เอกนิติ ชู 4 เรื่อง เร่งเครื่องศก.ไทย ฝ่าวิกฤตศก. บนเวทีประชุม IMF

Published on 15 ต.ค. 2026

การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในหัวข้อ Global Debate: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ว่า ประเทศไทยเป็นเหมือนเรือลำเล็กๆ ที่ต้องฝ่าพายุอย่างวิกฤตเศรษฐกิจไม่ต่างจากคนอื่น โดยมี 4 เรื่องหลัก ได้แก่

1.การได้รับผลกระทบจากการนำเข้าพลังงานน้ำมันในต่างประเทศเยอะ ส่งผลต่อต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชน

2.การแตกเป็นเสี่ยงๆ ของภูมิรัฐศาสตร์ มีการกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในซัพพลายเชนก็ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้น

3.การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ตามประเทศต่างๆ แต่ประเทศไทยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรค่อนข้างต่ำ เทียบกับสหรัฐหรือยุโรป อยู่เพียง 2-3% ถือเป็นหนึ่งในการรักษาระเบียบวินัยของการคลัง

4.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากไม่อยู่ในซัพพลายเชนจะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ แต่ไทยโชคดีที่อยู่ในห่วงโซ่ซัพพลายเชน แต่เรายังต้องคอยตรวจสอบให้ดีว่า เรือเรามีความแข็งแรงผ่านวินัยความมีเสถียรภาพทางการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องทำหลายอย่างมากในระยะถัดไป ทั้งการปฏิรูปโครงสร้าง การเปลี่ยนระลอกกระแทกจากวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทย ผ่านการช่วยเหลือคนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะต้องช่วยให้ธุรกิจปรับตัวอย่างรวดเร็ว หากไม่ทำแบบนี้จะทำให้ประชาชนแตกแยกจากผลกระทบในด้านการดำเนินชีวิต ยิ่งมีผลกระทบมากขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงต้องเปลี่ยนภูมิทัศน์สนับสนุนธุรกิจภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เร่งรัดต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ไปต่อได้ในภาวะแบบนี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนความท้าทายในด้านการค้าขายและลดจุดเปราะบางในการเผชิญกับความเสี่ยงภายนอก มองว่า ภูมิภาคอาเซียนควรร่วมมือกัน ใช้โอกาสรองรับปัญหาที่จะเข้ามาจากความหลากหลายของประเทศในอาเซียน อาทิ การมีอาเซียนกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน จากการที่สปป.ลาว มีพลังงานสะอาด ซึ่งไทยและประเทศอื่นต้องการใช้พลังงานสะอาดเช่นกัน ทำให้หากสามารนำไฟฟ้าจากลาวมาใช้ได้ จะลดความเสี่ยงด้านพลังงานลง อีกด้านเป็นการเข้ามาของเอไอ เรามีประชาชนที่กำลังเติบโตและต้องการใช้งานเอไอในการพัฒนาศักยภาพ แต่ตอนนี้ไทยนำเข้าเอไอจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ต้องสนับสนุนให้เกิดสมาร์ทเอไอ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเอไอ และนำฐานลูกค้าที่มีอยู่มาใช้ต่อยอดให้ได้มากที่สุด

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในด้านการเงิน ประเทศไทยมีการเชื่อมโยงคิวอาร์โค้ดชำระในหลายประเทศทั่วโลก แต่ต้องบอกว่า อาจมีท่านที่ไม่เชื่อกฎระเบียบการเชื่อมโยงทั้งโลก แต่เราเชื่อ จึงอยากให้จับมือทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจต่อไป โดยประเทศไทยมีความโชคดี เพราะสามารถดึงดูดการลงทุนต่างชาติโดยตรงได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงมีความจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในการดึงดูดการลงทุน ทั้งเอไอ และยานยนต์อีวี รวมถึงมีความพยายามจะเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้เป็นการอัพเกรดเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต และเพิ่มผลิตภาพของคนไทย รวมถึงพยายามอำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุน ขจัดอุปสรรคใดๆ ผ่านการจัดระเบียบบ้านตัวเองให้เรียบร้อย จึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่า เอกชนไทยสามารถลงทุนเติบโตได้ถึง 10% ใน 2 ไตรมาสที่ผ่านมา