มีคนเคยบอกว่า ศิลปะคือภาษาสากล เพราะแม้เราจะพูดคนละภาษา เติบโตมาในคนละวัฒนธรรม หรืออยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่เสียงดนตรี การแสดง งานฝีมือ หรือแม้แต่เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดผ่านศิลปะ ล้วนเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าใจกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำแปล
และพื้นที่ที่จะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรผ่านศิลปะและวัฒนธรรมได้ดีที่สุดคือ ‘Royal Variety Performance’ งานการแสดงเนื่องในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดขึ้นโดย สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ร่วมกับ บริติช เคานซิล ประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมการสนับสนุนจาก Thai Beverage Public Company Limited, Frasers Property Limited, Wycombe Abbey Bangkok, Proud Group, Lancaster Bangkok, The Landmark Bangkok และ Old England Students Association
ภายในงานประกอบด้วยการแสดง 3 ชุด และนิทรรศการงานคราฟต์อีก 1 ชุด ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร ผ่านภาษาของศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
แม้ผู้ชมจะได้เห็นการแสดงบนเวทีเพียงไม่กี่นาที หรือเดินชมนิทรรศการเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกระบวนการทำงานอันยาวนาน ทั้งการค้นคว้า ทดลอง พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างศิลปินจากสองประเทศ
ครั้งนี้ Urban Creature มีโอกาสพูดคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังทั้งการแสดงและนิทรรศการ เพื่อค้นหาว่ากว่าจะออกมาเป็นผลงานที่ผู้ชมได้เห็นในวันงานนั้น มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ และความร่วมมือระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรได้รับการถ่ายทอดผ่านศิลปะเหล่านี้อย่างไร

งาน Royal Variety Performance เกิดขึ้นจากโอกาสสำคัญ เมื่อ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องในวาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร
British Council มองว่างานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ คือโอกาสที่จะถ่ายทอดผลลัพธ์ของความร่วมมือด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตลอดหลายปี ผ่านผู้คนที่เคยร่วมเรียนรู้ ทำงาน และเติบโตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินไทยที่ทำงานร่วมกับศิลปินอังกฤษ ศิลปินไทยที่ผ่านโครงการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของ British Council ตลอดจนศิลปินชาวอังกฤษที่เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานในประเทศไทย
“เราอยากให้ทุกคนเห็นว่าการทำงานของ British Council ในประเทศไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดความร่วมมืออะไรขึ้นบ้าง และความร่วมมือเหล่านั้นได้พัฒนาออกมาเป็นผลงานที่ผู้คนจะมองเห็นและสัมผัสได้อย่างไร” ตัวแทนจาก British Council กล่าวถึงความตั้งใจเบื้องหลังการจัดงาน

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Variety Performance การแสดงชื่อเดียวกันของสหราชอาณาจักร ที่รวบรวมการแสดงหลากหลายรูปแบบไว้ให้ผู้ชมได้สัมผัสศิลปะจากหลายแขนงภายในงานเดียว โดยเลือกโรงละครแห่งชาติเป็นพื้นที่จัดแสดง
เกิดเป็น 3 การแสดงและ 1 นิทรรศการ ที่แม้จะมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือ การสะท้อนความร่วมมือระหว่างศิลปินไทยและสหราชอาณาจักรที่ British Council คอยบ่มเพาะมาตลอดกว่า 10 ปี ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย และการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้ทดลองทำงานร่วมกัน

Royal Variety Performance จึงเป็นเหมือนเวทีที่รวบรวมศิลปะหลายแขนงมาอยู่ร่วมกัน เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตผ่านผู้คน และผลลัพธ์ของการบ่มเพาะศิลปินและเครือข่ายสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นการแสดงและนิทรรศการให้ผู้ชมได้สัมผัสร่วมกัน
ทาง British Council หวังว่าศิลปะจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาสให้คนไทยและคนอังกฤษได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ร่วมกันต่อยอด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และโอกาสในการทำงานดีๆ ออกมาอีกในอนาคต
North to South เมื่อเสียงธรรมชาติพาศิลปะพื้นถิ่นมาพบกันบนเวที

งาน Royal Variety Performance เริ่มต้นด้วยโชว์เปิด 5 นาที ในชื่อชุดการแสดง ‘North to South’ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนและ ‘Hear & Found’ องค์กรสร้างสรรค์ที่ทำงานด้านการเก็บบันทึกเสียงชุมชนและวัฒนธรรมพื้นถิ่น เปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขามีอยู่
การแสดงครั้งนี้จึงเป็นการนำศิลปะพื้นถิ่นจากสองภูมิภาค ทั้งฟ้อนไทใหญ่จากภาคเหนือ และดนตรีรองเง็งจากภาคใต้ มาบรรจบกันด้วยภาพและเสียงจริงจากพื้นที่ชุมชน เพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้คนและรากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างกลมกลืน
‘เม-ศิรษา บุญมา’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Hear & Found และผู้ได้รับรางวัล Social Impact Award จาก UK Alumni Awards ปี 2020 มองว่าการทำงานกับชุมชนไม่ควรเป็นเพียงการเข้าไปเก็บเรื่องราวแล้วนำออกมาเล่า แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ทำให้คนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
“Hear & Found เป็นนักออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์แห่งการฟัง เราต้องการเชื่อมโยงผู้คนกับชุมชน ท้องถิ่น และวัฒนธรรม ผ่านเสียง ผ่านดนตรี ผ่านเรื่องเล่าที่มาจากคนในพื้นที่” นี่คือสิ่งที่ศิรษานิยาม Hear & Found

ก่อนจะเล่าต่อว่า ความตื่นเต้นในการจัดเตรียมการแสดงครั้งนี้คือ การสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนได้ฟังเสียงของกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิด และร่วมกันค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาอยากบอกเล่าเกี่ยวกับพื้นที่ของตัวเอง เพื่อให้การแสดงชุดนี้ออกมาได้อย่างกลมกลืนที่สุด โดยมี British Council เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความเป็นไปได้นี้เกิดขึ้นจริงผ่านคำแนะนำและแรงสนับสนุน
ศิรษาอธิบายว่า หัวใจของ Hear & Found ไม่ใช่การสร้างดนตรีขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการรับฟังสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน ก่อนจะนำมาเรียบเรียงให้คนภายนอกได้สัมผัส ซึ่งนั่นทำให้ทุกเสียงที่ปรากฏบนเวทีคือเสียงที่เกิดขึ้นจริงจากสถานที่จริง โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการเลือก ถ่ายทอด และส่งต่อด้วยตัวเอง
“ช่วงแรกเราเปิดการแสดงด้วยเสียงป่าที่อัดมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนที่ช่วงกลาง วงรองเง็งจะเข้ามา โดยเราใช้เสียงทะเลจากแหลมตุ๊กแกบนเกาะสิเหร่ จังหวัดภูเก็ต เป็นตัวเชื่อม” ศิรษาเล่าถึงที่มาของเสียงที่ใช้ในการแสดงให้เราฟัง

แม้ทั้งสองศิลปะการแสดงจะเป็นวัฒนธรรมที่มีรากเหง้าต่างกัน แต่เมื่อได้รับการเรียบเรียงใหม่ผ่านการเชื่อมด้วยเสียงและภาพจริงในพื้นที่ก็ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังแสดงถึงความภาคภูมิใจและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
พวกเขาเชื่อว่า สิ่งที่นำเสนอตัวตนคนในพื้นที่ได้ดีที่สุดคือเรื่องเล่าที่มาจากคนในพื้นที่เอง โดยมี Hear & Found รับหน้าที่เป็นผู้มีส่วนช่วยบันทึกเสียงและเรื่องเล่าจากผู้คนในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้เสียงของตัวเองถ่ายทอดเรื่องราวออกไปผ่านนิทรรศการ เทศกาลดนตรี เวิร์กช็อป หรือการแสดงอย่าง North to South ที่เราได้ชมในวันนี้
The King’s Command เปิดม่านการแสดงจากบทประพันธ์รัชกาลที่ 6

