น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค่ไหน?
- กทม.เสียหายสูงสุด 7,014 ล้านบาท
- จับจ่าย ท่องเที่ยว บริการ หนักสุด
- ห่วงน้ำยืดเยื้อกดเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
- KResearch คาดน้ำท่วมทุบเศรษฐกิจไทย 1.7 หมื่นล้านบาท จับตานิคม-EEC
- กลุ่มลูกจ้างรายวัน-ไรเดอร์ กระทบหนัก
- ซ้ำเติม ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ เปราะบาง
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน สูญ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ KResearch คาดผลกระทบอยู่ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน
น่าห่วงว่าผลกระทบรอบนี้อยู่ที่การจับจ่าย การท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และโลจิสติกส์ ขณะที่กลุ่มแรงงานรายวันและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
แต่โจทย์สำคัญคือต้องจับตาสัปดาห์นี้ ที่ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำหลากและศึกน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 หากลามถึง EEC และนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 ก.ย. ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี
ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประเมินไว้ จะมีการทบทวนผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

กทม.เสียหายสูงสุด 7,014 ล้านบาท
ผลการประเมินรายพื้นที่พบว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน
แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ ยังสามารถทำงานจากที่บ้านได้ จึงช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ขณะที่ 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด
ส่วน ภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 2 ประมาณ 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีได้รับผลกระทบสูงสุดราว 2,101 ล้านบาท
เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น ประกอบกับพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง
ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังเฉพาะจุด
และยังไม่มีรายงานนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับจำกัด
จับจ่าย ท่องเที่ยว บริการ หนักสุด
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางหลักที่ส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ
โดยน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก
นอกจากนี้ การกำหนดวันหยุดราชการพิเศษวันที่ 28-29 ก.ย. ในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้จำนวนวันทำงานในพื้นที่เศรษฐกิจลดลง
ขณะที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยาและแหล่งท่องเที่ยวในชลบุรี ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยว กระทบรายได้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ผลกระทบในส่วนนี้มีข้อจำกัดในการชดเชย โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย
ในขณะที่ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า จากถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ทำได้ยากขึ้น
“ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ”
ด้านราคาสินค้า เริ่มพบการปรับขึ้นของผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10-18 ต.ค.2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและเป็นเพียงชั่วคราว

สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังใกล้เก็บเกี่ยว โดยความเสียหายต่อผลผลิตจะเห็นชัดเจนหลังน้ำลด และมีการสำรวจพื้นที่จริง
ห่วงน้ำยืดเยื้อกดเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายในกรณีฐานที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569
โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน ‘ยังไม่รุนแรง’ ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
ชงรัฐเร่งเยียวยา ลงทุนกับระบบระบายน้ำ


ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน
- การเยียวยาอย่างรวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ หรือสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
- ด้านที่สองคือ เร่งบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายภาคเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือโดยเร็ว
- ด้านที่สามคือ ดูแลปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น อย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ พร้อมเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยในระยะต่อไป
KResearch คาดน้ำท่วมทุบเศรษฐกิจไทย 1.7 หมื่นล้านบาท จับตานิคม-EEC
ด้านณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล
เบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน
โดยเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.03%-0.11% ของ GDP ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรเปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัดสินใจคงประมาณการ GDP ภาพรวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม
กระนั้น ณัฐพรเตือนว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้น หากเหตุน้ำท่วมลากยาว ยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบพื้นที่อื่นๆ
โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก พื้นที่ EEC หรือนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP ก็อาจมากกว่าที่ประเมินไว้
กลุ่มลูกจ้างรายวัน-ไรเดอร์ กระทบหนัก
ณัฐพร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร แพลตฟอร์มบริการ การขนส่งและ โลจิสติกส์
ขณะที่กลุ่มลูกจ้างที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มลูกจ้างรายวันและไรเดอร์ ที่หากออกไปทำงานไม่ได้ รายได้จะขาดหายไปทันที
อย่างไรก็ดี ณัฐพรมองว่า ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมรอบนี้จะมีลักษณะเป็นการหยุดชะงักชั่วคราว (Temporary Disruption) มากกว่า ไม่เหมือนกับช่วงน้ำท่วมใหญ่รอบก่อนหรือวิกฤตโควิด
ซ้ำเติม ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ เปราะบาง
นอกจากนี้อีกมุมหนึ่ง ณัฐพรมองว่า “เหตุน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะกระทบต่อการใช้จ่ายและการบริโภคของผู้คน เนื่องจากเหตุน้ำท่วมทำให้ผู้คนบางส่วนออกไปจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ นอกจากนี้หลายคนอาจต้องกันเงินบางส่วนไว้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหรือรถยนต์ที่เสียหาย ท่ามกลางภาวะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า แม้เหตุน้ำท่วมจะเพิ่มภาระหนี้ให้ผู้ประสบภัยบางคน แต่ไม่น่าจะทำให้หนี้ครัวเรือนในภาพรวมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังคงลดลงและต่ำกว่า 84% ในปีนี้ 2569
เนื่องจากสถาบันการเงินมีมาตรการพักชำระหนี้ พักดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้รองรับกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
“หนี้ครัวเรือนไทยเปราะบางอยู่แล้ว และเหตุน้ำท่วมก็อาจจะไปเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่หนี้สินเยอะอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำให้เห็นภาพตัวเลขหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ของประเทศไหลต่อไหม คงไม่เห็นภาพนั้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP น่าจะยังลดลงอยู่ และอาจจะอยู่ระดับต่ำกว่า 84% ต่อ GDP ในปีนี้”