นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการตรวจสอบงาช้างของกลางกว่า 400 ท่อน พร้อมเศษงาช้างจำนวนมากและซากสัตว์ป่าต้องสงสัย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี หลังสั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 70 นาย ลงพื้นที่ตรวจสอบและเร่งเก็บตัวอย่างส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการตรวจ DNA เพื่อยืนยันชนิดพันธุ์และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนขยายผล พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ มุ่งสาวถึงเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด
นายสุชาติกล่าวว่า การปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยกำชับให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์รวบรวมพยานหลักฐาน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายผลไปยังผู้กระทำผิดและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือศูนย์กลางการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
ด้านนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานว่า ตามข้อสั่งการของนายสุชาติ ได้มอบหมายให้นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที โดยการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมศุลกากร และสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC)
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจวัดขนาด ถ่ายภาพ จัดทำบันทึก และสุ่มเก็บตัวอย่างงาช้างของกลางกว่า 400 ท่อน รวมถึงเศษงาช้าง เพื่อส่งตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (DNA) โดยศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กองอนุรักษ์สัตว์ป่า คาดว่าจะทราบผลภายในประมาณ 1–2 เดือน ขณะเดียวกัน ยังเก็บตัวอย่างซากสัตว์ต้องสงสัยเพิ่มเติม ซึ่งจากการตรวจสอบลักษณะทางกายภาพเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นซากเสือหรือสิงโต โดยต้องรอผลตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันชนิดพันธุ์อย่างชัดเจน
นายยงยุทธรายงานเพิ่มเติมว่า กรมอุทยานฯ พบข้อมูลคดีลักลอบค้าสัตว์ป่าในประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ที่มีรูปแบบและลักษณะคล้ายคลึงกับกรณีที่ตรวจพบในประเทศไทย จึงเร่งประสานหน่วยงานภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ของทั้งสองประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและตรวจสอบความเชื่อมโยงของเครือข่ายข้ามชาติ
ทั้งนี้ ผลตรวจ DNA และข้อมูลจากเครือข่าย CITES จะเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนขยายผลและติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หากพบความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จะประสานส่งต่อพยานหลักฐานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ร่วมดำเนินการ เพื่อยกระดับการปราบปรามและป้องกันการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
