35 ปี 'IMF–World Bank' ในไทย จาก 'ยุคทองศก.' สู่ 'ผู้ป่วยแห่งเอเชีย'

Published on 12 ต.ค. 2026

‘กรณ์’ ชี้ 35 ปี ประชุม IMF–World Bank ในไทย จาก ‘ยุคทองเศรษฐกิจไทย’ สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เตือนดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง-ขาดปัจจัยโตระยะยาว

12 ต.ค. 2569 – นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนมุมมองพร้อมวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจไทยในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2534 (ค.ศ. 1991)

นายกรณ์ ระบุว่า ในฐานะคนไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งกำลังใจให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ อย่างไรก็ดี บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยในการเป็นเจ้าภาพทั้งสองครั้งนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในรอบ 35 ปี

อดีต รมว.คลัง ย้อนความทรงจำในปี 2534 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงินว่า เศรษฐกิจไทยในยุคนั้นขยายตัวเฉลี่ยราว 8% ต่อปี หลังจากที่เติบโตด้วยเลขสองหลักติดต่อกัน 3 ปี ส่งผลให้เกิด “Animal Spirit” หรือพลังความเชื่อมั่นในการลงทุนและความกล้าเสี่ยง จนดึงดูดให้คนไทยที่ศึกษาและทำงานต่างประเทศต่างเดินทางกลับมาสร้างอนาคตในบ้านเกิด ในสายตาโลก ไทยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ระดับ A (สูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น) การเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนรางวัลความสำเร็จและการเปิดตัวสู่เวทีการลงทุนโลก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยุคนั้นซ่อนความเปราะบาง ที่ถูกมองข้าม นั่นคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.7% ของ GDP หนี้ต่างประเทศพุ่งสูง จาก 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียงปีเดียว และการตรึงค่าเงินบาท ทำให้ภาคธุรกิจกู้เงินต่างประเทศโดยไม่ระวังความเสี่ยง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในอีก 6 ปีต่อมา (ปี 2540)

นายกรณ์ กล่าวว่า เมื่อตัดภาพมาที่การเป็นเจ้าภาพในปี 2569 บรรยากาศกลับพลิกผันจากความตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นคำถามจากต่างชาติต่อสถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่ากลุ่มประเทศ ASEAN เกือบทั้งหมด

นายกรณ์ ยังได้สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ

1.โครงสร้างประชากรและหนี้สิน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยมีประชากรวัยทำงานลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

2.ความเปราะบางของการลงทุน AI แม้ครึ่งแรกของปีนี้จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37%) โดยส่วนใหญ่เป็น Data Center และเทคโนโลยี AI รวมถึงยอดอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท แต่กลับสร้างงานให้คนไทยเพียง 82,000 ตำแหน่ง เนื่องจากอุปกรณ์หลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากกระแส AI ของโลกสะดุด การลงทุนและการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงพร้อมกัน

3.กับดักดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ทำให้ภาครัฐและเอกชนรู้สึกว่าแบกรับหนี้ไหว ซึ่งเปรียบเสมือนกรณี “ค่าเงินบาทนิ่ง” ในปี 2534 ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแบบลวงตา ทั้งที่ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำตลอดไป

4.ปัญหางบประมาณขาดดุล งบประมาณรายจ่ายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การจัดเก็บรายได้โตตามไม่ทัน

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ “Animal Spirit” ที่หายไปจากสังคมไทย ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงดูดคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน ได้เปลี่ยนเป็นสภาวะที่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง พยายามหาช่องทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ

“ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง แต่วันนี้ความเสี่ยงคือค่อยๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ แม้แขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลกจะมองเห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนที่เคยพลาดการตั้งคำถามในปี 2534 ว่า หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?” อดีต รมว.คลัง ระบุ.

เพิ่มเพื่อน