มีถนนในกรุงเทพฯ ไม่กี่เส้นที่เดินผ่านแล้วรู้สึกว่ากำลังเดินย้อนเวลา ซอยกระสินธุ์ ย่านดุสิต คือหนึ่งในนั้น และบนถนนเส้นนี้มีอาคารสีขาวอายุกว่าเก้าสิบปีซ่อนตัวอยู่หลังรั้วในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ นั่นคือ ตำหนักทิพย์ บ้านพักของทายาทตระกูลไกรฤกษ์ที่เชื่อมสายตรงไปถึงพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ที่ดินสี่แปลง ประวัติสี่รุ่น
ก่อนจะเข้าใจ ตำหนักทิพย์ ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ดินผืนนี้มีเรื่องเล่าที่ซับซ้อนกว่าแค่บ้านหลังหนึ่ง
บริเวณซอยกระสินธุ์ย่านดุสิตแห่งนี้เดิมประกอบด้วยที่ดินสี่แปลงที่เชื่อมโยงกันด้วยสายเลือดและความสัมพันธ์ราชสกุล แปลงแรกเป็นที่ดินของเจ้าจอมมารดาชุ่ม ผู้เป็นพระชนนีของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ต่อมาพระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภาทรงใช้ที่ดินแปลงนี้สร้าง ตำหนักทิพย์ ขึ้นใน พ.ศ. 2477 และในเวลาต่อมาที่ดินและตำหนักได้ตกทอดมาถึงทายาทตระกูลไกรฤกษ์ผ่านการสมรส
เมื่อปี พ.ศ. 2525 คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เล็งเห็นคุณค่าของอาคารเหล่านี้ จึงได้จัดให้อยู่ภายใต้หมวดโบราณสถานและสถานที่สำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์ “เฉพาะที่เป็นตัวอย่างอันสำคัญแห่งความงามทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมประจำชาติ”
ชื่อของ Edward Healey อาจไม่คุ้นหูคนไทยทั่วไป แต่ถ้าเดินผ่านอาคารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วังเทเวศร์ หรือสมาคมสยาม สิ่งที่คุณเห็นล้วนมีฝีมือของเขาอยู่เบื้องหลัง
Edward Healey เป็นสถาปนิกชาวอังกฤษที่จบจาก Royal College of Arts ในลอนดอนปี 1907 และเดินทางมาสยาม โดยเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่างระหว่างปี 1910–1912 ก่อนจะก่อตั้งสำนักงานสถาปนิกส่วนตัวชื่อ Siam Architect ที่ออกแบบอาคารสำคัญมากมายในสยาม
การที่พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภาทรงเลือก Healey ออกแบบตำหนักทิพย์นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในยุค พ.ศ. 2477 Healey คือสถาปนิกชั้นนำที่ชนชั้นสูงในสยามไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง งานของเขาคือการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้ากับบริบทไทยได้อย่างลงตัว ทำให้อาคารดูทั้งสง่างามแบบยุโรปและเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยได้จริง
ตำหนักทิพย์ สถาปัตยกรรม Art Deco กับสวนและความทรงจำ
ตำหนักทิพย์ออกแบบในสไตล์ Art Deco ที่ผสมผสานกับลักษณะอาคารเขตร้อน มีระเบียงที่รับลมและให้ร่มเงา หน้าต่างบานใหญ่ที่ช่วยระบายความร้อน และรูปแบบโดยรวมที่เรียบร้อยแต่มีศักดิ์ศรี สะท้อนรสนิยมของพระราชธิดาผู้เป็นเจ้าของตำหนักในยุคนั้น
สิ่งที่ทำให้ตำหนักทิพย์งดงามอีกชิ้นคือสวนรอบๆ อาคาร ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกมาตั้งแต่เริ่มสร้างตำหนักยังคงให้ร่มเงาอยู่ในทุกวันนี้ สวนที่มีอายุเก้าสิบกว่าปีทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อนและพยานที่มีชีวิตของประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนของที่ดินผืนนี้
มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ เปิดบ้านให้โลกได้รู้จัก
ทายาทตระกูลไกรฤกษ์ในปัจจุบันได้จัดตั้ง มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ ขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ไทย โดยบ้านสกุลไกรฤกษ์รวมถึงตำหนักทิพย์เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมและศึกษา
การเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้นี้ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการทำให้ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในอิฐและปูนกลายเป็นสิ่งที่คนทุกรุ่นเข้าถึงได้ แทนที่จะปล่อยให้เป็นแค่ความทรงจำส่วนตัวของครอบครัว
เมื่อประวัติศาสตร์อยู่ในสถาปัตยกรรม
ตำหนักทิพย์คือตัวอย่างที่ดีที่สุดว่าสถาปัตยกรรมไม่ได้แค่ให้ที่อยู่อาศัย แต่บันทึกชีวิตและยุคสมัยได้ดีกว่าหนังสือในบางครั้ง
เมื่อเดินเข้าไปในตำหนักทิพย์ คุณกำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่เคยเป็นของพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 เดินในสวนที่ต้นไม้เก้าสิบกว่าปีดูแลมาตลอด และสัมผัสงานออกแบบของสถาปนิกชาวอังกฤษที่ทิ้งรอยไว้ในกรุงเทพฯ มากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะรู้จัก — ประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นยังคงอยู่ครบถ้วน รอเพียงคนที่อยากเดินเข้าไปรู้จัก