‘มหิดล’ ประกาศผล รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2569

Published on 26 ก.ย. 2026

‘มหิดล’ ประกาศผล รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์  ประจำปี 2569 เชิดชู 2 นักวิจัยไทย ผู้เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ Real World Impact ตอกย้ำพลังงานวิจัย สร้างการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตผู้คน สู่เศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เดินหน้าขับเคลื่อนวงการวิจัยไทย ประกาศผล “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 รางวัลระดับประเทศที่มุ่งเชิดชูนักวิจัยไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ก้าวข้ามความเป็นเลิศทางวิชาการ สู่การนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “Real World Impact for Sustainability” ตอกย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” (Wisdom of the Land) ที่มุ่งผลักดันพลังงานวิจัยให้สร้างคุณูปการต่อประชาชน สังคม และประเทศอย่างยั่งยืน

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลเชื่อว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไม่ได้อยู่เพียงที่ความเป็นเลิศทางวิชาการหรือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้นั้นไปใช้สร้างประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตผู้คนและสังคมได้จริง นี่คือความหมายของ Real World Impact และเป็นหัวใจสำคัญที่มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นขับเคลื่อนภายใต้บทบาท ‘ปัญญาของแผ่นดิน’”

“รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ จึงไม่ใช่เพียงการเชิดชูความสำเร็จของนักวิจัย แต่เป็นการให้คุณค่ากับงานวิจัยไทยที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เราต้องการเห็นองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยก้าวออกจากห้องทดลอง เชื่อมโยงไปสู่การนำไปใช้จริงและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างการพัฒนาที่มีความยั่งยืนในระยะยาว”

ทั้งนี้ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์”ได้รับแรงบันดาลใจและการสนับสนุนจาก พล.ต.อ. นายแพทย์จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ อดีตนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยเจตนารมณ์ให้เป็นมากกว่ารางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยไทยให้ก้าวข้ามจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่มหาวิทยาลัยวางไว้ตั้งแต่การริเริ่มรางวัลในปี 2568

เชื่อมโจทย์ระดับโลก สู่งานวิจัยที่ตอบปัญหาประเทศ

สำหรับปี 2569 การประกาศรางวัลจัดขึ้นท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโรคระบาดอุบัติใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณสาธารณสุข ซึ่งทำให้ “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ยังเชื่อมโยงกับผลิตภาพ เศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมในระยะยาว

ในระดับโลก World Economic Forum (WEF)ได้ผลักดันประเด็น Health Equity ผ่าน Global Health Equity Network และ Zero Health Gaps Pledge โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และการลดช่องว่างดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่เพียงระบบสาธารณสุขเท่านั้น

จากบริบทดังกล่าว มหาวิทยาลัยมหิดลจึงนำเสนอแนวคิดของงานปีนี้ “ZERO HEALTH GAP: Epidemiology & The Future of Public Health”เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนถึงบทบาทของงานวิจัยในการนำไปสู่ทางออก ผ่านการผสานพลังของ ระบาดวิทยา (Epidemiology) เพื่อค้นหาปัญหาและกลุ่มประชากรที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นวัตกรรม (Innovation) ทั้ง Data Science, AI และ Deep Tech เพื่อสร้างเครื่องมือและทางออกใหม่ และนโยบายสาธารณสุข (Public Health Policy) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

เชิดชู 2 นักวิจัย ผู้สร้างงานวิจัยที่ “เปลี่ยนแปลงได้จริง”

ศ.นพ. หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า “การสร้าง Real World Impact ต้องทำให้งานวิจัยเดินทางได้ครบตั้งแต่ Research →Innovation → Implementation → Impact เราจึงต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักวิจัย เทคโนโลยี ภาคนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์ความรู้ไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศในวงกว้าง”

“สำหรับ รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ เราไม่ได้มองเพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างแท้จริง ผู้ได้รับรางวัลทั้งสองท่านในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานวิจัยในสองมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้องค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คน ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองผลงานแสดงให้เห็นว่า งานวิจัยไทยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง และเป็นแบบอย่างสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นต่อไป”

สำหรับ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 มีผู้ได้รับรางวัลจำนวน 2 ท่านได้แก่

ศ.ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ประธานหลักสูตรระบาดวิทยานานาชาติ สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เจ้าของผลงาน “กว่าสี่ทศวรรษของความต่อเนื่องหลากหลายของงานวิจัยทางระบาดวิทยา: จากกลุ่มโรคแห่งความยากจนชายแดนใต้ สู่กระบวนการสันติภาพ จนถึงการควบคุมการระบาดของโควิด-19” กับเส้นทางกว่า 4 ทศวรรษของการใช้ระบาดวิทยาและข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่โรคที่สัมพันธ์กับความยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดนใต้ การเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่มิติทางสังคมและกระบวนการสันติภาพ ตลอดจนการรับมือวิกฤต COVID-19 สะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานวิจัยที่สามารถก้าวข้ามจากการสร้างองค์ความรู้ ไปสู่การนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประชาชนในวงกว้าง

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงาน“การพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำสู่อุตสาหกรรม” สะท้อนอีกมิติหนึ่งของ Real World Impact ผ่านการพัฒนา Deep Tech จากห้องทดลองสู่ภาคอุตสาหกรรม ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำ และต่อยอดองค์ความรู้สู่การขยายผลในระดับอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

การประกาศ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูความสำเร็จของนักวิจัยทั้งสองท่าน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของระบบนิเวศการวิจัยไทยที่สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตั้งแต่การยกระดับชีวิตและสุขภาวะของประชาชน การตอบโจทย์ปัญหาสังคม ไปจนถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมเดินหน้าบทบาท “ปัญญาของแผ่นดิน” ในการสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยไทยให้ไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่สามารถนำไปใช้จริง ขยายผล และสร้าง Real World Impact ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน ทั้งต่อประเทศไทยและสังคมโลก