หากการแสดง North to South คือการเชื่อมโยงผู้คนผ่านเสียงของธรรมชาติ การแสดงลำดับถัดมาคือ การพาผู้ชมย้อนกลับไปค้นหาความเชื่อมโยงผ่าน ‘วรรณกรรม’ ที่เดินทางข้ามกาลเวลามากว่าหนึ่งศตวรรษ
ทางทีมผู้จัดนำ ‘The King’s Command’ บทละครภาษาอังกฤษ พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) กลับมาตีความใหม่โดย Siam Repertory Theatre Company (SRTC) ภายใต้โครงการ The Silk Curtain ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร ที่มีเป้าหมายฟื้นฟูและเผยแพร่ผลงานพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนเวทีร่วมสมัย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมทั้งชาวไทยและนานาชาติได้ทำความรู้จักวรรณกรรมไทยในอีกมิติหนึ่ง
‘Paul Ewing’ (พอล ยูวิง) ผู้อำนวยการสร้างละครเรื่อง The King’s Command และหนึ่งในนักแสดงผู้รับบทเป็น Monsieur de Maillot บอกกับเราว่า การหยิบเอาบทประพันธ์นี้มาตีความและแสดงในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากเรื่องราวที่แทบไม่มีใครคาดคิด

เพราะทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่ Danny Whitehead ผู้อำนวยการ British Council ประจำประเทศไทย พบหนังสือที่รวบรวมบทละครของรัชกาลที่ 6 และนำมาแบ่งปันให้เขาอ่าน ซึ่งหลังจากเปิดอ่านเพียงไม่กี่หน้า เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือเรื่องที่เขาอยากพาขึ้นเวที
“ผมต้องทำละครจากบทพวกนี้ให้ได้เลย” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทำให้เขาหมายมั่นปั้นมืออยากทำสิ่งนี้ จนกระทั่งได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง
แม้ The King’s Command จะเขียนขึ้นเมื่อกว่า 125 ปีก่อน แต่สำหรับพอล สิ่งที่ทำให้บทละครเรื่องนี้ยังคงร่วมสมัยไม่ใช่เพราะฉากหลังทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนไ
“ผมคิดว่าความเรียบง่ายคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวยังคงอยู่และเข้ากับยุคสมัย เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ผู้คนยังคงตกหลุมรักกันและกัน”

เขาเสริมว่า The King’s Command เป็นบทประพันธ์เกี่ยวกับความรักที่บอกเล่าออกมาอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า บทประพันธ์นี้สอดแทรกความรู้สึกในการจัดการความคิดของรัชกาลที่ 6 ตอนก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยเฉพาะในด้านความรักและการใช้ชีวิตคู่ได้อย่างน่าสนใจ
ส่วนเรื่องราวของละครนั้นดำเนินผ่านดยุกหนุ่มผู้หลบหนีการจับกุม ก่อนเข้าไปหลบซ่อนในบ้านของหญิงสาวผู้เฉลียวฉลาด ทั้งคู่ต่างช่วยกันเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ จนค้นพบในเวลาต่อมาว่า แท้จริงแล้วพวกเขาคือชายหญิงที่พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้เข้าพิธีอภิเษกสมรส โดยที่ทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เบื้องหลังการแสดงระยะเวลา 45 นาทีนี้ เกิดขึ้นจากการซ้อมของทีมนักแสดงทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เต็มไปด้วยการพูดคุย แลกเปลี่ยน และค้นหาวิธีที่จะทำให้ตัวละครมีชีวิตเป็นของตัวเอง โดยไม่สูญเสียสาระสำคัญของบทพระราชนิพนธ์
“สิ่งที่สวยงามที่สุดของละครเวทีคือ เราจะค่อยๆ กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะเราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน หัวเราะ เล่น สนุก และทำความรู้จักกัน นั่นคือความสุขที่แท้จริงของการทำละคร” พอลเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นและได้รับจากงานศิลปะแขนงนี้

มากไปกว่านั้น ในระหว่างพูดคุย เรายังพบอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ British Council ที่ดำเนินมาตั้งแต่อดีต นั่นคือ เมื่อครั้ง ‘หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล’ ได้ค้นพบบทละครเรื่องนี้ในงานของรัชกาลที่ 6 และพยายามตามหาต้นฉบับอย่างยิ่งยวด องค์กร British Council ทั้งในอังกฤษและในสยามสมัยนั้นคือผู้ที่คอยช่วยเหลือหม่อมหลวงฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว
ดังนั้นคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าระหว่างบทประพันธ์นี้และ British Council มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน และเป็นโอกาสอันดีงามที่มีการหยิบบทประพันธ์นี้ขึ้นมาแสดง
In Celebration ปิดท้ายอย่างสวยงามด้วยเพลงพื้นบ้าน

อีกหนึ่งการแสดงที่สะท้อนการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศที่เราไม่พูดถึงไม่ได้คือโชว์ปิดอย่าง ‘In Celebration’ ที่เปรียบเสมือนการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรผ่านภาษาที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้ นั่นคือ ‘ดนตรี’
การแสดงความยาว 10 นาทีนี้ได้รับการดูแลโดย ‘อาจารย์ต้อม-ผศ. ดร.อโณทัย นิติพน’ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (PGVIM) ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่ให้ดนตรีไทยและดนตรีตะวันตกได้สนทนากันอย่างกลมกลืน
จากความมุ่งมั่นนั้นออกมาเป็นการแสดง String Quartet ประกอบด้วยนักดนตรีไทยจาก PGVIM กับนักดนตรีชาวอังกฤษ ได้แก่ Rhys Watkins และ Rowena Calvert จาก R2ViolinCello เข้าด้วยกันในช่วงแรก ก่อนที่นักร้องประสานเสียง PGVIM Singers จะออกมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงพื้นบ้านในรูปแบบใหม่ได้อย่างสวยสดงดงาม

“เรามองว่าดนตรีเป็นภาษาสากล และในขณะเดียวกัน Folk Song (เพลงพื้นบ้าน) ในปัจจุบันอาจเป็นเพลงที่คนรุ่นใหม่เริ่มลืมเลือน เลยรู้สึกว่าการหยิบเอา Folk Song มาแสดงปิดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ” อาจารย์ต้อมกล่าว
ด้วยเหตุนี้ เพลง ‘มอญซ่อนผ้า’ และ ‘ยวนยาเหล’ จึงได้รับการ Arrange (เรียบเรียงใหม่) ผสมรวมกับเพลงที่ทาง R2ViolinCello เสนอร่วมด้วย และอีกหนึ่งจุดน่าสนใจพ้นไปจากมิติของ Folk Song คือ การแสดงชุดนี้ได้ PGVIM Singers มาเป็นส่วนเสริมให้บทเพลงกลมกล่อมขึ้นด้วย

“ดนตรีที่เป็นภาษาสากลไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่เป็นนักดนตรีเท่านั้น แต่หมายถึงทุกคนสามารถใช้ดนตรีเป็นภาษาของตัวเองได้” อาจารย์ต้อมเล่าถึงความน่าสนใจของ PGVIM Singers ที่ในครั้งนี้มีตั้งแต่เยาวชนอายุ 5 ขวบ ไปจนถึงผู้สูงวัยอายุ 80 ปีเข้าร่วม
สอดคล้องกับปรัชญาของสถาบันที่ว่า ‘ดนตรีแห่งชีวิต ดนตรีแห่งแผ่นดิน’ หรือ ‘Musique de la Vie et de la Terre’
Celebration เล่าเรื่องงานคราฟต์ไทยบนโต๊ะน้ำชาอังกฤษ

