ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 นี้ สหรัฐอเมริกาจะมีการจัดการเลือกตั้งกลางเทอม (midterm election) ซึ่งมักจัดตรงกับช่วงกลางของวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (สองปีนับจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี) โดยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ทั้ง 435 คน, วุฒิสมาชิก (Senate) ราวหนึ่งในสามของที่นั่งทั้งหมด ไปจนถึงผู้ว่าการรัฐและผู้นำท้องถิ่นในหลายพื้นที่
โดยนัยหนึ่ง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการทำประชามติวัดความนิยมของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และตัวเลขที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่จะเปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้งนั้นก็ย่อมมีผลต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองสหรัฐฯ เองไม่น้อย และขณะเดียวกันก็แน่นอนว่าจะสะเทือนถึงสถานการณ์โลกไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างความผันผวนต่อโลกอยู่ไม่น้อย
แนวโน้มการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในอีกสี่เดือนข้างหน้าภายใต้ทรัมป์สมัยสองนี้จะเป็นอย่างไร อะไรบ้างที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาด วันโอวันสรุปเนื้อหาจากการบรรยายของสตีเฟน โอคุน (Steven Okun) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของบริษัทให้คำปรึกษา APAC Advisors Singapore ในหัวข้อ ‘The Gathering Geo-Political Storm: What the U.S. Mid-term Elections Could Mean for Asia and Trade in an Era of Quiet Quitting from the US and China’ ซึ่งอยู่ภายใต้กิจกรรม International Trade Training for Journalists in Asia จัดโดย National Press Foundation และสนับสนุนโดย Hinrich Foundation ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21-24 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

ภาพจาก National Press Foundation
สงครามอิหร่านอาจเล่นงานทรัมป์ ซ้ำรอยสงครามอิรักยุคบุช
คะแนนนิยม (approval rating) ในตัวประธานาธิบดีย่อมส่งผลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอม โดยโอคุนตั้งข้อสังเกตจากที่ผ่านมาว่า หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคะแนนนิยมต่ำกว่าร้อยละ 50 พรรคที่ประธานาธิบดีสังกัดก็มักจะเป็นอันต้องเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) เช่น ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มีคะแนนนิยมร้อยละ 48 ในการเลือกตั้งกลางเทอม 2010, ประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรกที่มีคะแนนนิยมร้อยละ 41 ในการเลือกตั้งกลางเทอม 2018 และประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ที่มีคะแนนนิยมร้อยละ 42 ในการเลือกตั้งกลางเทอม 2022
ยิ่งไปกว่านั้น หากคะแนนนิยมต่ำไปกว่านั้นมาก โอคุนชี้ว่ามีโอกาสสูงที่ประธานาธิบดีจะเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา (Senate) โดยเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006 สมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 35.6 ในตอนนั้น อันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญหนึ่งคือการทำสงครามต่ออิรัก ซึ่งมีผลสำรวจชี้ว่าประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าไม่คุ้มค่า
สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ในตอนนี้ คะแนนนิยมของเขาอยู่ที่ร้อยละ 37 ซึ่งเมื่อเทียบกับบุชในตอนนั้นแล้ว ทำให้โอคุนมองว่าทรัมป์มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียทั้งสองสภาเช่นกัน และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคะแนนนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์ในตอนนี้ก็หนีไม่พ้นการทำสงครามต่ออิหร่าน ซึ่งก็มีผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของสหรัฐฯ หากเป็นเช่นนั้น จึงเท่ากับว่าทรัมป์จะเผชิญชะตากรรมซ้ำรอยบุชในตอนนั้น
สงครามการค้าต่อแคนาดา ก็อาจย้อนมาทิ่มแทงทรัมป์
โอคุนชี้ว่าอีกประเด็นที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ก็คือความขัดแย้งต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา หลังจากที่ทรัมป์พยายามโจมตีแคนาดาผ่านนโยบาย โดยเฉพาะการขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดา รวมไปถึงการทำสงครามน้ำลายต่อนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) และการกล่าวพาดพิงแคนาดาในหลายครั้ง
ที่ประเด็นแคนาดาอาจมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น้อย ก็เนื่องจากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาอยู่ใน 8 รัฐ ซึ่งปรากฏว่า 7 รัฐนั้นเป็นรัฐที่มีพื้นที่ติดกับแคนาดา และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้ากับแคนาดาอยู่มาก ทำให้รัฐเหล่านี้เป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อแคนาดา ในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึง ก็เป็นไปได้ว่าประเด็นนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และนำมาสู่ปรากฏการณ์คลื่นสีน้ำเงิน (Blue Wave) ที่เดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูง
และที่สำคัญ เรื่องนี้ยังอาจสะท้อนว่า นโยบายต่างประเทศและนโยบายการค้ากับต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน จากที่โดยทั่วไปแล้ว การเลือกตั้งในสหรัฐฯ มักถูกชี้ชะตาด้วยปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก
กระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์และความเหลื่อมล้ำจากเอไอ ก็มองข้ามไม่ได้
อีกปัจจัยที่โอคุนพูดถึงก็คือเรื่องกระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ (หรือศูนย์ข้อมูล) ในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เนื่องจากประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้นกำลังไม่พอใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งการแย่งทรัพยากรน้ำ การส่งมลพิษทางเสียง การทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่สาธารณะ และขณะเดียวกันก็ไม่ได้ช่วยสร้างงานหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างคุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น
โอคุนชี้ว่าประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์นั้นได้ทำลายคะแนนนิยมของนักการเมืองที่เป็นผู้อนุมัติให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ตัวเองอยู่ไม่น้อย และได้เห็นผลแล้วผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในหลายรัฐในช่วงปีนี้ อย่างในรัฐเวอร์จิเนีย นิวเจอร์ซีย์ และจอร์เจีย ที่ปรากฏว่าผู้สมัครจากฝั่งพรรคเดโมแครตสามารถชนะเลือกตั้งได้
นอกจากนี้ โอคุนยังชี้ว่าการเติบโตของเทคโนโลยีเอไอก็อาจเป็นอีกปัจจัยเช่นกัน เนื่องจากเอไอได้สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือเรียกได้ว่าก่อให้เกิดเศรษฐกิจรูปตัว K ที่มีคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งสามารถกอบโกยผลกำไรจากมัน ขณะที่คนอีกจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการตกงาน ซึ่งหากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไป โอคุนมองว่าอาจนำไปสู่ความวุ่นวายหรือการก่อการจลาจลขึ้นในสังคม และประเด็นนี้ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจของชาวอเมริกันในการเลือกตั้งกลางเทอมนี้ด้วยเช่นกัน
แต่คลื่นสีน้ำเงินอาจไม่มาจริงอย่างที่คิดก็ได้
แม้ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นอาจจะดูเป็นผลดีต่อพรรคเดโมแครตจนอาจทำให้กวาดเสียงข้างมากของทั้งสองสภาได้ แต่โอคุนก็ระบุว่ายังมีบางปัจจัยที่อาจทำให้ปรากฏการณ์คลื่นสีน้ำเงินนี้ไม่เกิดขึ้นจริงตามที่คิดไว้
ปัจจัยแรกคือการที่ฝ่ายบริหารภายใต้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันอาจดำเนินการบางอย่างเพื่อจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือแทรกแซงการเลือกตั้ง เช่น การใช้เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา หรือที่มักเรียกว่า ICE เข้าไปประจำที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้คนบางกลุ่มเลือกไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือการประกาศให้บัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์เป็นโมฆะ เป็นต้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือกลุ่ม Manosphere หรือเครือข่ายบนโลกออนไลน์ที่รวบรวมผู้ชายที่มีแนวคิดอคติต่อผู้หญิง โดย Manosphere นับว่าเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากในการชักจูงกลุ่มคนที่ไม่ค่อยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้ยอมออกมาลงคะแนนเสียงได้ผ่านการเอาประเด็นทางนโยบายมาโน้มน้าว เช่น การสนับสนุนกฎหมายที่ทำให้ผู้หญิงหย่าร้างกับสามีได้ยากขึ้น และการต่อต้านนโยบายที่เน้นความหลากหลาย เท่าเทียม และครอบคลุม (Diversity, Equity, and Inclusion หรือ DEI) เป็นต้น นอกจากนี้ Manosphere ยังมีการเดินหน้าโจมตีทางการเมืองต่อผู้สมัครฝั่งตรงข้าม ด้วยการใช้ประเด็นอัตลักษณ์และเพศสภาพเป็นเครื่องมือโจมตี เช่น การโจมตีผู้สมัครบางคนว่าขาดความเป็นชาย หรือการสร้างข่าวเท็จว่าผู้สมัครบางคนเป็นคนข้ามเพศ
Manosphere นั้นมักเป็นคุณต่อฝั่งพรรครีพับลิกัน และโอคุนชี้ว่ากระแสนี้ได้เคยสัมฤทธิ์ผลมาแล้วในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ซึ่งในตอนนั้น กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) ผู้ลงชิงตำแหน่งจากฝั่งพรรคเดโมแครต ก็เคยออกมาพูดเองว่าตัวเธอได้สูญเสียคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ชายไปให้กับ Manosphere และในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้ พรรครีพับลิกันและกลุ่ม MAGA (Make America Great Again) ก็กำลังใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันเพื่อดึงดูดฐานเสียงของกลุ่มคนเหล่านั้น
Midterm Election 2026 US Midterm Election 2026 การเมืองสหรัฐ การเมืองสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งกลางเทอม คลื่นสีน้ำเงิน ทรัมป์ ทรัมป์ 2.0 วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา เลือกตั้งกลางเทอม เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เลือกตั้งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
เรื่อง: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
บรรณาธิการ The101.world อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยและญี่ปุ่น จบป.ตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาฯ จบป.โทด้านเอเชียศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์