เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าลงทุนเวียดนามต่อเนื่องกว่า 15 ปี ทุ่มแล้วกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท ปักเครือข่ายกว่า 300 แห่งใน 26 จังหวัด พร้อมกางแผนปี 2571 ขยาย GO! Hypermarket อีก 10-12 สาขา และ mini go! Supermarket อีก 23-25 สาขา รับเศรษฐกิจและกำลังซื้อเวียดนามโตแรง
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า เซ็นทรัล รีเทลเชื่อมั่นในศักยภาพของเวียดนามในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง และกำลังซื้อผู้บริโภคยังเติบโตต่อเนื่อง
โดย GDP เวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 8.18% และไตรมาส 2 ขยายตัว 8.39% ขณะที่ยอดขายค้าปลีกและ Consumer Service เติบโต 12.9% สะท้อนความแข็งแกร่งของการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม
ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทลลงทุนพัฒนาธุรกิจในเวียดนามแล้วกว่า 49,000 ล้านบาท จากธุรกิจค้าปลีกได้ขยายสู่ Ecosystem ที่ครบวงจร ปัจจุบันมีเครือข่ายศูนย์การค้าและร้านค้ากว่า 300 แห่ง ครอบคลุม 26 จังหวัด มีพื้นที่ค้าปลีกรวมกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร รองรับผู้บริโภคเฉลี่ยประมาณ 500,000 คนต่อวัน และมีพนักงานราว 13,000 คน โดย 99.5% เป็นพนักงานชาวเวียดนาม

ธุรกิจในเวียดนามแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มฟู้ด ภายใต้แบรนด์ GO! Hypermarket, Tops Market, mini go! และ Lan Chi Mart กลุ่มน็อนฟู้ดและร้านค้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ สปอร์ต และแฟชั่น อาทิ Supersports, Kubo, Dyson, Columbia, Crocs, Hoka, Speedo และ Under Armour
รวมถึงกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ GO! Mall ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงแบรนด์ต่างประเทศกว่า 200 แบรนด์ และผู้ประกอบการเวียดนามกว่า 400 ราย
สำหรับแผนการขยายธุรกิจ เซ็นทรัล รีเทลจะเดินหน้าขยาย Modern Retail ไปยังพื้นที่ศักยภาพใหม่ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ Right Format, Right Location และ Right Proposition เพื่อให้แต่ละรูปแบบธุรกิจสอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกันยังเร่งสร้าง Customer Ecosystem ผ่าน The 1 Vietnam ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 7.4 ล้านคน ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ครอบคลุมทั้งธุรกิจฟู้ดและน็อนฟู้ด พร้อมต่อยอด Loyalty Program และประสบการณ์ Omnichannel ให้เชื่อมโยงลูกค้ากับสินค้าและบริการต่างๆ ได้มากขึ้น

ด้านนายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวว่า กลุ่มฟู้ดเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเซ็นทรัล รีเทลในเวียดนาม โดยวางเป้าหมายสู่การเป็น “Pantry of Vietnam” หรือจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ผ่านสินค้าที่สดใหม่ หลากหลาย มีคุณภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่า
โดยจะใช้จุดแข็งจาก Store Format ที่หลากหลาย ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อขยายธุรกิจให้เหมาะกับแต่ละทำเลและกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะเมืองรองและต่างจังหวัด
ขณะเดียวกัน GO! Hypermarket ซึ่งเป็นธุรกิจเรือธง จะยกระดับสู่ Fresh Food Destination พร้อมพัฒนาคอนเซ็ปต์ Bakery และ Eatery เพื่อให้ GO! เป็นมากกว่าสถานที่ซื้อสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ครอบครัวสามารถมาช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร และใช้เวลาร่วมกันได้
ส่วน mini go! Supermarket จะเน้นการขยายในตลาดต่างจังหวัดและเมืองรอง ขณะที่ Tops Market จะมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในเมืองหลักที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในปี 2569 เซ็นทรัล รีเทลเปิด mini go! สาขา Cu Chi เมื่อเดือนมกราคม และเปิด GO! Hypermarket สาขา Dan Phuong เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2571 จะขยาย GO! Hypermarket เพิ่มอีก 10-12 สาขา และ mini go! Supermarket อีก 23-25 สาขา ในพื้นที่ศักยภาพใหม่ๆ

นายสุทธิสารกล่าวว่า การเติบโตของเซ็นทรัล รีเทลในเวียดนามไม่ได้มุ่งเพียงการขยายธุรกิจ แต่ต้องการสร้างโอกาสและผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Impact ให้กับเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่นตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่การสร้างงาน การสร้างโอกาสให้เกษตรกรและ SMEs ไปจนถึงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
ปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายในห้างและร้านค้าในเครือมากกว่า 90% มาจากแหล่งผลิตในประเทศเวียดนาม และทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นกว่า 2,000 ราย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ รวมทั้งร่วมมือกับภาครัฐและพันธมิตรในการผลักดันสินค้าเวียดนามให้เข้าถึงตลาดและเครือข่ายในระดับสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ “Better for Vietnam”
นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทลยังเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามผ่านงาน Vietnamese Week in Thailand 2026 ภายใต้แนวคิด “Discover the Charm of Vietnam” ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ย. 2569 ณ โซน Eden ชั้น 1 และชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเวียดนามนำสินค้าและวัฒนธรรมมาสัมผัสผู้บริโภคชาวไทย พร้อมสร้างโอกาสขยายตลาดและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