นอกจากการแสดงบนเวที ภายในงานยังมีอีกหนึ่งพื้นที่ที่ดึงดูดสายตาผู้เข้าร่วมงานไม่แพ้กัน นั่นคือ Craft Exhibition นิทรรศการงานฝีมือในพื้นที่รับรองแขก VVIP ที่นำเสนอผลงานจากแบรนด์คราฟต์ไทย ไม่ว่าจะเป็น Vassana, Bhukram, Mann Craft, PATAPiAN, Pin Metal Art และ Thaniya ไว้ด้วยกันในธีม ‘Celebration’
แน่นอนว่าความสวยงาม ฟังก์ชัน และคุณภาพที่ยอดเยี่ยมคือคุณลักษณะของงานฝีมือที่อยู่ในนิทรรศการนี้ ทว่ามากไปกว่านั้น แบรนด์ทั้งหมดยังล้วนเป็นศิษย์เก่าของ British Council Thailand ภายใต้โปรแกรม Craft Programme และเป็นผู้ประกอบการที่เติบโตจากการพัฒนาองค์ความรู้ด้านงานหัตถศิลป์ร่วมกับ British Council
นิทรรศการครั้งนี้มีผู้อยู่เบื้องหลังคือ ‘ชาริณี อรรถจินดา’ สถาปนิกและศิษย์เก่าจาก Central Saint Martins, University of the Arts London แทนที่จะเลือกจัดวางผลงานคราฟต์ในลักษณะนิทรรศการทั่วไป เธอกลับเลือกเล่าเรื่องผ่านโต๊ะ Afternoon Tea ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสหราชอาณาจักร

“เราอยากให้เหมือนการชวนเพื่อนมานั่งจิบน้ำชายามบ่าย นอกจากจะมีชาและขนมแล้ว ทุกคนยังนำงานคราฟต์ของตัวเองมาวางบนโต๊ะร่วมกันด้วย” ชาริณีบอก
เธออธิบายต่อว่า ด้วยความที่หยิบเอาวัฒนธรรม Afternoon Tea มาใช้ จึงต้องไปศึกษาอย่างหนักถึงธรรมเนียมของการดื่มชาว่าเป็นอย่างไร และอุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะมีอะไรบ้าง ก่อนจะขอความร่วมมือกับทางศิลปินแต่ละแบรนด์ให้ช่วยทำข้าวของเครื่องใช้ขึ้นมาตามความถนัดของตัวเอง
“ด้วยความที่แต่ละแบรนด์มีความยูนีกและสวยงามของเขาอยู่เดิม การจะหยิบของแต่ละอย่างมาเจอกันและทำให้มันไปด้วยกันได้อย่างสนุกสนานจึงเป็นความท้าทายในการจัดนิทรรศการไม่น้อย

“สุดท้ายเราเลือกใช้สีฟ้า ขาว น้ำเงิน เป็นตัวแทนของงานคราฟต์จากศิลปินไทย ในขณะที่อันไหนไม่ใช่ศิลปินทำ เราจะใช้สีขาวและสีใสตัด เพื่อขับส่งให้งานของศิลปินโดดเด่นขึ้น” ชาริณีเล่าด้วยรอยยิ้ม
เรามองว่านิทรรศการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการใช้ ‘งานคราฟต์’ เป็นบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม เช่นเดียวกับที่การแสดงทั้งสามชุดทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนจากสองประเทศเข้าหากัน
British Council ร่วมผลักดันศิลปะสู่สากล

แม้ทั้ง 3 การแสดง และ 1 นิทรรศการ จะมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการใช้ศิลปะเป็นพื้นที่ของการพูดคุยและเรียนรู้ระหว่างผู้คนจากต่างวัฒนธรรม
สิ่งเหล่านี้สะท้อนบทบาทของ British Council ว่า ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนการจัดงาน หากแต่ยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงศิลปิน สถาบันทางวัฒนธรรม และเครือข่ายสร้างสรรค์จากทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทดลองแนวคิดใหม่ และต่อยอดผลงานไปสู่เวทีระดับนานาชาติ
และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ Royal Variety Performance ที่ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 170 ปีระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร แต่เป็นการยืนยันว่า ศิลปะคือภาษาสากล ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากคนละซีกโลกให้เข้าใจกันได้ ผ่านเสียงดนตรี การละคร งานคราฟต์ และเรื่องเล่าต่างๆ โดยไม่มีพรมแดนกั้นขวาง
British Council British Council Thailand การแสดง งานคราฟต์ วัฒนธรรม ศิลปะ
Writer
I人 But Oversharing
Photographer
Graphic Designer