“ดาวโจนส์” ปิดบวก 537 จุด แรงซื้อหุ้น Boeing-Coca-Cola หนุน จับตางบกลุ่มเทค

Published on 29 ก.ค. 2026

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคารที่ 28 ก.ค.69 โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Boeing และ Coca-Cola ซึ่งช่วยชดเชยแรงขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่จะทยอยเปิดเผยในสัปดาห์นี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,747.32 จุด เพิ่มขึ้น 537.24 จุด หรือ 1.03% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,428.78 จุด เพิ่มขึ้น 15.60 จุด หรือ 0.21% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,876.91 จุด ลดลง 55.17 จุด หรือ 0.22%

ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนตลอดเดือน ก.ค. ท่ามกลางความกังวลว่า Alphabet, Microsoft, Amazon และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ อาจใช้งบลงทุนในศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเกินไป ขณะที่การแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI ทวีความรุนแรงขึ้น

หุ้น Microsoft ปรับตัวขึ้น 1.1% ก่อนเปิดเผยผลประกอบการในวันพุธที่ 29 ก.ค. ขณะที่หุ้น Amazon ลดลง 0.2% ก่อนรายงานผลประกอบการในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค.

ด้านหุ้น Apple ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ปิดที่ 340.08 ดอลลาร์ และแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 342.89 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดปรับตัวเหนือระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกชั่วคราว โดย Apple มีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการในวันพฤหัสบดีนี้

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปยังคงเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี PHLX Semiconductor ร่วงลง 4.5% ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงประมาณ 25% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 56% นับตั้งแต่ต้นปี

แรงขายหุ้นชิปกดดันให้ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P500 ลดลง 1.4% สวนทางกับดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ที่พุ่งขึ้น 2.4% กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นเพิ่มขึ้น 2% และกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้น 1.7%

นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเริ่มกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดแรงงานยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่หลายภาคส่วนเริ่มส่งสัญญาณว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคกำลังฟื้นตัว

หุ้น Coca-Cola พุ่งขึ้น 5% หลังบริษัทปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไรตลอดทั้งปี ส่วนหุ้น Boeing ทะยานขึ้น 4.8% หลังบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระเป็นบวก สะท้อนว่าแผนฟื้นฟูกิจการเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ เฟดมีกำหนดประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธที่ 29 ก.ค. โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 71% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย และให้น้ำหนัก 29% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งภาวะดอกเบี้ยสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทด้าน AI ที่พึ่งพาการระดมทุนผ่านการกู้ยืมมากขึ้น

ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 4.8% ปิดที่ 84.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดคาดหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางและยูเครนอาจผ่อนคลายลง ภายหลังทำเนียบขาวให้การต้อนรับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า กำไรรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 ประจำไตรมาส 2/69 จะเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต