Spread the love
Advertisement
Advertisement


อยู่ด้วยกัน 5 วัน! MAZDA 6e รถญี่ปุ่นหัวใจจีน ขับสนุก วิ่งจริง 467 กม. แต่เสียงรอบคัน “เก็บทุกดอก”
MAZDA 6e เป็นรถไฟฟ้าอีกรุ่นที่ผมสนใจและอยากลองจริงจังมานาน แต่รอบนี้โชคดีเกินคาด เพราะได้รถมาครอบครองถึง 5 วันเต็ม โอ้โห…นานจัด! แถมตรงกับช่วงวันหยุดยาวอีกต่างหาก จะออกไปทดสอบทางด่วนยาวๆ ก็ต้องรอจังหวะถนนว่างก่อน ช่วงแรกจึงขับวนในเมืองและรอบเมืองไปเรื่อยๆ ซึ่งดูจากปริมาณแบตเตอรี่แล้วกว่าจะรีดหมดคงต้องใช้เวลากันพอสมควร
และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะรถคันนี้วิ่งไกลจนคนทดสอบเริ่มสงสัยว่า “เมื่อไรแบตจะหมดสักที” แต่ไม่เป็นไรเจอตีนผีแบบเราแปปเดียวก็หมด

ภายนอกสวยแบบมาสด้า แต่แอบมีกลิ่นอายจีน
เริ่มจากการออกแบบภายนอกของรถไฟฟ้าญี่ปุ่นหัวใจจีนคันนี้กันก่อน
หน้าตาของ MAZDA 6e ยังคงมีกลิ่นอายงานออกแบบแบบมาสด้าอยู่พอสมควร เส้นสายดูเรียบ ลื่น และสปอร์ต ตัวรถเตี้ยในสไตล์ Neo-Fastback หลังคาลาดต่อเนื่องไปจนถึงฝากระโปรงท้าย ให้อารมณ์คล้ายรถสปอร์ตคูเป้สี่ประตู ทรงนี้ต้องยอมรับว่าสวยจับใจจริงๆ
ด้านหน้ามาพร้อมชุดไฟ LED ทรงเรียวคล้ายดวงตาเหยี่ยว มีแถบไฟลากเชื่อมเข้าหากัน ดูไกลๆ คล้ายปีกนกกำลังกางออก เหมือนพยายามจะบินไปไหนสักแห่ง ส่วนไฟท้ายยังคงอัตลักษณ์แบบมาสด้าตาเหยี่ยวที่มองรถด้านหลังแบบว่า จะแซงก็คิดดีๆ แต่เพิ่มเติมเส้นไฟพาดเชื่อมทั้งสองฝั่ง ช่วยให้ท้ายรถดูกว้างและทันสมัยขึ้น
ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วเข้ากับสัดส่วนตัวรถได้ดี ใหญ่เต็มซุ้ม ไม่ต้องมานั่งคิดต่อว่ารับรถแล้วจะเปลี่ยนล้ออะไรดี เพราะของเดิมก็ดูลงตัวอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องกังวลคือยาง 245/45 เปลี่ยนทีมีสะดุ้งแน่นอน
สิ่งที่ผมยังไม่ค่อยชอบก็คือมือจับประตูแบบซ่อน ใช่ครับ…เจอกันอีกแล้ว บ่นแทบทุกบทความ แต่ผู้ผลิตก็ยังคงใส่มาให้ เพราะมันช่วยให้ตัวรถดูเรียบและล้ำสมัยขึ้น แล้วแต่ชอบขอผ่านไปก่อน เดี๋ยวจะยาว!

เปิดประตูเข้ามา กลิ่นอายรถจีนมาเต็ม
เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร ความรู้สึกแรกคือ “รถจีนดีๆ นี่เอง” งานออกแบบเน้นความเรียบ โล่ง และใช้หน้าจอเป็นศูนย์กลาง แต่ยังดีที่มีพวงมาลัยทรงแบบมาสด้า พร้อมโลโก้ขนาดใหญ่คอยย้ำเตือนว่า นี่คือรถมาสด้านะๆๆๆ ไม่ใช่แบรนด์อื่น
และที่สำคัญ มาสด้ายังมีส่วนในการปรับแต่งพวงมาลัยกับช่วงล่างให้เข้ากับบุคลิกของแบรนด์ด้วย ประมาณว่าเปิดประตูมาเจอห้องโดยสารสไตล์จีน แต่พอหมุนพวงมาลัยแล้วรถจะบอกว่า “ใจเย็นก่อน ฉันยังเป็นมาสด้าอยู่นะ”
พวงมาลัยจับกระชับมือ วัสดุสัมผัสดี และมีปุ่มกดแบบกายภาพให้ใช้งานจริง ไม่ได้ย้ายทุกอย่างเข้าไปไว้ในหน้าจอจนหมด แต่เกือบหมดอยู่หน้าจอ…..
ฝั่งซ้ายพวงมาลัย เป็นชุดควบคุมระบบ MRCC พร้อมปุ่มรูปดอกจันสองปุ่มที่สามารถตั้งค่าฟังก์ชันลัดได้ตามต้องการ ตรงกลางมีปุ่มเปิดกล้องรอบคัน 360 องศา ซึ่งสามารถเรียกดูได้ง่ายและเปิดดูได้แทบทุกจังหวะ ทุกระดับความเร็ว จะใช้ตอนจอดก็มีประโยชน์ หรือจะเปิดดูเล่นเพลินๆ ก็ได้ตามสะดวก
ฝั่งขวาเป็นปุ่มสั่งงานด้วยเสียง เพิ่ม–ลดระดับเสียง เปลี่ยนเพลง และปรับรูปแบบการแสดงผลของหน้าปัด โดยรวมพวงมาลัยใช้งานง่าย หน้าตาสะอาด และไม่รกเกินไป
จอกลางใหญ่ โล่ง และมินิมอลจนอยากหาอะไรมากดเล่น
ตามสูตรรถไฟฟ้าจากจีน หน้าจอกลางต้องใหญ่ไว้ก่อน ซึ่งจอของ MAZDA 6e ทำออกมาได้สวย คมชัด และโดดเด่นมาก แผงคอนโซลแทบไม่มีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศหรือสวิตช์อื่นๆ ทุกอย่างถูกรวมไว้ในหน้าจอทั้งหมด ดูเรียบและมินิมอลดีครับ ผมเองก็ชอบความมินิมอล เพียงแต่บางครั้งมีปุ่มแอร์สักสองสามปุ่มให้กดเล่นบ้างก็น่าจะดี พื้นที่ใต้หน้าจอโล่งจนบางครั้งรู้สึกว่า “เราน่าจะวางอะไรไว้ตรงนี้สักอย่าง”
คอนโซลกลางออกแบบได้สวย ดูแลและทำความสะอาดง่าย ช่องเก็บของก็คิดมาค่อนข้างฉลาด มีพื้นที่ซ่อนของและปุ่มควบคุมบางส่วนที่จัดวางได้เรียบร้อย
ส่วน Head-up Display (แสดงผลข้อมูลบนกระจก) สำหรับผมไม่มีก็ได้ เพราะแผงหน้าปัดเดิมของรถออกแบบมาสวยและอ่านง่ายอยู่แล้ว HUD กลับทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรลอยมาขัดสายตา ผมจึงแทบไม่ได้เปิดใช้ ถ้าตัดออกแล้วช่วยลดต้นทุนหรือราคาขายได้ ผมก็ยินดีแลก แต่เรื่องนี้เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ คนที่ชอบให้ข้อมูลลอยอยู่ในระดับสายตาน่าจะใช้งานได้สะดวกกว่า

เบาะสบาย พื้นที่ด้านหลังดี แต่กระจกแต่งหน้ามีเรื่องให้สาวๆ บ่น
เบาะนั่งของ MAZDA 6e ค่อนข้างสบาย เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า และเบาะคนขับมีระบบดันหลังมาให้ นั่งขับต่อเนื่องได้นานโดยไม่รู้สึกเมื่อยมาก
คอนโซลหน้าดูสวย แต่ผิวสัมผัสของวัสดุบางจุดยังรู้สึกทื่อไปเล็กน้อย ไม่ได้ให้ความรู้สึกหรูหรืออบอุ่นแบบที่คาดหวังจากดีไซน์ภายนอก
อีกจุดที่น่าจะโดนผู้โดยสาร จะโดนสาวๆบ่นแน่นอน คือ กระจกแต่งหน้ามีขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่มีไฟส่องสว่างมาให้ เรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่ต้องใช้งานจริง
เบาะหลังนั่งสบาย มีพื้นที่โดยสารเหลือพอสมควร พร้อมที่พักแขนตรงกลาง ระบบปรับอากาศด้านหลังสามารถแยกอุณหภูมิซ้าย–ขวาได้ และยังควบคุมม่านบังแดดได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการทดสอบพบว่าบริเวณประตูผู้โดยสารหน้ามีไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นบ่อย เวลาเข้า–ออกรถจะรู้สึกเหมือนถูกดูดเบาๆ ผู้โดยสารเจอไปประมาณ 4–5 ครั้งภายในสามวันแรก ไม่ได้แรงจนเป็นอันตราย แต่เจอบ่อยจนเริ่มสงสัยว่า รถกำลังทักทายหรือกำลังเตือนว่าอย่าลืมปิดประตูกันแน่

ลำโพง SONY 14 ตำแหน่ง แต่เสียงยังไม่ถึงกับร้องว้าว
MAZDA 6e ติดตั้งระบบเสียง SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าชุดโฮมเธียเตอร์ในบ้านผม เห็นตัวเลขแล้วก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าเสียงต้องออกมาดีแน่นอน แต่หลังจากลองฟังจริง ผมค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อย
เสียงโดยรวมฟังได้สบาย ไม่เหนื่อยหู และไม่ได้แย่ แต่เมื่อเทียบกับชื่อ SONY และจำนวนลำโพงถึง 14 ตำแหน่ง มันควรทำได้ดีกว่านี้ มิติของเสียงยังไม่โดดเด่น การแยกตำแหน่งชิ้นดนตรียังไม่ชัดอย่างที่หวัง ส่วนเสียงเบสรู้สึกลอยและไม่แน่นทรงพลังเท่าที่ควร
สรุปง่ายๆ คือฟังได้เรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปิดเพลงแล้วต้องหันไปบอกคนข้างๆ ว่า “เฮ้ย เสียงดีมาก!”
กระจกไร้กรอบสวยจริง แต่เสียงภายนอกก็เข้ามาจริงเช่นกัน
จุดที่สังเกตได้ชัดเจนคือเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารค่อนข้างมาก เราเข้าใจว่ากระจกประตูแบบไร้กรอบให้ภาพลักษณ์ที่สวยและสปอร์ต แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือระบบซีลกระจกต้องทำงานได้ดีมาก หากซีลไม่แนบสนิท เสียงลมก็พร้อมเข้ามาทักทายทันที (ลมหวิวๆเล็กๆ หากไม่ตั้งใจฟังจะไม่ได้ยิน)
รถทดสอบคันนี้เริ่มมีเสียงลมหวิวให้ได้ยินตั้งแต่ความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. ขึ้นไป โดยเฉพาะบริเวณมุมด้านหน้าของกระจก เสียงจากภายนอกก็เล็ดลอดเข้ามาค่อนข้างชัด แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่วิ่งอยู่อีกฝั่งของถนนสี่เลนก็ยังได้ยิน
ขณะเดียวกัน เสียงภายในรถก็เล็ดลอดออกไปด้านนอกพอสมควรเช่นกัน เรื่องนี้อาจแตกต่างกันในรถแต่ละคัน จึงอยากให้ทางมาสด้าตรวจสอบตำแหน่งกระจกและซีลยางอย่างละเอียดก่อนส่งมอบ เพราะถ้าจัดการจุดนี้ได้ MAZDA 6e จะเป็นรถที่น่าอยู่ด้วยขึ้นอีกมาก
ตอนนี้ต้องบอกว่า เรื่องเสียงนั้นเขา “เก็บทุกดอก” จริงๆ เพียงแต่เก็บเข้ามาในห้องโดยสารหมดเลย!
การขับขี่คือส่วนที่ทำให้รถคันนี้กลับมาเป็นมาสด้า ในแบบฉบับ EV
แม้ห้องโดยสารจะมีกลิ่นอายรถจีน แต่เมื่อเริ่มขับ MAZDA 6e ก็แสดงตัวตนของมาสด้าออกมาได้ชัดเจนขึ้น
นี่เป็นรถไฟฟ้าที่ขับสนุก ช่วงล่างให้ความมั่นคง ตัวรถไม่โคลงมาก เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ผมลองผ่านมาหลายรูปแบบ ทั้งโค้งแคบ โค้งต่อเนื่อง และทางรูปตัว S ในช่วงความเร็วที่เหมาะสม รถควบคุมตัวถังได้ดีและให้ความรู้สึกไว้ใจได้
การเปิดระบบหน่วงพลังงานกลับในระดับปานกลางช่วยประคองรถเวลาเข้าโค้งและลดความเร็ว ทำให้การถ่ายน้ำหนักดูต่อเนื่องและนุ่มขึ้น
บางคนอาจบอกว่าพวงมาลัยหรือการตอบสนองไม่คมเท่ารถเครื่องยนต์สันดาปของมาสด้า ซึ่งก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะรถไฟฟ้าต้องแบกน้ำหนักแบตเตอรี่จำนวนมาก ตัวรถจึงหนักกว่ารถน้ำมันหลายร้อยกิโลกรัม การเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลันย่อมไม่เบาและไม่คมเท่ารถที่มีน้ำหนักน้อยกว่า
แต่ในการใช้งานจริง เราคงไม่ได้หักพวงมาลัยแรงๆ ทุกวันอยู่แล้ว ถ้าต้องทำบ่อยขนาดนั้น อาจต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่ากำลังขับรถหรือกำลังไล่จับไก่อยู่บนถนน
พวงมาลัยของ MAZDA 6e มีน้ำหนักมั่นคง จับถนัดมือ และตอบสนองเป็นธรรมชาติ คันเร่งให้กำลังทันใจ มีแรงดึงแบบรถไฟฟ้าให้รู้สึกบ้าง แต่ไม่ได้กระชากรุนแรงจนผู้โดยสารตกใจ
ส่วนแป้นเบรกทำออกมาได้นุ่ม แรงเบรกมาอย่างต่อเนื่องและควบคุมง่าย แม้กดเบรกค่อนข้างลึก ตัวรถก็ยังรักษาอาการได้ดี ไม่เกิดอาการหน้าทิ่มมาก การทำงานร่วมกันระหว่างจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ฐานล้อยาว และการควบคุมการถ่ายน้ำหนักของช่วงล่าง ช่วยให้ผู้โดยสารไม่ถูกเหวี่ยงไปข้างหน้ามากเกินไป
รีเจน 4 ระดับ เลือกให้เหมาะแล้วรถจะขับลื่นมาก
ระบบ Regenerative Braking ของ MAZDA 6e มีให้เลือกทั้งหมด 4 ระดับ
ระดับ 1–2 เป็นช่วงที่ผมคิดว่ากำลังดี ใช้งานง่าย รถชะลอตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะทั้งในเมืองและการขับทั่วไป
ระดับ 3–4 ให้แรงหน่วงค่อนข้างชัด เมื่อถอนคันเร่งตัวรถจะชะลอลงเร็วกว่าเดิม คนที่ชอบขับแบบใช้คันเร่งเดียวเป็นหลักอาจถูกใจ แต่ผู้โดยสารบางคนอาจรู้สึกถึงแรงดึงได้มากกว่า
การขับในเมืองที่ต้องเร่ง–ผ่อน–หยุดบ่อย สามารถใช้ระดับรีเจนสูงขึ้นเพื่อดึงพลังงานบางส่วนกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ ส่วนนอกเมืองหรือทางไกล ระดับ 1 ก็เพียงพอแล้ว เพราะช่วยให้รถไหลต่อเนื่องและไม่ต้องเร่งกลับบ่อย
ส่วนการขับความเร็วต่ำบนพื้นผิวขรุขระ ตัวรถมีอาการโยกซ้าย–ขวาให้รู้สึกอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะมาจากการทำงานร่วมกันของน้ำหนักตัวรถ ฐานล้อยาว ล้อขนาดใหญ่ และการเซตช่วงล่างที่เน้นความนุ่มควบคู่กับความมั่นคง
