ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต แก๊งค้ายา 5 ราย คดีพัวพันค้ายาเมื่อปี 57 - ข่าวสด

Published on 7 ก.ย. 2026

ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต แก๊งค้ายา 5 ราย คดีพัวพันค้ายาเมื่อปี 57 หลังนำเงินซื้อขายยาไปฟอกเงินซื้อรถประเทศเพื่อนบ้าน ศาลชี้เป็นภัยร้ายแรงกระทบความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ย.1027/2562 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติดเป็นโจทก์ฟ้อง นส.ปิยะฉัตร จำเลยที่ 1 นายกฤติพงศ์ จำเลยที่ 2 นายอัมพร จำเลยที่ 3 นายสมบูรณ์ จำเลยที่ 4 และ นายกรกช เป็นจำเลยที่ 1-5

ในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สนับสนุน ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สมคมโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯ และร่วมกันฟอกเงิน

จากกรณีที่ตำรวจ บช.ปส.เข้าจับกุมกลุ่มการเงินเครือข่ายยาเสพติดชายแดนไทย-เมียนมา-สปป.ลาว เมื่อปี 2562 พร้อมยึดทรัพย์สินหลายรายการ ได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน 4 หลัง มูลค่าประมาณ 76 ล้านบาท, คอนโดฯ 2 แห่ง มูลค่าประมาณ 3.3 ล้านบาท, รถยนต์ 3 คัน เช่น รถยนต์โตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด ปอร์เช่ พานาเมร่า รถเบนซ์ 220D และรถจักรยานยนต์ 4 คัน ยี่ห้อฮาเลย์ฯ และฮอนด้า NSX มูลค่าประมาณ 2.2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นๆ ประมาณ 5 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 100 ล้านบาท

หลังจำเลยทั้ง 5 วางแผนแบ่งหน้าที่กันทำในการจัดหายาเสพติดและลำเลียงยาเสพติด จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รับ เก็บรักษายาเสพติด นำยาเสพติดไปให้ผู้ที่ต้องการยาเสพติดโดยมีจำเลยที่ 2 และ 3 ทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 ช่วยเหลือสนับสนุน โดยนำเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดไปดำเนินกิจการซื้อขายรถยนต์ที่เมียนมา เพื่อเป็นการซุกซ่อนและปกปิดแหล่งที่มาอันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-5 กระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 5 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 2-5 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนก.พ.2557 ผู้ต้องหาในคดีค้ายาเสพติดที่ยังหลบหนีและไม่ได้นำตัวมาฟ้องร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 รวม 5.2 ล้านเม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงให้ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2-5 ทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และ 3 พยานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าสมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 5 เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินค้ายาเสพติดจากจำเลยที่ 1 เป็นขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และพยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เป็นการกระทำความผิดมูลฐานปกป้องแหล่งที่มาของทรัพย์สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 2-5 ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้ง 5 สมคบกับผู้ต้องหาที่หลบหนีร่วมกันมียาเสพติดเมตแอมเฟตามีน 5.2 ล้านเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนจะเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม และทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นภัยร้ายแรงทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดเป็นกรรมเดียวมีความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมตแอมเฟตามีนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์