- หน้าหลัก
- ภูมิภาค
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผบช.ภ.4 ลุยงานวันแรก! บุกชายแดนนครพนม สั่งล้างบางยาเสพติด รื้อฐานข้อมูลสาวถึงนายทุน-เครือข่ายข้ามชาติ
เผยแพร่: 2 ต.ค. 2569 18:04 ปรับปรุง: 2 ต.ค. 2569 18:04 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
นครพนม - “พล.ต.ท.นพเก้า” ลุยงานทันทีหลังรับตำแหน่ง ผนึกกำลังตำรวจชายแดนโขง 174 กิโลเมตร สั่ง Re X-Ray 100% กวาดล้างทั้งผู้ค้า-ผู้เสพ พร้อมขยายผลตัดวงจรเส้นทางการเงินและผู้บงการ ลั่นตำรวจคนไหนเอี่ยวค้ายาเจอจัดการเด็ดขาด
วันนี้( 2 ต.ค.) พล.ต.ท.นพเก้า โสมนัส ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) เปิดภารกิจแรกอย่างเป็นทางการทันทีหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยนำคณะผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ยาเสพติดรวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ ณ หน่วยตำรวจตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง พร้อมรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง ด้านกำลังพลและอุปกรณ์จากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง ท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น
จังหวัดนครพนมถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของตำรวจภูธรภาค 4 เนื่องจากมีแนวชายแดนติดแม่น้ำโขงยาวกว่า 174 กิโลเมตร ซึ่งมีจุดเสี่ยงต่อการลักลอบลำเลียงยาเสพติดและการก่ออาชญากรรมข้ามชาติหลากหลายจุด โดย พล.ต.ท.นพเก้า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนตกเป็นช่องทางของขบวนการผิดกฎหมาย
พล.ต.ท.นพเก้า เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในวันแรกนี้ จุดประสงค์สำคัญคือการได้รับทราบปัญหาจริงจากคนทำงานในพื้นที่ ทั้งเรื่องกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ และอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อนำมาพิจารณาสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้ตำรวจชายแดนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
"การปราบปรามยาเสพติดยุคนี้จะหยุดอยู่แค่การจับกุมผู้ต้องหารายย่อยหรือการยึดของกลางไม่ได้ แต่ต้องเดินหน้าสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อลากตัวผู้ค้า ผู้สั่งการ นายทุน ตลอดจนการยึดทรัพย์และตัดเส้นทางการเงิน เพื่อทำลายวงจรค้ายาเสพติดให้หมดสิ้นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนปราบปรามให้เท่าทันสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่"ผบช.ภ.4 กล่าวย้ำและว่า
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจขับเคลื่อนมาตรการ “1 สภ. 1 ตำบล” และการ Re X-Ray 100% เร่งตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ค้า ผู้เสพ บุคคลพ้นโทษ ผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด รวมถึงบุคคลกลุ่มเสี่ยง ให้เป็นปัจจุบันและนำมาใช้งานได้จริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงปัญหาในระดับชุมชน ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และตัดปัจจัยเสี่ยงอาชญากรรมตั้งแต่ต้นลม
ขณะเดียวกัน ผบช.ภ.4 ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงเรื่องวินัยและความโปร่งใสของข้าราชการตำรวจ โดยกำชับผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยให้ควบคุมดูแลกำลังพลอย่างใกล้ชิด และห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยเด็ดขาด พร้อมสั่งให้มีการตรวจคัดกรองกำลังพลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และป้องกันไม่ให้คนในองค์กรกลายเป็นสายหรือส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมเสียเอง
สำหรับพื้นที่ชายแดน ได้สั่งการเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนยาเสพติด การนำรถยนต์หรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดข้ามแดน ตลอดจนการใช้ช่องทางธรรมชาติหลบเลี่ยงการตรวจค้น โดยเน้นย้ำให้บูรณาการข้อมูลและประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงข้างเคียงอย่างใกล้ชิด
พล.ต.ท.นพเก้า กล่าวทิ้งท้ายว่า ภารกิจปราบปรามยาเสพติดจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาและกำลังหลัก “5 เสือ” ของแต่ละสถานีตำรวจ ที่ต้องร่วมมือกันดูแลพื้นที่ ดูแลกำลังพล และแก้ปัญหาอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งหากหน่วยใดขาดแคลนอุปกรณ์หรือสิ่งจำเป็นในการทำงาน ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน