงตามความมุ่งหมายอยู่ดี เพราะยังจำกัดสิทธิผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ ที่ถูกต้อง ควรใช้ข้อความว่า “ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี” เพราะคำว่า ‘ข้าราชการการเมือง’ หมายถึง รัฐมนตรีและผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรี เมื่อกล่าวถึงรัฐมนตรีแล้ว คำว่า ‘ข้าราชการเมืองอื่น’ จึงหมายถึงผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรี
ส่วนมาตรา 14 (24) มิได้บกพร่องหรือมีความลักลั่นแต่ประการใด
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2560 นำมาตรา 115 (9) มาปรับปรุงแก้ไข โดยแยก ‘รัฐมนตรี’ และ ‘สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น’ เป็นคนละอนุมาตรา แล้วจำกัดสิทธิในการสมัครรับเลือกเป็น สว. ทั้งรัฐมนตรีและสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
มาตรา 108 ข. อนุมาตรา (6) บัญญัติว่า “เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก” และอนุมาตรา (7) บัญญัติว่า “เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ นำมาบัญญัติเป็นมาตรา 14 (23) และ (24)
สังเกตว่า อนุมาตรา (6) ไม่ได้กล่าวถึง ‘ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น’ หรือ ‘ผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรี’ หรือ ‘ข้าราชการการเมืองอื่น’ และอนุมาตรา (7) กล่าวถึงเฉพาะ ‘สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น’ จึงชัดเจนว่าบทบัญญัติทั้งสองอนุมาตรานี้มีความมุ่งหมายจะไม่จำกัดสิทธิ ‘ผู้ช่วยเหลือ’ ทั้งของรัฐมนตรีและของผู้บริหารท้องถิ่น
กกต. และศาลฎีกาในคราวเลือก สว. ปี 2567 พิจารณาวินิจฉัยฐานะของ ‘ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น’ โดยยกการพิจารณาวินิจฉัยของศาลฎีกาในคราวเลือกตั้ง สว. ปี 2557 มาเพียงเฉพาะส่วนที่พิจารณาอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ได้พิจารณาถึงความบกพร่องของบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2560
ศาลฎีกาสรุปว่า “…เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว รองนายกเทศมนตรีจึงมิใช่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการของเทศบาลเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงถือได้ว่าตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเป็นตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นด้วย…” (คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 357/2567 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 45/2568) สังเกตว่า ศาลฎีกาเห็นว่าอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นนั้น แสดงว่าเป็นผู้บริหารท้องถิ่นด้วย ไม่ใช่มีสภาพเป็นผู้บริหารท้องถิ่น
คำวินิจฉัยของศาลฎีกานี้ พิจารณาอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา 14 (24) หรือความบกพร่องของบทบัญญัติ จึงทำให้คำวินิจฉัยนี้อยู่ในลักษณะแปลความคำว่า ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ ใหม่ ให้หมายถึงผู้บริหารท้องถิ่นและผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น โดยอาจนำใช้ไปในบทบัญญัติมาตราอื่นของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นใดได้ด้วย
หากพิจารณาตามแบบคำสั่งศาลฎีกาปี 2557 จะกล่าวว่า การที่ กกต. และศาลฎีกาวินิจฉัยให้ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้บริหารท้องถิ่นด้วยนั้น ย่อมให้เกิดความลักลั่นกัน เมื่อผู้ช่วยเหลือรัฐมนตรีซึ่งมีความใกล้ชิดวุฒิสภาและอำนาจทางการเมืองระดับประเทศมากกว่า หากลาออกจากตำแหน่งก็สามารถสมัครรับเลือกเป็น สว. ได้ทันที ย่อมไม่มีเหตุผลให้แปลความว่า ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งอยู่ห่างไกลจากวุฒิสภาและอำนาจทางการเมืองระดับประเทศ จะต้องถูกจำกัดสิทธิโดยต้องพ้นจากการเป็นผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือก จึงจะสมัครรับเลือกเป็น สว. ได้
อีกทั้งรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้วุฒิสภา “…ทำหน้าที่มาเติมเต็ม หรือเป็นสภาพลเมือง เพื่อระดมคนที่มีความรู้ความสามารถ และมีมุมมองอันหลากหลาย เพื่อมากลั่นกรองกฎหมายและมาปฏิรูปประเทศ…” จึงบัญญัติไว้ในมาตรา 107 ให้ผู้สมัครรับเลือกเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม อนุกรรมการการพิจารณาศึกษาหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. …. ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า “ในกรณีมีข้อสงสัยในเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ให้คณะอนุกรรมการประจำอำเภอพิจารณาในทางที่เป็นคุณแก่ผู้สมัคร เพื่อให้สนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 107” ดังนั้นการวินิจฉัยให้ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้บริหารท้องถิ่นด้วย ซึ่งทำให้ถูกจำกัดสิทธิในการสมัครรับเลือกเป็น สว. จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ด้วย
กกต. ไต่สวนผู้สมัครดังกล่าว แล้วมีคำวินิจฉัยผู้สมัครราว 34 รายว่า “รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือก…เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 (24)…ได้สมัครรับเลือก” ตามมาตรา 74 ให้ดำเนินคดีอาญา ซึ่งศาลอาจจะสั่งจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี
แต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะรู้อยู่แล้วได้ว่า จะต้องแปลความตำแหน่ง ‘ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น’ ให้เป็น ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ ด้วย ทั้งที่หากแปลความไปตามตัวอักษรและมาตรา 252 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว บทบัญญัติมาตรา 14 (23) และ (24) มิได้ทำให้เกิดความบกพร่องหรือมีความลักลั่นแต่อย่างใด
น่าสนใจด้วยว่า ในภายหลัง กกต. จัดการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ กลับไม่มีการเลือกตั้งผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่า กกต. รู้อยู่แล้วว่า ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่นไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญและบทกฎหมายอื่นใด
กรณีที่ว่ามานี้ต่างหากที่ กกต. สมควรไม่ดำเนินคดีอาญา
การถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่น การบริหารท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น ท้องถิ่น ธนันท์ ชาลดารีพันธ์ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ช่วยเหลือผู้บริหารท้องถิ่น สว. สว. 2567 สว. 67 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เลือก สว. เลือก สว. 2567 เลือกตั้ง สว. เลือกตั้ง สว. 2567