จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ - สี จิ้นผิง’ พร้อมเปิด 5 กลยุทธ์ลงทุนช่วงรอยต่อ รับมือ Fed คุมเข้ม AI เสี่ยงสะดุด

Published on 24 ก.ย. 2026

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมถึงปมความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน

  • จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ คลายความตึงเครียดแค่ระยะสั้น
  • AI เสี่ยงสะดุดหรือแค่ ‘คอขวด’ มองทะลุกระแสความกังวล Frontier Model และ Data Center
  • เปิด Playbook 6 บริบทโลก สู่ 5 กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนก้าวผ่านช่วงรอยต่อ

เกษรี อายุตตะกะ, CFP, SVP, Head of Investment Research จาก SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า

จากการประชุม Fed นัดล่าสุดที่มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% นั้น SCB CIO ประเมินว่าเป็นการดำเนินงานเพื่อดึงความเชื่อมั่น (Credibility) ของ Fed กลับคืนมา โดยแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการมุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนจากมติที่เป็นเอกฉันท์ และผลสำรวจ Dot Plot ที่กรรมการ Fed ถึง 16 จาก 18 ท่าน ยังมองว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้

SCB CIO คาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ อย่างไรก็ดี วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นจะไม่ใช่ลักษณะที่รุนแรงหรือยาวนานต่อเนื่อง โดยในปีหน้าคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ และอาจเริ่มเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์สงคราม

สำหรับผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุน

  • ตลาดหุ้น แม้อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูง แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และแรงขับเคลื่อนจากการลงทุน CapEx ในกลุ่ม AI จะช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้เติบโตได้ อย่างไรก็ตาม อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่สูงขึ้นทำให้การฟื้นตัวไม่ครอบคลุมทั้งตลาด (Board-based) จึงจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quality Growth, Mega Cap Tech และ AI Infrastructure พร้อมหลีกเลี่ยงกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงหรือไวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น REITs และหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap)
  • ตลาดตราสารหนี้ มีอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้นช่วยสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตลงทุนได้ดี แต่เน้นย้ำให้เลือกอายุตราสาร (Duration) ระยะสั้นถึงระยะกลาง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade (IG) พร้อมให้หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากมีความเสี่ยงจาก Term Premium ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการออกหุ้นกู้กู้เงินไปลงทุน AI ของกลุ่ม Hyperscalers รวมถึงการออกพันธบัตรของภาครัฐ

จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ คลายความตึงเครียดแค่ระยะสั้น

ในการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง SCB CIO มองว่าจะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและความผันผวนระยะสั้นของตลาดลง เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างไม่ต้องการให้สงครามทางการค้าลุกลามจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตนเอง แต่เตือนว่านักลงทุนไม่ควรคาดหวังสูงเกินไป เพราะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในประเด็นสำคัญยังคงดำเนินต่อไป ทั้งเรื่องเทคโนโลยี AI, ชิปขั้นสูง, แร่หายาก (Rare Earths) และประเด็นไต้หวัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการเจรจา ได้แก่

  • การขยายเวลาพักรบทางการค้า ซึ่งข้อตกลงเดิมที่ปูซานจะหมดอายุในวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยฝ่ายจีนต้องการขยายเวลาออกไปจนพ้นวาระดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อเสถียรภาพระยะยาว ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการขยายเพียง 6 เดือนเพื่อประเมินการปฏิบัติตามข้อตกลงนำเข้าสินค้าของจีน ซึ่งจีนนำเข้าถั่วเหลืองได้ดี แต่คำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง (Boeing) ราว 200 ลำยังไม่มีความคืบหน้า
  • อัตราภาษีนำเข้า (Tariff) โดยคณะกรรมการการค้าที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมกำลังพิจารณาลดภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าที่ไม่ไม่อ่อนไหว มูลค่าราว 3 หมื่น – 3 แสนล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือสหรัฐฯ อาจพิจารณาจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 7.5% – 15% จากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีน
  • การส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งจีนยังคงครองอำนาจต่อรองสูง แม้จะมีการตกลงกันก่อนหน้านี้ แต่ปริมาณการส่งออกแร่หายากจากจีนไปสหรัฐฯ ล่าสุดกลับลดลงถึง 32% YoY จีนจึงอาจใช้ประเด็นนี้เป็นข้อต่อรองแลกเปลี่ยนกับสหรัฐฯ
  • การแข่งขันด้าน AI และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยทั้งสองฝ่ายมีการตั้งคณะทำงานประเมินความเสี่ยง AI แต่จีนยังคงเร่งพัฒนาโมเดล AI ภายในประเทศเพื่อพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นการคว่ำบาตรอิหร่านและสถานการณ์ในไต้หวันที่ต้องติดตาม

AI เสี่ยงสะดุดหรือแค่ ‘คอขวด’ มองทะลุกระแสความกังวล Frontier Model และ Data Center

กระแสความกังวลในภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น Anthropic, OpenAI หรือ Elon Musk เกี่ยวกับการชะลอความเร็วในการพัฒนา AI รวมถึงการต่อต้านการสร้าง Data Center ในหลายรัฐของสหรัฐฯ ทาง SCB CIO ประเมินว่า ประเด็นนี้จะไม่ฉุดการเติบโตของ AI ในภาพรวม

ข้อเท็จจริงและมุมมองเชิงลึกจาก SCB CIO

  • การกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่การลดลงของ อุปสงค์ (Demand): การชะลอตัวเกิดขึ้นเฉพาะการพัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Model) เพื่อประเมินมาตรฐานความปลอดภัยและ ธรรมาภิบาล (Governance) แต่อุปสงค์การใช้งานจริง (Enterprise Adoption) ในระดับองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีความต้องการคอมพิวเตอร์ประมวลผล Data Center และพลังงานอย่างต่อเนื่อง
  • ปัญหาคอขวด Data Center สร้างผู้ชนะกลุ่มใหม่: การต่อต้านจากชุมชนเกิดจากความกังวลเรื่องการแย่งชิงไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และค่าไฟที่สูงขึ้น ส่งผลให้กระบวนการขออนุมัติตามกฎหมายล่าช้า ดังนั้น ผู้ที่ได้เปรียบและได้ประโยชน์ในรอบนี้คือ ผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ระบบสายส่งไฟฟ้า (Transmission) และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Power Grid Infrastructure) ที่สามารถตอบสนองดีมานด์ได้ทันท่วงที
  • จุดเน้นย้ำ: นักลงทุนควรเปลี่ยนจากการกังวลเรื่องการควบคุม AI มาติดตามว่าบริษัทเทคโนโลยีสามารถแปลงคำสั่งซื้อ (Orders) ให้กลายเป็นรายได้ (Revenue) ได้จริงหรือไม่

เปิด Playbook 6 บริบทโลก สู่ 5 กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนก้าวผ่านช่วงรอยต่อ

SCB CIO ได้สรุป 6 บริบทเศรษฐกิจโลก ได้แก่

  • การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
  • อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงยาวนาน (Higher for Longer)
  • ภาวะขาดแคลนพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุน
  • การมุ่งเน้นความสามารถในการทำกำไรจริงของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าตัวเลข GDP
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Restructuring)

โดยนำมาสู่ 5 กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน (Investment Playbook) มีดังนี้

  • Income Matters เน้นสร้างรายได้สม่ำเสมอ ในยุคดอกเบี้ยสูง ควรสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเน้น หุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade ระยะสั้นถึงกลาง และ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง พร้อมหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว
  • AI Scarcity Creates Winners คัดสรรผู้ชนะจากคอขวด AI เน้นลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะขาดแคลนทรัพยากร AI เช่น หุ้น AI ต้นน้ำ (Upstream AI Infrastructure), Mega Cap Tech และหุ้นกลุ่ม Tech ที่มีคุณภาพสูง
  • Manage Volatility & Dispersion บริหารความผันผวนและการกระจายตัว ตลาดมีความผันผวนและการกระจายตัวของผลตอบแทนสูง แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Mixed Asset หรือใช้กลยุทธ์ Liquid Alternative เข้ามาช่วยลดความผันผวนของพอร์ตรวม
  • Valuation Opportunities in Emerging Markets คัดสินทรัพย์ Valuation ถูกแต่เติบโตดี กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคา (Valuation) ปรับลงมาจนน่าดึงดูด แต่ยังมีศักยภาพเติบโตตามรอบ AI โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้
  • Asset Allocation & Real Assets กระจายความเสี่ยงสู่ สินทรัพย์แท้จริงป้องกันความเสี่ยงพอร์ตด้วยการลงทุนใน Real Assets เช่น โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), พลังงาน (Energy) และ ทองคำ (Gold) เพื่อเป็นเกราะกันชนรองรับความผันผวน

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock