ก่อนที่การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จะเริ่มต้นขึ้น ทีมขี่ม้าไทยประเภทอีเวนติ้งไม่ได้วางความฝันไว้ถึงเหรียญทองเอาไว้เลย
เป้าหมายที่พวกเขาประเมินร่วมกันดีที่สุดคือ ‘เหรียญเงิน’ เท่านั้น
เหตุผลก็เพราะทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทั้งอเต็งหนึ่งและเจ้าภาพ เลือกส่งนักกีฬาชุดเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 ลงแข่งขันถึง 3 จาก 4 คน
ขณะที่ทีมไทยเป็นชุดผสมทั้งหน้าใหม่และตัวเก๋าจากชุดเหรียญทองแดงประเภททีมจากเอเชียนเกมส์ 2022
แต่เมื่อการแข่งขันทั้ง 3 อีเวนต์จบลง ตั้งแต่ศิลปะการบังคับม้า กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ไปจนถึงครอสคันทรี ทีมชาติไทยกลับทำผลงานได้ดีที่สุด และคว้าเหรียญทองประเภททีมมาครองได้สำเร็จ
นี่คือเหรียญทองอีเวนติ้งประเภททีมของไทยในเอเชียนเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี
หนึ่งในคีย์แมนของความสำเร็จครั้งนี้คือ สกาย-วรปรัชญ์ สิทธิจู ลงแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งแรกพร้อม B.Grimm Uster de Chanay ม้าคู่ใจ และเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมที่ช่วยพาไทยก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของการแข่งขัน
“เอเชียนเกมส์ 2022 เราได้เหรียญทองแดงประเภททีมอีเวนติ้ง ซึ่งครั้งนี้เราได้ประชุมและวางเป้าหมายร่วมกัน แล้วประเมินว่าพวกเรามีศักยภาพดีพอที่จะคว้าเหรียญเงินได้”
“ส่วนเหรียญทองก็น่าจะเป็นญี่ปุ่น เพราะพวกเขาเป็นตัวเต็ง และมีนักกีฬาที่ได้เหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 มาแข่งถึง 3 จาก 4 คน”
แม้จะประเมินสถานการณ์เช่นนั้น แต่ลึกๆ แล้วนักกีฬาไทยไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่มีโอกาส
“พวกเราก็ถ่อมตัวครับ ไม่คาดหวังไปไกลขนาดนั้น แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเราทุกคนรู้ว่าทำได้ พร้อมเป็นม้ามืด และพร้อมสู้เพื่อที่จะไปให้ถึงเหรียญทอง”
สุดท้าย ‘ม้ามืด’ ที่พวกเขาพูดถึงก็กลายเป็นแชมป์จริงๆ
สำหรับวรปรัชญ์ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจาก 3 สิ่งที่ทำงานร่วมกัน ทั้งการเตรียมตัวที่ดี ความเป็นหนึ่งเดียวของทีม และการที่นักกีฬาทุกคนสามารถทำผลงานออกมาได้ตามที่ซ้อม
“การเตรียมตัวก่อนมาแข่งของทีมเราดีมากครับ ไม่ติดขัดอะไรเลย เพราะโค้ช Maxime Dominique รู้จักม้าทุกตัวของเราดีมากๆ เพราะอยู่กับทีมมานาน โค้ชรู้ว่าต้องใช้งานม้าแบบไหน ดูแลอย่างไร รวมถึงนักกีฬาทุกคนในทีมด้วยครับ”
“นั่นทำให้เมื่อถึงเวลาแข่งจริงๆ ทั้งคนและม้าพร้อม และทำผลงานได้เต็มที่มากๆ”
อีกสิ่งที่เขามองว่าสำคัญไม่แพ้กันคือบรรยากาศภายในทีม
“พวกเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งสำคัญมากในการแข่งขัน และสุดท้ายนักกีฬาทุกคนพร้อมใจกันทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จึงคว้าชัยชนะมาได้”
สำหรับวรปรัชญ์ นี่ไม่ใช่เพียงเหรียญทองแรกของเขาในเอเชียนเกมส์ แต่เป็นวันที่ความฝันตั้งแต่วัยเด็กกลายเป็นความจริง
“ดีใจและภูมิใจมากๆ ครับ ที่ทำได้สำเร็จและสร้างความสุขให้คนไทย มันเป็นความฝันของผมมาตั้งแต่เด็กเลยครับ ตั้งแต่เริ่มฝึกขี่ม้าตอน 5 ขวบ วันนี้ทำได้แล้วก็มาได้ไกลเกินฝันไว้จริงๆ”
เบื้องหลังเหรียญทองที่เกิดขึ้นในสนาม ยังมีบุคคลสำคัญอีกมากมายที่เขาอยากกล่าวถึง โดยเฉพาะ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่เขากล่าวว่าทรงให้การสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ รวมถึงผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังอีกหลายคน
และที่ขาดไม่ได้คืออีกหนึ่งชีวิตที่พาเขามาถึงจุดนี้
B.Grimm Uster de Chanay ม้าคู่ใจที่ลงแข่งขันเคียงข้างกันมาตลอดเส้นทาง
“ผมอยากขอบคุณม้าของผมมากๆ เขาเป็นคู่หูที่พาผมมาถึงจุดนี้ได้ เราพาเขาเดินทางข้ามประเทศโดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามาทำอะไร แต่เขาทำทุกอย่างที่ผมขอให้เขาทำ”
“ถ้าไม่มีเขา ผมก็มาไม่ถึงตรงนี้ด้วย”
คำพูดนั้นอาจสะท้อนความหมายของกีฬาอีเวนติ้งได้ดีที่สุด เพราะเบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มีเพียงนักกีฬาที่ต้องพร้อม แต่ยังมีม้าที่ต้องพร้อม และทั้งสองต้องเชื่อใจกันมากพอที่จะผ่านการแข่งขันที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้
ความสำเร็จของวรปรัชญ์ในเอเชียนเกมส์ครั้งแรกจึงไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ
เขายอมรับว่าการเป็นหน้าใหม่ทำให้ตัวเองลงสนามโดยไม่ได้แบกรับความกดดันมากนัก แต่สิ่งที่ติดตัวมาคือบทเรียนจากการแข่งขันที่ผ่านมา
“เส้นทางของผมที่ผ่านมาได้เรียนรู้แล้วว่า ตราบใดที่การแข่งขันยังไม่จบลง เราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน”
ครั้งนี้ทีมอีเวนติ้งไทยเตรียมตัวมาเพื่อเหรียญเงิน
แต่เมื่อการแข่งขันจบลง พวกเขากลับได้เหรียญทองกลับบ้าน พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้วงการขี่ม้าไทยในเอเชียนเกมส์
.
ABOUT THE AUTHOR
ปวีน เทพพวงทอง
ผู้บรรยายมหกรรมกีฬา โอลิมปิก และ เอเชียนเกมส์