"เสรี" ชี้น้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน

Published on 8 ต.ค. 2026

วันนี้ (8 ต.ค.2569) รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ผ่านรายการจับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส ว่า ปัจจัยสำคัญของวิกฤตน้ำครั้งนี้มาจากฝนที่ตกหนักและสะสมในระยะเวลาสั้น โดยตลอดช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 300 มิลลิเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝนของเดือน ต.ค.อยู่ที่ประมาณ 350 มิลลิเมตร

เท่ากับว่าฝนที่ตกลงมาในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวมีปริมาณเกือบเท่าฝนทั้งเดือน ส่งผลให้มีมวลน้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบแม่น้ำและคลองอย่างรวดเร็ว จนเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง

รศ.เสรีระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการแจ้งเตือนล่วงหน้า เพราะเมื่อฝนจำนวนมากตกลงมาในเวลาสั้น ระบบระบายน้ำตามธรรมชาติย่อมรับภาระได้จำกัด ขณะที่การปล่อยให้น้ำระบายตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจใช้เวลานาน

สถิติในเดือน ต.ค. ธรรมชาติสามารถระบายน้ำได้เฉลี่ยประมาณ 600 กว่า ลบ.ม./วินาที ดังนั้น การบริหารจัดการในช่วงวิกฤตจึงต้องใช้มาตรการเชิงรุก ทั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มความเร็วในการระบายออกจากพื้นที่

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน รศ.เสรี ชี้ว่า เส้นทางหลักที่รองรับการระบายน้ำจากพื้นที่ภาคตะวันออกลงสู่อ่าวไทยยังพึ่งพา แม่น้ำบางปะกง เป็นสำคัญ แม้ข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก จะเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่มวลน้ำจำนวนมากเดินทางมารวมกันบริเวณ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้เกิดลักษณะคอขวด น้ำไม่สามารถไหลผ่านต่อไปได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดน้ำเท้อและน้ำคั่งในพื้นที่

"เสรี" ชี้วิกฤตน้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน

"เสรี" ชี้วิกฤตน้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน

ขณะเดียวกัน แนวคิดที่จะผันน้ำเข้าสู่คลองสายต่าง ๆ ที่วางตัวขนานกับชายฝั่งเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่น้ำบางปะกง เช่น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ ยังไม่สามารถใช้เป็นทางออกหลักได้ในเวลานี้

เนื่องจากคลองเหล่านี้มีปริมาณน้ำสะสมอยู่ในระดับสูงและมีข้อจำกัดในการรับน้ำเพิ่มเติม หากเร่งส่งน้ำเข้าไปโดยไม่มีพื้นที่รองรับเพียงพอ อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบระบายน้ำฝั่งกรุงเทพมหานครแทน

อีกข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่สถานีสูบน้ำบริเวณคลองชายทะเล ซึ่งแม้จะมีศักยภาพในการสูบน้ำรวมกันประมาณ 60 ล้าน ลบ.ม./วัน แต่สามารถเดินเครื่องและระบายน้ำได้จริงเพียงประมาณร้อยละ 40 หรือราว 20 กว่าล้าน ลบ.ม./วัน

สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็น "แอ่งขนมครก" ทำให้น้ำบางส่วนไม่สามารถไหลเข้าสู่จุดสูบน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ แม้สถานีสูบน้ำจะมีกำลังสูง แต่หากมวลน้ำไม่สามารถเดินทางมาถึงจุดสูบได้ การเพิ่มกำลังเครื่องสูบก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

จากข้อจำกัดดังกล่าว รศ.เสรี ระบุว่า คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต จึงกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุดในการเร่งระบายน้ำในสถานการณ์ปัจจุบัน แนวทางคือการระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งส่งมวลน้ำเข้าสู่คลองดังกล่าว จากนั้นน้ำจะไหลต่อไปยัง คลองสำโรง ก่อนเข้าสู่สถานีสูบน้ำบริเวณคลองชายทะเลและระบายออกสู่อ่าวไทย

เหตุผลที่เลือกผลักดันน้ำในระบบคลองแทนการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกงโดยตรง เนื่องจากแม่น้ำบางปะกงมีหน้าตัดลำน้ำกว้าง การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดจึงทำได้ยากและอาจไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ต้องการ

