“อัทธ์ พิศาลวานิช” ประเมินปฏิบัติการ Operation Economic Outcast ของสหรัฐเพิ่มความเสี่ยงตลาดพลังงานโลก หากสกัดการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีนได้และอิหร่านตอบโต้จำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจขยับสู่ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากปิดฮอร์มุซรุนแรงอาจทะลุ 110 ดอลลาร์ กระทบไทยผ่านค่าพลังงาน ดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต โดยภาคประมง-ขนส่งเสี่ยงต้นทุนเพิ่ม 5-8%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า ปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast” ของสหรัฐที่มุ่งโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันโลกและส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569
สหรัฐเปิดปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางรายได้ เครือข่ายทางการเงิน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC
พร้อมขยายขอบเขตมาตรการไปยัง 5 สาขา ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ รวมถึงบุคคล บริษัท ธนาคาร เรือ และเครือข่ายในประเทศที่สามที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุน เทคโนโลยี การขนส่งน้ำมัน การฟอกเงิน หรือการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
มอง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แต่บังคับใช้เข้มขึ้น
รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ความใหม่ของ Operation Economic Outcast ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเครื่องมือคว่ำบาตรชุดใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำมาตรการและโครงสร้างเดิมที่สหรัฐใช้กับอิหร่านมานาน มาบังคับใช้พร้อมกันอย่างเป็นระบบและเข้มข้นขึ้น
จุดที่ถูกยกระดับชัดเจนคือการกำหนดให้ “สินทรัพย์ดิจิทัล” เป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมาย เพื่อสกัดการใช้คริปโทเคอร์เรนซี ศูนย์ซื้อขาย และกระเป๋าเงินดิจิทัลในการรับโอนเงินหรือหลบเลี่ยงระบบธนาคารระหว่างประเทศ
พร้อมใช้แนวทาง “zero-leakage” หรือการลดช่องรั่วของมาตรการ ผ่านการปิดเส้นทางบริษัทบังหน้า เครือข่ายชำระเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ สายการบิน และกองเรือเงา
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อัทธ์มองว่า แม้มาตรการคว่ำบาตรสามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้อิหร่านได้อย่างรุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การล่มสลายของเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากอิหร่านเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1979 แต่ยังสามารถประคับประคองประเทศและรัฐบาลมาได้
ชี้เศรษฐกิจอิหร่านปี 2569 หดตัว 5.4%
บทวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจอิหร่านอยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว และยิ่งถูกซ้ำเติมจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ข้อมูลที่บทวิเคราะห์อ้างจาก IMF ระบุว่า เศรษฐกิจอิหร่านปี 2569 มีอัตราการขยายตัวติดลบ 5.4% จากปี 2568 ที่ติดลบ 2.7% ขณะที่เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัว 4.4% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
เงินเฟ้อเพิ่มจาก 30.5% ในปี 2563 เป็น 87.9% ในปี 2569 ขณะที่ค่าเงินเรียลอ่อนจาก 42,173 เรียลต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านเรียลต่อดอลลาร์
น้ำมันเสี่ยงทะลุ 110 ดอลลาร์ หากฮอร์มุซปิด
รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ผลกระทบของ Operation Economic Outcast ต่อราคาน้ำมันโลกจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ ประสิทธิผลของสหรัฐในการสกัดกั้นการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีน และระดับการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
หากจีนยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านได้ตามปกติ ผลกระทบต่อตลาดโลกจะค่อนข้างจำกัด โดยประเมินราคาน้ำมันอยู่ในช่วง 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่หากจีนลดการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการทำให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปอยู่ที่ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนกรณีรุนแรง หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด ราคาน้ำมันมีโอกาสสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ระดับราคาจริงยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่การเดินเรือได้รับผลกระทบ การระบายน้ำมันสำรอง การเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศผู้ผลิตอื่น และภาวะเศรษฐกิจโลก
ไทยเสี่ยงนำเข้าพลังงานเพิ่ม 1.22 แสนล้าน
สำหรับผลกระทบต่อไทย บทวิเคราะห์ตั้งสมมติฐานกรณีราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มจากประมาณ 70 ดอลลาร์เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 57.1% และทรงตัวในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ไทยซึ่งมีการนำเข้าพลังงานประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP อาจมีมูลค่านำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 122,000 ล้านบาท
รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ผลดังกล่าวอาจทำให้การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 31% เมื่อเทียบกับฐานการขาดดุลการค้าในปี 2568 ที่ระบุไว้ที่ 11,847 ล้านดอลลาร์
เงินเฟ้อเสี่ยงขึ้น 3.2-3.8%
ด้านค่าครองชีพ บทวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันขายปลีก ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และราคาสินค้าอื่น ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.2-3.8%
ขณะที่ต้นทุนรวมของภาคธุรกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 1-8% โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือภาคประมงและขนส่ง ซึ่งอาจมีต้นทุนเพิ่มประมาณ 5-8%
ส่วนธุรกิจอื่นประเมินว่าต้นทุนอาจเพิ่มประมาณ 1-3% และอาจมีการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการประมาณ 0.2-1.6%
รศ.ดร.อัทธ์จึงมองว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจาก Operation Economic Outcast ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมัน แต่จะส่งผ่านไปพร้อมกันทั้งด้านดุลการค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี
หมายเหตุ: ตัวเลขและฉากทัศน์ทั้งหมดข้างต้นเป็นการประเมินตามบทวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ที่ผู้ใช้ส่งมา โดยข้อมูลต้นทางมีหัวตารางหนึ่งระบุ “5 เดือนสุดท้ายของปี 2569” แต่ข้อความประกอบและสมมติฐานระบุ “4 เดือนสุดท้ายของปี 2569” ข่าวนี้จึงยึดข้อความสมมติฐาน 4 เดือนตามเนื้อหาหลัก และไม่ได้แก้ไขตัวเลขต้นทางเอง