3 กูรูเปิดมุมมอง DR ชูจุดเด่นลงทุนหุ้นโลกผ่านตลาดไทย จับตา AI-พลังงาน-Healthcare

Published on 19 ก.ย. 2026

นายต่อตระกูล สัตยาประเสริฐ Head of Structuring and Products Development ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยในงานสัมมนา เปิดโลกสินทรัพย์ทางเลือก เติมเต็มโอกาสการลงทุน” ซึ่งจัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ในหัวข้อ เปิด
จักรวาล DR ว่าตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าถึงสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลาย ทั้งหุ้นต่างประเทศ ทองคำ และกองทุน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือโอนเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และโอกาสในแต่ละช่วงเวลา

ทั้งนี้ จุดเด่นของ DR ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสะดวกในการเข้าลงทุน แต่ยังรวมถึงความสะดวกในการปรับเปลี่ยนหรือออกจากการลงทุน เนื่องจากนักลงทุนสามารถโยกย้ายการลงทุนระหว่างตลาดหรือสินทรัพย์ต่างๆ ได้ตามจังหวะและโอกาส โดยไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งในระยะยาวเพียงอย่างเดียว

สำหรับพัฒนาการของตลาด DR ในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบและรวมตลาด DR และ DRx เข้าด้วยกัน ส่งผลให้เกิดการซื้อขายทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อขาย DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ทั้งในตลาดเอเชียและสหรัฐฯ ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทยเพียงบัญชีเดียว

การพัฒนาดังกล่าวช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาด DR อย่างก้าวกระโดด โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนใน DR เพิ่มขึ้นประมาณ 400% ขณะที่มูลค่าการถือครอง DR ของนักลงทุน ซึ่งเป็นมูลค่าคงค้างและไม่ได้สะท้อนเฉพาะการซื้อขายระยะสั้น อยู่ที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท

ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาด DR มาจากความสะดวกในการลงทุน ความสนใจของนักลงทุน และผลตอบแทนของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับหลักทรัพย์ต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงผ่าน DR ส่วนใหญ่เป็นบริษัทและธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น

นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัทต่างประเทศที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Facebook, Spotify และ Google รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ผ่าน DR ทำให้มีทางเลือกในการกระจายการลงทุนและเข้าถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การกระจายการลงทุนผ่าน DR ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดพอร์ต โดยข้อมูลตัวอย่างจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า หากเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในดัชนี S&P 500 ผ่าน DR ประมาณ 10% อาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตประมาณ 1% ต่อปี ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนทองคำและหุ้นกู้อย่างละประมาณ 5% อาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนประมาณ 0.8% ต่อปี และการเพิ่มสัดส่วนหุ้นจีน A-Share ประมาณ 10% อาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนประมาณ 1-1.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากการจำลองหรือข้อมูลในอดีต ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนในอนาคต นักลงทุนจึงควรพิจารณาความเสี่ยงและความเหมาะสมของสินทรัพย์แต่ละประเภทประกอบการจัดพอร์ต

สำหรับภาพรวมตลาดทุนโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีความผันผวนและความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

ด้านธีมการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทขนาดใหญ่ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center หรือกลุ่ม Hyper-scalers มีแนวโน้มเปลี่ยนจากการลงทุนบนความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI ไปสู่การพิจารณาความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรจากการลงทุนดังกล่าวมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเลือกสินทรัพย์และการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต

ปัจจุบันตลาด DR ของไทยมีผลิตภัณฑ์ประมาณ 500 ตัว หรือคิดเป็นหลักทรัพย์อ้างอิงที่ไม่ซ้ำกันมากกว่า 300 ตัว ครอบคลุมทั้งหุ้นรายตัว ETF และสินค้าโภคภัณฑ์ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยังตลาดและสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้มากขึ้น

นายต่อตระกูล กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ DR อย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค และสามารถเป็นต้นแบบให้ตลาดทุนในประเทศอื่นๆ เข้ามาศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาตลาด DR

นอกจากนี้ DR ยังมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเงินลงทุนระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันตลาด DR ของไทยมีลักษณะเป็นการนำโอกาสการลงทุนจากประเทศไทยออกไปสู่ตลาดโลก หรือ Inside-Out ขณะที่ในอนาคต หากตลาดต่างประเทศสามารถพัฒนา DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ไทยได้ จะเป็นลักษณะ Outside-In ซึ่งมีโอกาสสนับสนุนเงินทุนไหลเข้า (Capital Inflow) สู่ตลาดทุนไทย

