กกร.ชู 4 เสา “Reinvent Thailand” ผนึกรัฐ–เอกชน ดันไทยเครื่องยนต์ใหม่อาเซียน

Published on 3 ก.ย. 2026

กกร. ผนึกรัฐ-World Bank ขับเคลื่อน Reinvent Thailand ‘เอกนิติ’ ชู กรอ. 4 เสา เปลี่ยนข้อเสนอสู่ผลลัพธ์ พร้อมจัดทำ White Paper ต่อยอดเวทีโลก

กรุงเทพฯ 3 กันยายน 2569 – คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารโลก จัดงาน The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระดมผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ร่วมกำหนดทิศทางการยกระดับประเทศไทยและเชื่อมโยงการเติบโตกับอาเซียน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่า ผลจากการประชุมทำให้มั่นใจใน 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก ภาครัฐและภาคเอกชนมีเป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศไทยพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องทำให้ไทยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของอาเซียน และเชื่อมโยงภูมิภาคกับเศรษฐกิจโลก เรื่องที่สอง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงแนวทางที่จะไปสู่เป้าหมาย

โดยภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบทางออก ลงมือทำ ไปจนถึงติดตามผล ไม่ใช่ให้ภาครัฐเขียนนโยบายเสร็จแล้วจึงเชิญภาคธุรกิจเข้ามาร่วม และเรื่องที่สาม ประเทศไทยมีทั้งพลังทางความคิดและความตั้งใจ สิ่งที่ต้องทำคือสร้างแพลตฟอร์มให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนข้อเสนอไปสู่การลงมือทำจะเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับโลก โดยต่อยอดผลการประชุมไปสู่การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้

เพื่อเชื่อมโจทย์ของไทยและอาเซียนเข้ากับองค์ความรู้ เงินทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก ระดับภูมิภาค ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เพื่อเชื่อมกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจกับธุรกิจ เชื่อมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ร่วมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาคน

ตลอดจนรัฐบาลกับภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลจริง ส่วนระดับประเทศ จะใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

โดยแบ่งงานเป็น 4 เสาที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การค้าและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

World Bank–IFC พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของไทย

Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงประเทศไทยควรทำอะไร แต่คือจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ซึ่งวันนี้ได้เห็นภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมมีกลไกในการขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์

World Bank และ IFC รู้สึกยินดีที่ได้เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สอง ขณะเดียวกัน การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จึงขอขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ร่วมเป็นเจ้าภาพ

กกร. เสนอจุดแข็งไทยครบทั้งการเงิน การค้า และอุตสาหกรรม

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า การ Reinvent Thailand ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่คือการยกระดับฐานเศรษฐกิจเดิมและเปิดพื้นที่ให้เครื่องยนต์ใหม่เติบโต โดยต้องอาศัย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

องค์กรความรู้และมาตรฐานระดับโลก การขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพของภาคเอกชน และนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา Ecosystem ที่พร้อม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ครอบคลุมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Data และระบบการเงิน เพื่อเปลี่ยนการลงทุนระลอกใหม่ให้เป็น New Growth Engines และนำประเทศไทยไปสู่ High-Value, Resilient and Inclusive Growth

ทั้งนี้ Momentum ที่เริ่มต้นจาก Bangkok Business Summit จะสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือของภาคธุรกิจในระดับภูมิภาค และในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่ Regional Business Summit ที่ภาคธุรกิจ ASEAN สามารถร่วมกันกำหนดและขับเคลื่อน Agenda ที่สำคัญของภูมิภาค

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การค้าโลกกำลังเผชิญทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานใหม่ ทุกอุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมพร้อมตลอดทั้งห่วงโซ่

ขณะที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาการค้า ทั้งด้านสินค้า บริการ ดิจิทัล มาตรฐาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รัฐบาลในอาเซียนต้องร่วมกันสร้างห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค เชื่อมระบบศุลกากร โลจิสติกส์ และมาตรฐาน แทนการแข่งขันลดมาตรฐานหรือให้สิทธิประโยชน์แข่งกันเพียงอย่างเดียว

การยกระดับกติกาดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุนผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยใช้กลไก กรอ. ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยมีฐานอุตสาหกรรมและซัพพลายเชนที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 60 ปี และได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพและมาตรฐาน จึงมีความพร้อมต่อยอดไปสู่ Intelligent Industry และเพิ่มบทบาทใน Global Supply Chain

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องมีพลังงานที่มั่นคงและต้นทุนแข่งขันได้ แผน PDP 2026 ที่สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ระบบ Logistics ที่เชื่อมโยงอาเซียน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการพัฒนาทุนมนุษย์

ควบคู่กับการส่งเสริม Made in Thailand และ Local Content เพื่อให้การลงทุนก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาซัพพลายเออร์ไทย สร้างงานทักษะสูง และเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมข้อเสนอและบทเรียนจากการประชุมจัดทำเป็น White Paper เพื่อเป็นกรอบการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน และนำไปแลกเปลี่ยนต่อในการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience