ในตลาดความงามบ้านเราที่แข่งขันกันดุเดือด เมคอัพยังคงครองเค้กก้อนใหญ่สุดราว 53-54% แต่ถ้าพูดถึงเซกเมนต์ที่โตแรงและน่าจับตาที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คงหนีไม่พ้น “แผ่นมาส์กหน้า” (Facial Mask) ที่กลายร่างจากสกินแคร์ทางเลือก มาเป็นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลายๆคนไปแล้ว
ตลาดมาส์กหน้าไทยโตพุ่ง ทะลุ 6,000 ล้านบาท
โดยข้อมูลจาก Euromonitor ชี้ว่า ตลาด Facial Mask ไทยเติบโตต่อเนื่องกว่า 73% ภายใน 5 ปี จากมูลค่า 3,487.6 ล้านบาทในปี 2019 พุ่งสู่กว่า 6,052.9 ล้านบาทในปี 2024 และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งสอดรับกับข้อมูลของ Fact.MR ที่ประเมินว่า ตลาดแผ่นมาสก์หน้าทั่วโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า (2025–2035) จะโตเฉลี่ยปีละ 9% ส่งผลให้เค้กก้อนนี้ใหญ่ขึ้นจากราว 1.93 หมื่นล้านบาท (552.4 ล้านดอลลาร์) กลายไปเป็นตลาดมูลค่ากว่า 4.57 หมื่นล้านบาท (1,308 ล้านดอลลาร์)
สำหรับแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและเป็นที่รู้จักในกลุ่มแผ่นมาส์กหน้า คือ BANOBAGI (บาโนบากิ) สกินแคร์จากโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลีใต้ ซึ่งมี บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด จำกัด โดย ยศพร สุวรรณวิเชียร เป็นผู้นำเข้าและบริหารการตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2018 สร้างยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 50 ล้านชิ้น พร้อมอัตราการเติบโตของแบรนด์ที่ 500% นับตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มดำเนินการ
จุดเริ่มต้นเพราะอยากแก้ Pain Point คนไทย
ยศพร ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ สกินแคร์บาโนบากิยังมีช่องทางจำหน่ายจำกัดเฉพาะในสถานพยาบาลที่เกาหลีใต้ ซึ่งสูตรผลิตภัณฑ์เดิมถูกออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศหนาว ไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศร้อนชื้นหรือพฤติกรรมผิวของคนไทย
บริษัทจึงวางแนวทางธุรกิจด้วยการร่วมมือกับทีมแพทย์เกาหลีใต้ตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาสูตร แทนการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป โดยปรับปรุงเนื้อสัมผัสและคุณสมบัติให้ตรงกับปัญหาผิวของผู้บริโภคไทยโดยเฉพาะ
ผลจากการปรับสูตรทำให้ผลิตภัณฑ์มาส์กซองครึ่งวงกลมรูปคุณหมอ ภายใต้แนวคิด “Hybrid Beauty” ได้รับการตอบรับในตลาดอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้ขยายสัดส่วนการลงทุนด้วยการเข้าถือหุ้น 10.08% ใน บาโนบากิ คอสเมติก ที่เกาหลีใต้ ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับ 4 เพื่อรองรับสิทธิ์การบริหารและการจัดจำหน่ายในระยะยาว

พฤติกรรมคนเปลี่ยน จากสัปดาห์ละ 3 วัน สู่ความถี่ 5 วัน
การเติบโตของยอดขายยังได้รับปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยก่อนช่วงโควิด-19 คนไทยมีความถี่ในการมาส์กหน้าเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 วัน
ในช่วงล็อกดาวน์ การใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ประกอบกับการสื่อสารที่เน้นการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ความถี่เพิ่มขึ้นเป็นทุกวัน และผลักดันให้ยอดขายกลุ่มสกินแคร์และมาส์กชีทเติบโต 100%
ปัจจุบัน พฤติกรรมดังกล่าวตั้งฐานใหม่อยู่ที่เฉลี่ย 5 วันต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นตลาดที่มียอดขาย BANOBAGI สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 นอกประเทศเกาหลีใต้ จากทั้งหมดกว่า 26 ประเทศที่มีการจัดจำหน่าย
ปิดยอดขาย 450 ล้านบาท พร้อมปรับเป้าปี 2569 รับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ในแง่ตัวเลข บริษัทสตาร์ตปีแรกด้วยยอดขาย 80-90 ล้านบาท ก่อนจะไต่ระดับขึ้นมาปิดยอดขายปี 2568 ได้ราว 450 ล้านบาท เติบโตขึ้น 500% ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พอร์ตรายได้เกือบทั้งหมด 95% ยังมาจากกลุ่มมาส์กหน้า ส่วนอีก 5% คือกลุ่ม Non-Mask อย่างกันแดด
สำหรับปี 2569 ยศพร มองตามความเป็นจริงว่า แม้ตอนแรกจะตั้งเป้าไว้ที่ 11-15% แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ตะกร้าช้อปปิ้งของลูกค้าเล็กลง บริษัทจึงปรับเป้าการเติบโตให้อยู่ในระดับที่จับต้องได้ที่ 11-12%

ออฟไลน์ 70% ฐานที่มั่นหลัก และกลยุทธ์พรีเซนเตอร์ดึงดูดลูกค้า
ยศพร กล่าวว่า ในยุคที่ใครๆ ก็พูดถึงออนไลน์ แต่สัจธรรมของสกินแคร์คือ คนยังอยากเดินไปหยิบจับที่ร้าน สัดส่วนยอดขายของแบรนด์จึงอยู่ที่หน้าร้านออฟไลน์ถึง 70% โดยมี วัตสัน (Watsons) เป็นพาร์ตเนอร์หลักที่สร้างยอดขายสูงสุด ควบคู่ไปกับบิวตี้สโตร์อย่าง King Power, Beautrium, Multy, EVEANDBOY, Tsuruha และ Boots ขณะที่ออนไลน์อยู่ที่ 30%
ด้านการตลาด แบรนด์ใช้ดาต้าหลังบ้านนำทาง เมื่อรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จึงเลือกใช้พรีเซนเตอร์ผู้ชายที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นและเข้าถึงง่าย ทั้ง บิวกิ้น, พีพี, PROXIE รวมถึง มดดำ คชาภา มาเจาะกลุ่มเป้าหมายแต่ละวัยได้อย่างตรงจุด โดยยังคงเปิดรับโอกาสในการร่วมงานกับพรีเซนเตอร์ผู้หญิงในอนาคต
แผนธุรกิจและการขยายพอร์ตโฟลิโอ
ทิศทางต่อไปของ บียอนด์ บิวตี้ เทรด วางแผนต่อยอดธุรกิจผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
-
การพัฒนาแบรนด์ T-Beauty สัญชาติไทยที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand 100%) เพื่อส่งออกไปทำตลาดต่างประเทศตามกระแสความนิยม Thai Beauty
-
การวางแผนขยายไลน์สินค้าเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอาง (Make-up) เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ
-
การเจรจากับแบรนด์ความงามรายใหญ่จากเกาหลีใต้ เพื่อนำเข้ามาจัดจำหน่ายเพิ่มเติมในไทย
เส้นทางของ บียอนด์ บิวตี้ เทรด และ BANOBAGI แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในวันที่ตลาดความงามแข่งกันดุ การแค่มีแบรนด์ดังระดับโลกติดมืออาจไม่พอ แต่ต้องเข้าใจหัวอกคนซื้อในประเทศ ปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ และตั้งราคาให้เข้าถึงง่าย ถึงจะยืนระยะและเติบโตได้อย่างมั่นคงจริง ๆ