ดังนั้น การพัฒนาตลาด DR ในภูมิภาคจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงตลาดทุนระหว่างประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์และตลาดที่หลากหลายผ่านโครงสร้างตลาดทุนของแต่ละประเทศ

ด้าน นายเจตอาทร สองเมือง ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Quantitative บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เปิดเผยถึงกลไกการซื้อขาย ประโยชน์ และความเสี่ยงของตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) รวมถึงโอกาสการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรมว่า DR เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีจุดเด่นด้านความสะดวกในการซื้อขาย สภาพคล่อง และความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการลงทุนระหว่างตลาด

สำหรับกลไกการซื้อขาย DR มี Market Maker (MM) ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องและเสนอราคาซื้อขายให้สอดคล้องกับหลักทรัพย์อ้างอิง โดย MM จะบริหารปริมาณหลักทรัพย์ในแต่ละระดับราคาเพื่อรองรับความต้องการซื้อขายของนักลงทุน ทั้งนี้ แม้ในบางช่วงอาจเห็นปริมาณเสนอขาย (Offer) ในแต่ละระดับราคาไม่สูงมาก แต่ระบบสามารถเติมสภาพคล่องได้อย่างรวดเร็วเมื่อราคาที่นักลงทุนเสนอมีความเหมาะสมกับมูลค่าของหลักทรัพย์อ้างอิง

ในกรณีที่มีคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ หากนักลงทุนกำหนดราคาเสนอซื้อ (Limit Price) ที่สอดคล้องกับมูลค่าที่เหมาะสม ระบบ Market Maker สามารถเติมสภาพคล่องและรองรับคำสั่งซื้อขายได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของ Market Maker มีต้นทุนและอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยต้องจัดหาหลักทรัพย์อ้างอิงมาไว้ในครอบครองก่อนการออกตราสาร

ขณะเดียวกัน โครงสร้างการซื้อขาย DR ยังมีประเด็นด้าน Tick Size ซึ่งปัจจุบันใช้หลักเกณฑ์เดียวกับหุ้นไทย ส่งผลให้ส่วนต่างราคาซื้อขาย (Spread) ในบางกรณีอาจอยู่ในระดับประมาณ 0.5-1% เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศบางแห่งที่มี Tick Size แคบกว่า ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวทางปรับปรุง Tick Size ของ DR ให้มีความละเอียดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ราคาซื้อขายสะท้อนกลไกตลาดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

สำหรับข้อได้เปรียบสำคัญของ DR คือ นักลงทุนสามารถซื้อขายหลักทรัพย์อ้างอิงในช่วงเวลาที่ตลาดต่างประเทศปิดทำการได้ เช่น กรณีหุ้นญี่ปุ่น หากมีการประกาศข้อมูลสำคัญหรือผลประกอบการหลังตลาดปิด นักลงทุนยังสามารถซื้อขาย DR ที่อ้างอิงหุ้นดังกล่าวบนกระดานไทยได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาดต่างประเทศเปิดทำการในวันถัดไป

นอกจากนี้ DR ยังเพิ่มความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน (Switching) ระหว่างตลาด โดยนักลงทุนสามารถขาย DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ในตลาดหนึ่งและนำเงินไปลงทุนใน DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์อีกตลาดได้ตามจังหวะการลงทุน ซึ่งมีความสะดวกกว่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศที่อาจมีข้อจำกัดด้านเวลาทำการและรอบการชำระราคา

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากผลตอบแทนของ DR ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในประเทศของหลักทรัพย์อ้างอิง หากหลักทรัพย์อ้างอิงปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินบาทอ่อนค่า ผลตอบแทนในรูปเงินบาทอาจเพิ่มขึ้นตาม แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น อาจลดทอนผลตอบแทนจากราคาหลักทรัพย์อ้างอิงได้

นอกจากนี้ นักลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการจ่ายเงินปันผลและลักษณะของหลักทรัพย์ในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีการจ่ายปันผลเป็นหุ้น เช่น เวียดนาม ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงทางเทคนิคจากการเพิ่มจำนวนหุ้นและเกิด Dilution นักลงทุนที่ไม่เข้าใจกลไกดังกล่าวอาจตีความการปรับตัวของราคาได้คลาดเคลื่อน

ส่วนความแตกต่างของเขตเวลาระหว่างตลาดก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากการซื้อขาย DR ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์อ้างอิงปิดทำการอาจมีสภาพคล่องลดลงและส่วนต่างราคาซื้อขายกว้างขึ้น นักลงทุนจึงควรพิจารณาราคาและสภาพคล่องประกอบการตัดสินใจ

