59,309 ชื่อ หนุนลบมรดก 6 ตุลา ยิ่งชีพ ชี้ คนยังแคร์การเมือง! กนกรัตน์ ชวนไปต่อ นี่แค่ประตูบานแรก

Published on 6 ต.ค. 2026

ยิ่งชีพ ลั่น เกือบ 60,000 รายชื่อลบมรดก 6 ตุลาฯ ตอกย้ำ ‘คนแคร์การเมือง! – กนกรัตน์ ย้ำ ยังไม่จบ แค่ประตูบานแรก ชวนส่งเสียงให้ถึงฝัน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ล้อมปราบนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปีนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

โดยเมื่อเวลา 19.00 น. เข้าสู่กิจกรรม ‘ทบทวนมรดก 6 ตุลา บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร’ ร่วมส่งท้ายแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’ ทบทวนผลพวงจากการรัฐประหารและการแก้ไขกฎหมาย ที่แม้เวลาล่วงผ่านถึง 50 ปี แต่ยังคงส่งผลต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

ในตอนหนึ่ง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวว่า ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาคม ตนมาที่นี่ด้วยความซาบซึ้งใจแปลกๆ แม้แทบไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ว่าไอลอว์รวบรวมรายชื่อคนได้เยอะอีกแล้ว

ตนอยากทำมาก การชวนคนมาลงชื่อลบล้างมรดก 6 ตุลาคม แต่ไม่มีเวลาเนื่องจากไปทำเรื่อง ส.ว. โดยปัจจุบันแคมเปญลบมรดก 6 ตุลาฯ ได้ถึง 53,900 รายชื่อแล้ว

นายยิ่งชีพกล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่ทุกท่าน ประชาชนคนธรรมดา ทำกันเอง ซึ่งเป็นใครบ้างตนไม่สามารถทราบชื่อได้ ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ไอจี ไม่ว่าใครทำอะไรบ้าง แต่รายชื่อพุ่งเกือบถึง 60,000 ขื่อ เพราะพวกเราช่วยกันทำ

“ใครบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง คนเบื่อแล้ว ถ้าอยู่แต่ในห้องของตัวเองแล้วบอกว่าไม่เห็นเด็กอายุ 20 เลย อันดับแรกคุณต้องเข้าไปดูในทวิตเตอร์ก่อน ชวนคนลงชื่อ ลบล้างมรดก 6 ตุลาฯ คุณเข้าไปดูในไอจี เขาโพสต์ แล้วคนแชร์ แล้วลงชื่อกัน คนอีกจำนวนมากเขาก็สนใจ และแคร์” นายยิ่งชีพชี้

นายยิ่งชีพกล่าวว่า ความหมายของกิจกรรมลบล้างมรดก 6 ตุลาฯ มี 2 เรื่องสำคัญ สำหรับคน 2 กลุ่ม

ความหมายที่ 1 สำหรับคนรุ่นพี่ รุ่นพ่อ อยู่ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาฯ เห็นเหตุการณ์ เห็นตำรวจยิงมาแล้วเพื่อนเขานอนตายที่นี่

“วันนั้นที่พี่ๆ ไม่มีทางสู้ ได้แต่นอนหมอบแล้วถูกเขาจับไป ใครที่หนีได้ ไม่ได้อยู่ที่นี่ ก็เข้าป่า แต่ผ่านมาจะ 50 ปี จนถึงวันนี้ เรายังมีช่องทางบ้าง ที่จะบอกว่าการเข่นฆ่า รัฐประหาร นั้นไม่ถูกต้อง และวันนี้พวกเราทำได้ร่วมกัน หลังจากผ่านมา 50 ปี ผมไม่รู้ว่าเท่านี้เพียงพอหรือยัง กับความรู้สึกเจ็บปวด และสูญเสียที่ผ่านมา และเราจะนำข้อเสนอนี้ ยื่นสู่สภา ในปี 2569″ นายยิ่งชีพเผย

นายยิ่งชีพกล่าวต่อว่า ความหมายที่ 2 สำหรับคนรุ่นต่อไป เราเห็นจังหวะการเมืองในช่วง 10 ปีนี้ เราเคยเข้าชื่อ 30,000 ชื่อ เสนอแก้ไข ม.112 แต่ไม่ผ่าน รวมถึงอีกครั้งที่เสนอ ยกเลิก ม.112 กว่า 200,000 รายชื่อนั้นก็ยังอยู่ และตามกฎหมาย แล้ว ไม่มีวันหมดอายุ

ในปี 2567 เรายื่นขอนิรโทษกรรม รวม ม.112 ก็ไม่ให้ผ่าน

“ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายคนอยู่ในภาวะที่ไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อดี ไม่มีทางที่จะช่วยเพื่อนที่โดน ม. 112 ได้ แล้วคนที่เขาอยู่ในเรือนจำ เก็ท อานนท์ เพื่อคนข้างนอกหด ไม่รู้ว่าจะทำอะไรคนข้างในก็ยิ่งหด”

นายยิ่งชีพกล่าวว่า การที่เราเข้าชื่อในวันนี้ คือการที่เรามีคนประมาณ 60,000 คน ออกมาบอกพร้อมกันว่า อัตราโทษที่คณะรัฐประหารตั้งไว้เมื่อปี 2519 มันไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม โทษสูงเกินไป อย่างน้อย ขอให้กลับไปเหมือนเดิม ม.112 โทษไม่ควรเกิน 7 ปี

“การที่ 5 หมื่นคน ต่างคนต่างเซ็น ต่างโพสต์ ต่างแชร์ มันมีความหมาย อย่างน้อยมันมีความหมายต่อพี่อานนท์ที่รอโทษ 30 กว่าปีในเรือนจำ มีความหมายต่อ เก็ท ไผ่ บัสบาส เขาได้รู้ว่าเรายังสู้อยู่” นายยิ่งชีพกล่าวทิ้งท้าย

จากนั้น รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลพวง 6 ตุลาฯ ยังอยู่ในการเมือง ในสถาบันของรัฐ และในความถูกทำให้หวาดกลัว

เราจะวางดอกไม้ตรงนี้ทุกปี แต่ปล่อยให้มรดกยังคงอยู่กับคนรุ่นใหม่หรือ ? การรณรงค์ 50,000 ชื่อ จึงเป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงความทรงจำ อยากชวนทุกคนมองว่า ตลอด 50 ปี สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ใช่เพราะมีผู้มีอำนาจมอบให้ แต่เพราะเรา ‘ไม่ยอมจำนน’

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราจะประกาศในวันนี้ คือกฎหมายต้องมาจากประชาชน ถึงคนรุ่นใหม่ทุกคน รู้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาทุกคนเหนื่อย ทุกข์ใจ ต้องจากบ้าน เห็นเพื่อนถูกขัง และเริ่มถามตัวเอง แต่ไม่อยากให้ทุกคนมองว่ามันคือ ‘ความพ่ายแพ้’

“เพราะมีคนที่สูญเสียจริง แต่ประวัติศาสตร์คนเดือนตุลาฯ บอกเราว่า ‘อย่าตัดสินการต่อสู้’ หลายสิ่งดูเหมือนสูญเปล่า แต่เป็นรากฐานการเปลี่ยนแปลง ในอีก 10 หรือ อีก 50 ปี ข้างหน้า เหมือนในวันนี้ มันจะกลับมาเป็นพลังที่หลายคนคาดไม่ถึง คือประวัติศาสตร์ที่กำลังเดินไปข้างหน้า “

“หากไม่มีใครทวงถามถึงมรดก ไม่มีคนลงชื่อ ไม่มีกฎหมายฉบับประชาชน ความหวังไม่ใช่สิ่งที่จะนั่งรอ แต่คือสิ่งที่ต้องลงมือทำ แม้ไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ ความหวังคือการบันทึกชื่อผู้สูญเสีย คือการยืนยันต่อกันว่า ต่อให้วันนี้เราจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จะไม่ยอมให้กฎหมายนี้ เปลี่ยนให้เราเป็นคนเงียบงัน” รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว และว่า

วันนี้เราได้รายชื่อ 59,309 แต่ยังไม่จบ จะเป็นประตูบานแรก แต่กว่าจะไปถึงฝัน เราต้องช่วยกันพูดกับเพื่อนให้เข้าใจ ถามผู้แทนราษฎรทุกคนที่เราเจอ

จากนั้น ปิดท้ายด้วยการอ่านแถลงการณ์ปิดแคมเปญ ’ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ โดย เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ และร่วมจุดเทียนรำลึก