ขณะที่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เป็นระบบคลองที่มีขอบเขตชัดเจนกว่า การจัดวางเครื่องผลักดันน้ำจึงสามารถสร้างแรงส่งต่อมวลน้ำได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ล่าสุดมีการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีและมีข้อสั่งการให้เร่งระดมเครื่องผลักดันน้ำเข้าประจำจุดเพื่อสนับสนุนการระบายน้ำแล้ว

ในด้านช่วงเวลาที่ต้องจับตา รศ.เสรี ประเมินว่า วันที่ 9–11 ต.ค. ระบบยังมีโอกาสระบายน้ำได้พอสมควร ก่อนที่สถานการณ์จะกลับมาตึงตัวขึ้นในช่วง 12–14 ต.ค. จากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีความสำคัญอย่างมากคือ 15–19 ต.ค. เรียกว่า "Golden Week" เนื่องจากระดับน้ำทะเลจะลดลงอย่างมาก เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเร่งติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำ รวมถึงเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อดึงมวลน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะกลับมาหนุนสูงขึ้นในช่วงต่อไป

รศ.เสรี ยังยืนยันว่า ยอดน้ำสูงสุดหรือจุดพีคของมวลน้ำ ได้ผ่านพื้นที่ตัวเมืองแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ไปแล้ว และไม่คาดว่าจะมีระดับน้ำที่สูงกว่าระลอกดังกล่าวเข้ามาอีก หากการระบายน้ำตามธรรมชาติเดินหน้าไปพร้อมกับมาตรการผลักดันน้ำผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คาดว่าช่วง 20–25 ต.ค. จะเริ่มเห็นระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น

"เสรี" ชี้วิกฤตน้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน

"เสรี" ชี้วิกฤตน้ำท่วมตะวันออก ฝน 300 มม. ตกสัปดาห์เดียวเท่าตกทั้งเดือน

ส่วนกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนในช่วง 9–12 ต.ค. รศ.เสรี ประเมินว่า ประชาชนในภาคตะวันออกยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะไม่มีสัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาที่บ่งชี้ว่าจะเกิดฝนตกหนักแช่พื้นที่และสะสมซ้ำในลักษณะเดียวกับระลอกที่ผ่านมา

ฝนที่เกิดขึ้นอาจเป็นฝนตามรอบการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ตกเป็นช่วง ๆ ประมาณ 1–3 ชั่วโมงแล้วหยุด แม้จะเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีความรุนแรงเท่าฝนระลอกก่อน ขณะที่แนวร่องมรสุมกำลังจะเคลื่อนลงไปทางภาคใต้ ซึ่งทำให้พื้นที่ภาคใต้เป็นจุดที่ต้องติดตามต่อไป

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเขตลาดกระบังและเขตหนองจอก เพราะความเสี่ยงไม่ได้มาจากฝนที่ตกเพิ่มเพียงอย่างเดียว

แต่เป็นแรงดันของมวลน้ำจำนวนมาก จากฝั่งตะวันออกที่กำลังไหลลงมา โดยมีทั้งน้ำจาก จ.ปราจีนบุรี รวมถึงน้ำจาก คลองหนุมาน แควระบม อ่างเก็บน้ำระบม และคลองสียัด ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบแม่น้ำบางปะกง

มวลน้ำดังกล่าวอาจสร้างแรงปะทะต่อแนวคันกั้นน้ำในพื้นที่ลาดกระบังและหนองจอก จึงยังต้องติดตามระดับน้ำและสภาพแนวป้องกันอย่างใกล้ชิด แม้ภาพรวมของยอดน้ำในพื้นที่แปดริ้วจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็ตาม

อ่านข่าว :

อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี เปิดใจ ปมย้าย "นอภ.บ้านสร้าง" ออกนอกพื้นที่

สบส.สั่งปิด "เนอร์สซิ่งโฮม" ท่าม่วง ส่งผู้ป่วยจิตเวช-สูงอายุ ให้ รพ.-พม.

ปภ.เตือน 53 จังหวัด-กทม.รับมือฝนหนัก 9-13 ต.ค.เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า