สำหรับโอกาสการลงทุนรายอุตสาหกรรม นายเจตอาทรกล่าวว่า การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังขยายไปยังห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน เนื่องจาก Data Center มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มพลังงานและพลังงานสะอาด รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR)

หนึ่งในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ MITSU19 ซึ่งอ้างอิง Mitsubishi Heavy Industries ที่มีธุรกิจครอบคลุมเทคโนโลยีด้านพลังงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กังหันลม รวมถึงธุรกิจด้านเรือและระบบป้องกันประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัท

ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry) มีหลักทรัพย์ที่น่าติดตาม ได้แก่ STG19 ซึ่งอ้างอิง ST Engineering ของสิงคโปร์ ผู้ดำเนินธุรกิจด้านระบบป้องกันประเทศ อากาศยาน และยุทโธปกรณ์ โดยมีตลาดส่งออกในหลายประเทศ รวมถึงยุโรปและสหรัฐฯ

ด้าน กลุ่ม Healthcare และ Biotech จีนมีพัฒนาการด้านนวัตกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะการรักษามะเร็งด้วย CAR-T Cell ซึ่งมีต้นทุนการรักษาต่ำกว่าสหรัฐฯ ในบางกรณี จึงเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนสามารถติดตามผ่าน DR ที่เกี่ยวข้อง เช่น Sinobio19 และ Hansoh19 รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare ระดับโลกอย่าง Eli Lilly และ DR ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสุขภาพ เช่น UYTECH

สำหรับ ตลาดหุ้นเวียดนาม เป็นอีกตลาดที่มีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการยกระดับสถานะตลาดทุน โดยการเข้าสู่กลุ่ม Emerging Market ของ FTSE อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ VNM19 ซึ่งอ้างอิง Vinamilk และ MSN19 ซึ่งอ้างอิง Masan โดยนักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและนโยบายการจ่ายผลตอบแทนของแต่ละบริษัทประกอบด้วย

ส่วน หุ้นสหรัฐฯ รายตัว นักลงทุนอาจติดตามจังหวะการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีที่มีราคาปรับตัวขึ้นมามากแล้ว โดย AAPL19 ซึ่งอ้างอิง Apple เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่น่าจับตา จากปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ใหม่และความสามารถในการสร้างอัตรากำไร ขณะที่นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้นและการแข่งขันในอุตสาหกรรมประกอบการลงทุน

นายเจตอาทรกล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนไม่ควรพิจารณาการลงทุนใน DR จากความเคลื่อนไหวของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรศึกษาปัจจัยพื้นฐาน กระแสเงินสด และประวัติการจ่ายเงินปันผลของหลักทรัพย์อ้างอิง รวมถึงสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยเปรียบเทียบข้อมูล เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) และตัวชี้วัดพื้นฐานของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนในต่างประเทศ DR ที่อ้างอิง ETF เช่น Nasdaq 100, S&P 500 หรือ VN30 เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยกระจายการลงทุนไปยังหุ้นหลายบริษัท แทนการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ขณะที่นักลงทุนที่มุ่งเน้นกระแสเงินสดสามารถพิจารณา DR ที่มีโครงสร้างการลงทุนและการจ่ายผลตอบแทนในลักษณะดังกล่าว เช่น JEPY19 ซึ่งมีการจ่ายผลตอบแทนเป็นรายเดือน โดยนักลงทุนควรศึกษารายละเอียดโครงสร้างกองทุน นโยบายการจ่ายผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ขณะที่ นายศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์ Head of Proprietary Trading บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สภาวะตลาดทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รวมถึงแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ยังคงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงสินทรัพย์ต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น โดยมีจุดเด่นด้านความสะดวกในการซื้อขายและการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ

สำหรับทิศทางการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี มุมมองการลงทุนเริ่มเปลี่ยนจากหุ้นกลุ่มต้นน้ำอย่างเซมิคอนดักเตอร์และชิป ไปสู่กลุ่มที่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในโลกจริง หรือ Physical AI รวมถึงธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของ AI เช่น พลังงานสะอาด ระบบเชื่อมต่อข้อมูล และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์

ขณะที่กลยุทธ์การจัดพอร์ต นักลงทุนควรพิจารณากระจายการลงทุนระหว่างหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และสินทรัพย์หรือหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสในการเติบโตและกระแสเงินสดของพอร์ตการลงทุน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดทุนในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไป

นอกจากนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ตลาดยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน รวมถึงภาระการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyper-scalers ที่มีแนวโน้มใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเริ่มมีการพึ่งพาการกู้ยืมมากขึ้นนอกเหนือจากการใช้กระแสเงินสดของบริษัท

สำหรับธีมการลงทุนในกลุ่ม AI มุมมองการลงทุนเริ่มขยายออกจากกลุ่มต้นน้ำอย่างผู้ผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ไปยังธุรกิจในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำที่สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและโลกแห่งความเป็นจริง

กลุ่มที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ Physical AI ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหุ่นยนต์ (Robotics) ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรองรับการเติบโตของ AI

โดยเฉพาะเทคโนโลยี Photonic และ Optical สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนกลุ่มพลังงาน เช่น พลังงานสะอาด และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งมีบทบาทในการรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์

แม้ตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ในหุ้น AI แต่เริ่มมีหลักฐานว่าบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยี AI สามารถสร้างรายได้และผลกำไรจากการลงทุนดังกล่าวได้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลในระดับหนึ่ง

นอกจากกลุ่มเทคโนโลยีแล้ว กลุ่ม Healthcare ยังคงเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตา โดยเฉพาะบริษัทที่มีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น Eli Lilly ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จของยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเบาหวานและการลดน้ำหนัก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานและราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเติบโตในระดับสูง

สำหรับ DR ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์และสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยสามารถใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทยในการลงทุน และไม่จำเป็นต้องดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วยตนเอง

ปัจจุบัน DR สามารถอ้างอิงหลักทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ทั้งหุ้นรายตัว ETF รวมถึงสินทรัพย์ประเภททองคำและน้ำมัน ทำให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยังตลาดและอุตสาหกรรมต่างประเทศได้มากขึ้น

นอกจากนี้ DR ที่อ้างอิง ETF บางประเภทอาจมีค่าธรรมเนียมการจัดการในระดับต่ำ ขณะที่การลงทุนผ่าน DR ยังช่วยลดความยุ่งยากด้านการบริหารเงินตราต่างประเทศเมื่อเทียบกับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงจากหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสภาพคล่องและความคลาดเคลื่อนของราคา เนื่องจากช่วงเวลาซื้อขายของตลาดหุ้นไทยและตลาดต่างประเทศอาจไม่ตรงกัน

สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ต สามารถแบ่งแนวทางหลักออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ พอร์ตที่เน้นการเติบโต (Growth Portfolio) และพอร์ตที่เน้นรายได้จากเงินปันผล (High Dividend Portfolio)

พอร์ต Growth สามารถให้น้ำหนักประมาณ 70% กับ ETF ต่างประเทศ เช่น S&P 500, NASDAQ 100, China CSI 300 และทองคำ ขณะที่อีก 30% ลงทุนในหุ้นรายตัวที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Magnificent 7, AI Semiconductors และ Physical AI เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตของพอร์ต

ส่วนพอร์ต High Dividend สามารถให้น้ำหนักประมาณ 70% กับ ETF ที่เน้นหุ้นปันผลสูง เช่น Hang Seng High Dividend ซึ่งมีหุ้นรัฐวิสาหกิจจีนเป็นองค์ประกอบสำคัญ และอีก 30% ลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงและมีนโยบายจ่ายเงินปันผล เช่น China Mobile และ Hong Kong Exchanges and Clearing (HKEX)

ด้านพฤติกรรมนักลงทุน พบว่าทิศทางการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ให้ความสนใจกับตลาดเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง และเวียดนาม ไปสู่ตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น โดยสัดส่วนการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 60% เป็น 80% ในปีนี้

ขณะที่พฤติกรรมการลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรในหุ้นรายตัว โดยคิดเป็นประมาณ 90% ของมูลค่าการซื้อขาย ขณะที่นักลงทุนที่เน้นการถือครองระยะยาวผ่าน ETF มีสัดส่วนสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 25%

สำหรับตัวอย่างผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีของหุ้นต่างประเทศที่ได้รับความสนใจ พบว่า NVIDIA ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000% Google เพิ่มขึ้นประมาณ 700% Eli Lilly เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% และ Lasertec ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 3,000% สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศในระยะยาว ขณะเดียวกันผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้

  • 168 To Be Design รุกตลาด High-End ขยายฐานเจาะคฤหาสน์-โรงแรม 5 ดาว

    168 To Be Design (168 ทูบีดีไซน์) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและตกแต่งภายในระดับ High-End …