ไม่ได้โยกจนเมารถ แต่ถ้าตั้งใจขึ้นรถมาเพื่อจะบอกว่าตัวเองเมา…อันนั้นก็ห้ามกันยากครับ

วิ่งจริง 467 กม./ชาร์จ กว่าจะหมดใช้เวลาสองวัน
หัวข้อสำคัญของรถไฟฟ้าย่อมหนีไม่พ้นระยะทางวิ่งจริงและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
หลังจากพยายามขับให้แบตเตอรี่หมด กว่าจะใช้หมดจริงๆ ก็ใช้เวลาครบสองวัน ทดสอบทั้งในเมือง นอกเมือง และทางด่วน ใช้ความเร็วหลากหลายรูปแบบใกล้เคียงกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และมีการทดสอบสมรรถนะช่วงสั้นๆ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (มีทำ Top Speed 177 กม./ชม. สั้นๆนะ รถค่อนข้างนิ่ง เหมือนมันไปได้อีกเยอะ แต่เลขตันแล้ว)
ผลสุดท้าย MAZDA 6e ทำระยะทางรวมได้ 467 กม./ชาร์จ จากตัวเลขประชาสัมพันธ์ 654 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
คิดง่ายๆ แบตเตอรี่ทุก 1% สามารถพารถวิ่งได้เฉลี่ยประมาณ 4.67 กม. ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 16.7 kWh/100 กม.
ตัวเลขนี้ถือว่าใช้งานได้ดีสำหรับรถไฟฟ้าทรง Fastback ที่มีขนาดตัวถังค่อนข้างใหญ่ ล้อ 19 นิ้ว และให้สมรรถนะการขับขี่ในระดับที่สนุก ถ้าใช้งานทั่วไป วันหนึ่งวิ่งไม่มาก กว่าจะต้องชาร์จแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายวัน จนบางคนอาจลืมไปแล้วว่าฝาชาร์จอยู่ด้านไหน แต่ถ้าขับดีๆ เราจะเห็นตัวเลข 500 กว่าๆได้เลยคันนี้
ชาร์จ DC 10–80% ภายใน 35 นาที
การทดสอบชาร์จเร็ว DC ทำกับตู้ SPARK กำลังสูงสุด 180 kW
ช่วงแรกมีรถอีกคันใช้หัวชาร์จร่วมอยู่ ระบบจึงแบ่งกำลังไฟให้ MAZDA 6e รับไฟได้ประมาณ 80 kW จนกระทั่งระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 40% รถอีกคันออกจากสถานี กำลังชาร์จของ MAZDA 6e จึงพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 162 kW ก่อนลดลงตามระดับแบตเตอรี่
กำลังชาร์จที่สังเกตได้มีดังนี้
- แบตเตอรี่ประมาณ 40% รับไฟสูงสุดราว 162 kW
- แบตเตอรี่ 50% รับไฟประมาณ 145 kW
- แบตเตอรี่ 60% รับไฟประมาณ 125 kW
- ช่วงแบตเตอรี่ 60–80% กำลังชาร์จลดลงมาอยู่แถว 80 kW
สุดท้ายการชาร์จจาก 10–80% ใช้เวลาประมาณ 35 นาที
รอบนี้เราไม่ได้เห็นกำลังชาร์จพุ่งสูงตั้งแต่ช่วงแรก เพราะต้องแบ่งไฟกับรถคันข้างๆ แต่เมื่ออีกคันออกไป MAZDA 6e ก็สามารถดึงกำลังไฟขึ้นไปแตะประมาณ 162 kW ได้
เวลารวม 35 นาทีถือว่าอยู่ในระดับใช้งานเดินทางไกลได้สบาย จอดพัก เข้าห้องน้ำ หาอะไรกิน กลับมาอีกทีแบตเตอรี่ก็พร้อมเดินทางต่อแล้ว
สรุปหลังอยู่ด้วยกัน 5 วัน
MAZDA 6e เป็นรถไฟฟ้าที่มีบุคลิกน่าสนใจมาก ภายนอกสวย สปอร์ต และมีเอกลักษณ์แบบมาสด้า ขณะที่ภายในให้บรรยากาศทันสมัยตามแนวทางรถจีน จอกลางใหญ่ ฟังก์ชันเยอะ และห้องโดยสารกว้างสบาย
จุดเด่นที่สุดคือการขับขี่ ช่วงล่างให้ความมั่นใจ เข้าโค้งสนุก พวงมาลัยจับถนัด แป้นเบรกนุ่มและควบคุมง่าย ระยะทางวิ่งจริง 467 กม./ชาร์จ (ขับเอาสนุกไง) ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั้งในเมืองและเดินทางไกล
ส่วนจุดที่ยังอยากให้ปรับปรุงคือการเก็บเสียงและซีลกระจกไร้กรอบ ระบบเสียง SONY 14 ตำแหน่งที่ยังไม่ดีเท่าความคาดหวัง รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างไฟฟ้าสถิตบริเวณประตูผู้โดยสารหน้า
สรุปสั้นๆ MAZDA 6e คือรถที่ “ขับแล้วสนุก แต่นั่งเงียบๆ อาจได้ยินทุกอย่างรอบตัว” ถ้ามาสด้าจัดการเรื่องเสียงรบกวนและปรับระบบเสียงให้สมกับจำนวนลำโพงได้ รถคันนี้จะกลายเป็นหนึ่งในรถไฟฟ้า Fastback ที่น่าใช้มากรุ่นหนึ่ง
ทดสอบ และ เขียนบทความโดย นัท AEROMECHX , CAR250
MAZDA 6e Full SPEC เวอร์ชันไทย
รถยนต์ไฟฟ้า 100% ตัวถัง 5 ประตู NeoFastback นำเข้าทั้งคันจากโรงงาน Changan Mazda เมืองหนานจิง ประเทศจีน มี 2 รุ่นย่อย โดยขุมพลังและอุปกรณ์หลักเหมือนกัน ต่างกันที่วัสดุและโทนตกแต่งห้องโดยสาร
Advertisement
Advertisement
ราคา
- Mazda 6e Long Range RWD Premium — 1,169,000 บาท
- Mazda 6e Long Range RWD Exclusive — 1,199,000 บาท
มิติตัวถัง
- ความยาว 4,921 มม.
- ความกว้าง 1,890 มม.
- ความสูง 1,491 มม.
- ระยะฐานล้อ 2,895 มม.
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 114 มม.
- น้ำหนักตัวรถประมาณ 1,952 กก.
- ที่เก็บสัมภาระท้าย 336 ลิตร
- พับเบาะหลังเพิ่มพื้นที่สูงสุด 1,074 ลิตร
- ช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า 72 ลิตร
- เบาะหลังพับแยก 60:40
- ล้ออัลลอย 19 นิ้ว
- ยาง Michelin e-Primacy ขนาด 245/45 R19
มอเตอร์และสมรรถนะ
แบตเตอรี่และระยะทาง
- แบตเตอรี่ Lithium-ion แบบ LFP
- ความจุ 77.9 kWh
- ระยะทางสูงสุด 654 กม./ชาร์จ มาตรฐาน NEDC
- ตัวเลขเทียบเคียง WLTP ประมาณ 560 กม.
- อัตราสิ้นเปลืองเคลมประมาณ 14.0 kWh/100 กม.
- ระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่
- เทคโนโลยี 3C Fast Charging
- Pulse Heating เตรียมอุณหภูมิแบตเตอรี่ก่อนชาร์จ
- ตรวจสอบความปลอดภัยแบตเตอรี่แบบเรียลไทม์
การชาร์จ
- ช่องชาร์จ AC Type 2
- รองรับ AC 3 เฟส สูงสุด 11 kW
- ช่องชาร์จเร็ว DC CCS Combo 2
- รองรับ DC สูงสุด 194 kW
- DC 30–80% ประมาณ 15 นาที
- ชาร์จ 15 นาที เพิ่มระยะทางได้ประมาณ 235 กม. NEDC
ระบบขับขี่
อุปกรณ์ภายนอก
ภายในและเบาะนั่ง
หน้าจอและระบบความบันเทิง
MAZDA6e Application
ระบบความปลอดภัยและ ADAS

Advertisement
